ลำดับความยากในการศึกษาพระกรุ และพระเครื่อง


การศึกษาควรเริ่มจากง่ายไปหายาก ทั้งหาง่ายและดูง่าย จนไปถึงที่หายากและดูยากมากขึ้นโดยลำดับ จึงจะทำให้การเรียนรู้ไม่สะดุดและเข้าใจง่าย

จากการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องพระเครื่องและพระกรุโบราณ ผมได้พบว่า "มือใหม่ หัดส่อง" มักจะตั้งคำถามที่ยากมากๆ เช่น

จะรู้ได้อย่างไรว่าสมเด็จองค์ไหนของแท้ ของเก๊

ไม่มีเงินมาก ไม่มีความรู้ จะหยิบสมเด็จแท้ๆ ถึงยุค ได้อย่างไร

แต่ก็ยังมีความหวังที่เขาจะได้เรียนบ้าง

ไม่เหมือนกับประเภทที่ว่า

ดูให้หน่อย ผมไม่มีความรู้ ผมดูไม่เป็น หรือ

ประเภทที่ "อยากรู้" แต่ "ไม่อยากเรียน"

เพราะระดับความรู้ที่จะใช้ดูพระสมเด็จนั้น ต้องอาศัยฐานความรู้ด้าน ดิน หิน แร่ และวิวัฒนาการของมวลสารมากทีเดียว จึงจะเริ่มต้นศึกษาพระสมเด็จได้

เพราะเป็นพระที่หายากมาก ราคาแพง และดูยากมาก เนื่องจากมีของเก๊ปะปนมากกว่า 99.999% ของพระสมเด็จที่มีในตลาด

จึงไม่เหมาะกับการเริ่มศึกษา

เพราะ แค่เริ่ม ก็เจอแต่ของเก๊แล้ว

และในหนังสือตำราส่วนใหญ่ จะมีปัญหาเรื่องความชัดเจนของภาพและข้อมูล

แม้แต่คนที่ดูเป็นแล้วยังดูแทบไม่ออก ไม่ต้องพูดถึงคนที่ดูไม่เป็น ที่ไม่รู้จะดูอะไร

และที่สำคัญกว่านั้น ภาพที่แสดงไว้ก็มักไม่ชี้ชัดว่า ของแท้กับของเก๊ต่างกันอย่างไร

เพียงแต่ใช้คำกลางๆว่า "ความเป็นธรรมชาติ" ของพระ ซึ่งแน่นอนเลย ว่า

คนที่รู้ก็รู้ คนที่ไม่รู้ ก็จะยังไม่รู้อยู่เช่นเดิม

ดังนั้น

การศึกษาควรเริ่มจาก

  • ง่ายไปหายาก
  • ทั้งหาง่ายและดูง่าย
  • จนไปถึงที่หายาก และ
  • ดูยากมากขึ้นโดยลำดับ

จึงจะทำให้การเรียนรู้ไม่สะดุดและเข้าใจง่าย

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครอยู่ในพื้นที่ไหน พระอะไรหายากหาง่าย ต้องไปคิดและว่ากันเอาเอง

ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพระท้องถิ่น

แต่ต้องไม่ใช่ พระสมเด็จ และเบญจภาคีแน่นอน

เพราะจะเป็นพระที่หายากที่สุดของที่สุดทั้งนั้น

เพราะมีของเก๊ที่ระดับฝีมือต่างๆ ไม่รู้กี่ระดับ ไว้ดักคนที่ไม่รู้ หรือ รู้น้อยกว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติของวงการพระเครื่อง

นอกเหนือจากความหาง่าย ที่กำหนดแน่นอนไม่ได้นั้น สิ่งที่สามารถกำหนดได้ว่ายากง่ายในการศึกษา ก็คือ ประเภทของเนื้อพระ ที่ ได้แก่

ระดับที่ 1 เนื้อดิน

  • ทั้งดินเผาแกร่ง และอบไฟอ่อนๆ (ที่เรียกกันว่า ดินดิบ) เพื่อรักษามวลสารและพุทธคุณตามความเชื่อต่างๆ เป็นเนื้อที่มีอายุโบราณ
  • มีการพัฒนาการทั้งคราบ ความยุ่ย ความเหี่ยว ความผุ ความมน ความพรุน และคราบต่างๆ ที่ส่วนใหญ่จะทำเลียนแบบไม่ได้ หรือได้ก็ยากมาก
  • จึงแทบไม่มีของปลอมที่เหมือนของจริง อย่างมากก็ใกล้เคียง และจับผิดได้โดยง่าย
  • ถ้าเนื้อได้แล้ว อย่างไรก็พระแท้แน่นอน

ระดับที่ 2 เนื้อชิน หรือ โลหะผสม ชนิดต่างๆ

  • ที่มีความเก่าของเนื้อโลหะ ที่ถลุงแบบโบราณ
  • มีสนิมหลายชั้น มีคราบหินปูน คราบกรุ
  • ทำเลียนแบบได้ยาก ไม่ว่าจะใช้วิธีโปะสี หมักดินอย่างไรก็ยังไม่ได้
  • เพราะจะไม่ได้ลำดับชั้นและลักษณะของสนิมที่ควรมี จึงยังดูง่ายพอสมควร
  • ถ้าสนิมได้ ก็ดูพิมพ์ประกอบอีกเล็กน้อย แต่อย่างไรก็แท้แน่นอน

ระดับที่ 3 เนื้อผง หรือ เนื้อปูน

  • ที่อาศัยหลักการงอกของหินปูน จากการเกิดของน้ำปูนที่ผิวพระ ขึ้นมาเคลือบผิวเดิม
  • จนทำให้เกิดความแกร่งของหินปูน อย่างน้อยสองแบบ คือ
    • ปูนแคลไซท์ หรือแคลเซียมคาร์บอเนต ที่เป็นผิวแข็งมัน
    • และ ปูนแคลเซียมไบคาร์บอเนต ที่เป็นฝุ่นขาวนวล เคลือบอยู่ที่ผิวพระรอบด้าน
    • ที่มักทำเก๊โดยการพอกสารสังเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายๆปูน และ
    • เพิ่มจุดเป็นก้อนเล็กๆ เลียนแบบการงอกของผิวปูนทั้งสองแบบ
    • ที่ยังไม่สามารถทำให้เกิดความหลากอายุของการงอกของผิวได้
    • เพราะเป็นการทำในครั้งเดียว

ระดับที่ 4 เนื้อว่าน

  • ทั้ง ดินและมวลสารต่างๆ ผสมว่าน ที่จะมีน้ำว่านออกมาเคลือบผิวอย่างต่อเนื่องและหลากอายุเช่นกัน
  • ที่มีการทำเก๊ได้ค่อนข้างง่าย
  • เนื่องจากผิวว่านที่แกร่งแข็งคลุมอยู่นั้นมีสารสังเคราะห์หลายอย่างที่ทำได้ใกล้เคียงมาก
  • จึงต้องเน้นการดูพิมพ์พระประกอบอย่างมาก จึงจะมั่นใจได้

ระดับที่ 5 เนื้อเรซิน

  • ที่เป็นพระเนื้อสมัยใหม่ล่าสุด ที่มีการทำเลียนแบบได้ง่ายมาก
  • เพราะช่างที่ทำพระขายทุกคนต้องพยายามศึกษาเท่าๆ หรือมากกว่าคนเล่นพระอยู่แล้วจึงจะอยู่ในอาชีพทำพระปลอมมาขายได้
  • จุดสังเกตก็มีเพียง มวลสารและสีของเรซินของพระแท้ อย่างอื่นจะดูได้ยากมากเพราะช่างเขาทำได้เกือบหมดแล้ว

ระดับที่ 6 เหรียญโลหะต่างๆ

  • ที่ปัจจุบันทำเลียนแบบได้เกือบ 100%
  • เพราะ ชนิดโลหะก็ใหม่ๆ สั่งได้ทุกรูปแบบ
    • ทั้งส่วนผสม
    • ความหนา
    • บล็อกที่เป็นแม่พิมพ์สมัยใหม่ก็สั่งทำได้
    • แต่งให้เหมือนของจริงได้เกือบทั้งหมด
  • จึงเหลือเทคนิคอย่างเดียวที่จะพิสูจน์ได้ ก็คือ เทคนิคการพิสูจน์ลูกปืนของกองพิสูจน์หลักฐาน
    • คือเทียบรอยขีดข่วนที่เหมือนกับของแท้ ถ้าไม่มีของแท้เป็นต้นแบบให้ดู ถือว่าเก่งแค่ไหนก็หมดสิทธิ์
  • จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการศึกษา

ถ้ามีการศึกษาตามลำดับนี้แล้ว จะเรียนรู้ไดง่ายและเร็วที่สุดครับ

 

หมายเลขบันทึก: 488867เขียนเมื่อ 22 พฤษภาคม 2012 23:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 16:30 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี