งานวิชาการ – ตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารวิชาการ


ตอนที่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับพื้นที่ หรือประเภทของงานวิชาการไปแล้วนะครับ คราวนี้จะขอพูดถึงการตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารวิชาการบ้าง เพราะวารสารวิชาการนั้นมีมากมายหลายหลาก เป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับนักวิชาการวัยอ่อนประสบการณ์ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรวัดว่าฉบับไหนดีหรือไม่ดี และจะตีพิมพ์ที่ไหนดี?

ถ้าให้ตอบแบบง่ายที่สุดคือ ถามเพื่อนนักวิจัยที่มีประสบการณ์ตีพิมพ์ในสาขาวิชาเดียวกัน ซึ่งส่วนมากจะทราบว่าวารสารหัวไหนดัง หัวไหนพอใช้ได้ แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนี้น่ะสิครับ ถ้าคุณเป็นคนแรกที่อยากเขียนงานในวารสารวิชาการแล้วไม่มีเพื่อนที่มีประสบการณ์ล่ะก็ลองอ่านต่อนะครับ

เกณฑ์ในการตัดสินวารสาร

ทำไมต้องตีพิมพ์วารสารวิชาการ ถ้าพูดในมุมมองของนักวิชาการคือมันมีความสำคัญต่อการขอตำแหน่งทางวิชาการน่ะสิครับ ซึ่งบทความนี้จะเน้นที่ผลงานวิชาการที่มีค่าน้ำหนัก 1.00 ถึง 0.75 (ดูรายละเอียดได้ในบล็อกของอาจารย์รุจเรขาได้นะครับ)

จะเห็นได้ว่างานวิชาการที่บ้านเราให้คุณค่าที่สุดคือวารสารนานาชาติ (หรือในประเทศที่ผ่านเกณฑ์วารสารนานาชาติ) และมีค่าดรรชนีการจัดอันดับวารสารอยู่สูง ค่าดรรชนีที่ใช้กันทั่วไปคือ

1. ปัจจัยกระทบ หรือ Impact factor ซึ่งหมายถึงค่าเฉลี่ยการอ้างอิงงานวิชาการในวารสารนั้น ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งผมจะไม่ขอลงรายละเอียดในสูตรการคำนวณ อธิบายง่ายๆ ว่าถ้าค่าเฉลี่ยยิ่งสูงก็ยิ่งดี มีการกล่าวถึงมาก ใครอยากทราบรายละเอียด อ่านได้ตามลิงค์นี้นะครับ (อ่านยากพอดูเลย)

2. ดรรชนี เอช หรือ H-Index หมายถึงค่าการวัดในเชิงปัจจัยกระทบและประสิทธิภาพของนักวิจัย อธิบายง่ายๆ คือมันเป็นการมองจากตัวผู้วิจัย ไม่ใช่ตัวงานหรือวารสารนะครับ

3. SCImago Journal Ranking Indicator หรือ SJR ซึ่งหมายถึงการวัดค่ากระทบ อิทธิพล และชื่อเสียงของตัววารสารโดยการคำนวณค่าเฉลี่ยของการอ้างอิงในปีใดๆ โดยใช้ผลของสามปีก่อนหน้านั้นเป็นเกณฑ์ อ่านดูสูตรการคำนวณก็ปวดหัวเช่นกัน แต่อธิบายง่ายๆ ว่ามันเป็นดรรชนีที่อิงอยู่กับทฤษฏีเครือข่าย (network theory) ซึ่งให้น้ำหนักของวารสารต่างๆ ตามแต่ที่มาหรือชื่อเสียงของมัน ที่สำคัญคือ SJR นั้นเป็นดรรชนีทางเลือกที่เปิดให้สาธารณชนเข้าดูได้ฟรีครับ (สำคัญตรงนี้ล่ะ) ต่างกับดรรชนีอื่นๆ ที่ลึกลับซับซ้อน โชว์ความเป็นหอคอยงาช้างของนักวิชาการและสำนักพิมพ์ต่างๆ ซึ่งมีส่วนอย่างมากที่ทำให้งานวิชาการได้แต่ขึ้นหิ้ง ไม่มีผลกระทบในการใช้งานจริง

การจัดอันดับในดรรชนีต่างๆ นั้นจะมีการจัดกลุ่มเป็น Quartile ด้วยครับ พูดง่ายๆ คือ Q1 ดีสุดนะครับ ผมขอรบกวนท่านอาจารย์รุจเรขาอีกครั้ง ซึ่งท่านเขียนอธิบายไว้อ่านง่ายทีเดียวครับ ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้

หารายชื่อวารสารจากไหน?

เมื่อเข้าใจเรื่อง Q1 ถึง Q4 แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการเลือกวารสารที่เราจะส่งไปตีพิมพ์แล้วล่ะครับ วิธีที่ผมคิดว่าง่ายที่สุดคือ เวลาเราทบทวนวรรณกรรม (literature review) เราก็จะได้อ่านงานของนักวิชาการ นักวิจัยหลายท่านอยู่แล้ว ลองดูงานเหล่านั้นจากในรายการอ้างอิง (references) ที่เราใช้ในงานวิจัยหรือบทความวิชาการของเราเองเลยก็ได้ครับว่าเขาตีพิมพ์กันที่ไหน แล้วคัดมาสักสามสี่ฉบับที่ปรากฎในรายการถี่หน่อยแล้วก็ไปค้นหาชื่อวารสารนั้นๆ จาก SJR ดูว่ามันความเด่นดังแค่ไหน ซึ่งดูง่ายๆ ว่าอยู่ใน Quartile ใด จาก Q1 ถึง Q4 แล้วจัดอันดับวารสารที่เราคัดมาจาก Q1 ไปถึง Q4 แล้วก็เลือก

ลองดูตัวอย่างกันสักนิดนะครับ งานที่ผมเพิ่งตีพิมพ์ซึ่งร่วมกันเขียนกับคุณ จีรัง คำนวนตา ได้ลงใน Australasian Journal of Educational Technology นั้นวารสารอยู่ใน Q1 ในกลุ่ม Education ซึ่งถือว่าเป็นวารสารชั้นนำ แต่ตัว H-index แค่ 9 ซึ่งหมายความว่านักเขียนที่ตีพิมพ์งานในวารสารนี้ไม่ใช่พวกเด่นดังเท่าไร อย่างเช่นผมกับคุณจีรังนั่นแหละ (ฮา!)

แต่ถ้ายังไม่ได้ทำการทบทวนวรรณกรรม ก็อาจใช้วิธีง่ายๆ อีกวิธีคือค้นหาคำสำคัญจาก scholar.google.com ดูว่างานไหนขึ้นก่อน จากนั้นดูต่อว่างานไหนมีตัวเลข Cited by มาก ลองดูตามรูปนะครับ จาก (1) คือการใส่คำสำคัญ ผมใช่คำว่า problem based learning และได้ผลการค้นหาออกมา ทีนี้ลองกวาดตาดู จะเห็นว่า (2) ข้อมูลตัวแรกมี cited by 387 แต่อย่าหยุดแค่นั้นครับ ลองมองลงมาเรื่อยๆ จะพบว่า (3) มีอีกงานที่มี cited by มากกว่าแยะเลย ตั้ง 1582 รายการแนะ แม่เจ้า! แต่เอ๊ะ รายการถัด (4) มามันมี cited by ตั้ง 2076 เยอะกว่าอีก และที่สำคัญ ลองดูดีๆ นะครับว่ารายการที่ (3) นั้นเป็นหนังสือ [book] ส่วนรายการที่ (4) เป็นบทความวิชาการในวารสารชื่อ Academic Medicine ซึ่งอยู่กับฐานข้อมูลของ apa.org ลองดูจาก SJR ก็พบว่า Academic Medicine ก็อยู่ใน Q1 ของ Education เช่นกันแถมได้ H-index ตั้ง 72 แนะ แสดงว่ามีแต่ชื่อดังๆ ทั้งนั้น

googlescholar

กลับมาที่ข้อ (3) และ (4) จากในรูปอีกครั้งนะครับ หลายคนอาจสงสัยว่าจะอ้างอิงหนังสือหรือบทความดี? ความต่างของหนังสือกับงานวารสาร ก็เหมือนที่เราเข้าใจกันทั่วๆ ไปนั่นแหละครับ ว่าหนังสือจะเป็นองค์ความรู้ที่ค่อนข้างแน่นอน ตายตัวหรือ “นิ่ง” แล้ว ส่วนงานในวารสารจะเป็นงานวิจัยหรือบทความที่ค่อนข้างร่วมสมัย ทันสมัย เป็นอะไรที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือยัง “ไม่นิ่ง” นักคิดนักเขียนดังๆ ก็เริ่มสร้างแนวคิดจากบทความ หรืองานวิจัยก่อนที่จะเขียนออกมาเป็นหลักทฤษฏีตายตัวได้ ถามว่าจะอ้างอิงอะไรดีกว่ากัน? ผมว่าถ้าเป็นงานในวารสารที่สำคัญ (seminal work) ก็ต้องอ้างเขาไป มันดูดีกว่าการอ้างหนังสือ เพราะเราอ้างจากต้นตอของความคิดหรือหลักฐานของผู้เขียนคนนั้น

เลือกวารสารวิชาการเพื่อส่งงานของเรา

เมื่อเราได้รายชื่อของวารสารวิชาการมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหาจากรายการอ้างอิง (references) ของงานเรา หรือจาก scholar.google.com ก็ตาม เราต้องตามไปดูที่เว็บไซต์ของเขาต่อครับว่าเขามีวัตถุประสงค์อะไร (description) แล้วงานที่เขารับนั้นตรงกับงานของเราจริงๆ หรือไม่ (topics covered) ใครอยู่ในกองบรรณาธิการ (editors and editorial board) จากนั้นก็ดูว่าเขาใช้รูปแบบการเขียนอย่างไร งานฝั่งสังคมศาสตร์อาจใช้ American Psychological Association (APA) เป็นหลัก ส่วนงานด้านวิทยาศาสตร์อาจจะใช้รูปแบบ IEEE อันนี้ก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมกันนะครับว่าแต่ละแบบเป็นอย่างไร

เมื่อเราปรับรูปแบบงานเราให้ตรงตามแบบที่วารสารเขาต้องการแล้วก็ส่งโลดเลยครับ เลือกส่งวารสารที่อยู่ใน Q1 หรือ Q2 ก่อน (ค่าน้ำหนัก 1.00) ถ้าเขาไม่เอาก็ส่งไปอันดับที่ต่ำลงมา เหตุผลที่ต้องเลือกของดีก่อน ก็เพราะมันมีผลต่องานของเราโดยตรง เมื่อขอตำแหน่งทางวิชาการครับ งานที่ได้ลงในวารสารเจ๋งๆ ก็ได้รับการยอมรับมากกว่างานที่ลงในวารสาร Q3 – 4 (ค่าน้ำหนัก 0.75)

ส่วนขั้นตอนโดยละเอียดสำหรับการตีพิมพ์นั้น คงต้องคุยกันในตอนต่อๆ ไปนะครับ

จ่ายตังค์เพื่อตีพิมพ์?

แถมอีกนิดครับ ผมเพิ่งทราบไม่นานมานี้นะครับว่า มีวารสารวิชาการหลายฉบับที่ผู้เขียนต้องจ่ายเงินเพื่อตีพิมพ์ ส่วนหนึ่งมาจากความเคลื่อนไหว open access ที่ต้องการให้งานวิจัยได้รับการเผยแพร่แบบไม่เสียเงิน ซึ่งข้อดีก็คือว่างานของเราจะได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชน แบบไม่มีการปิดกั้นใดๆ ไม่ต้องเป็นภาระให้ห้องสมุดจ่ายเงินซื้อฐานข้อมูลวิชาการแพงๆ จากสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ แต่ข้อเสียคือภาระมันมาตกที่ผู้เขียนหรือนักวิชาการจนๆ อย่างเราน่ะสิครับ ใครที่ต้องตีพิมพ์ในวารสารแบบขอเงินจากเราก็ต้องทำใจกันหน่อยนะครับ ผมเองก็เพิ่งเจอไปสดๆ ร้อนๆ จ่ายไปหลายพันบาท แต่ผมคิดแล้วคุ้มเพราะว่าเป็นงานสุดท้ายที่ใช้ในการขอตำแหน่งทางวิชาการ ก็เลยกัดฟันจ่ายไป!

พูดเอาไว้ก่อน พวกเราจะได้เตรียมใจและเตรียมสตางค์เอาไว้ให้พร้อมนะครับ

หมายเลขบันทึก: 489054เขียนเมื่อ 24 พฤษภาคม 2012 20:28 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กรกฎาคม 2012 00:59 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

เป็นความรู้ที่มีประโยชน์มากๆคะ

ขอบคุณครับ กำลังฝึกเขียนบทความ ขอตำแหน่งวิชาการอยู่ครับ

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี