CMT nurse
คู่มือการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด
บุคลากรที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดต้องมีความสามารถดังนี้
1.
การประเมิน(Assessment)ความพร้อมของผู้ป่วยที่มารับยาเคมีบำบัด
2.
การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนการให้ยาเคมีบำบัดและการแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน
3. การให้คำแนะนำ /ปรึกษาผู้ป่วย
4. การบริหารยาเคมีบำบัด
5. การแทงเข็มทั้งทางPeripheral lineและCentral line
(Port – A cath)
และการดูแลตำแหน่งแทงเข็มเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด
6. การใช้อุปกรณ์ Infusion pump
1. การประเมิน (Assessment)
ความพร้อมของผู้ป่วยที่มารับยาเคมีบำบัด
การประเมิน ผู้ป่วย(Assessment) ก่อนให้ยาเคมีบำบัด
1.ประเมินตามแบบประเมิน แบบบันทึกประวัติและสมรรถนะผู้ใช้บริการ
ND-SER-FO-001
โดยปฏิบัติตามมาตรฐานของการบันทึกเวชระเบียนของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
พอ. และเพิ่มการติดตามตำแหน่งแทงเข็มในครั้งก่อน
(อาจมีการสื่อสารด้วยภาพ)
2.ประเมินตามแบบประเมิน Discharge Plan Assessment
ND-SER-FO-002
3.ประเมินผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยเฉพาะ CBC
ถ้าผลการตรวจนานเกิน 7 วัน หรือผลการตรวจก่อน 14
วันภายหลังการได้รับยาครั้งที่ผ่านมา
ให้ประสานแผนรักษากับแพทย์เจ้าของไข้
เพื่อยืนยันการใช้ข้อมูลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเดิม
เพื่อพิจารณา Repeat
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการใหม่
4.ประเมินน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงผิดปกติ
ให้ประสานแผนการรักษากับแพทย์เพื่อคำนวณ dose
ยาเคมีบำบัดก่อนเริ่มให้ยา
5.ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยเฉพาะ CBC ได้แก่
WBC , Platelet count , Neutrophil คำนวณหา ANC ถ้า ≤
1500 , Plt ≤ 100,000
และlabอื่นๆเช่นBUN,Cr,LFT,Electrolyte,UA
ควรรายงานแพทย์เจ้าของไข้
6.ประเมินสัญญาณชีพ และอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ไอ มีเสมหะ
เจ็บคอ หอบเหนื่อย ท้องเสีย
ปัสสาวะแสบขัดเป็นต้น
ถ้าพบอาการผิดปกติให้รายงานแพทย์เจ้าของไข้ก่อนให้ยาเคมีบำบัด
7.ประเมิน ECOG SCORE
ECOG = 0 ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ
ไม่มีอาการของโรค
ECOG = 1 ผู้ป่วยปฏิบัติกิจกรรมได้ตามปกติ
มีอาการแสดงของโรคเล็กน้อย
ECOG = 2 มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรม
และมีอาการแสดงของโรค
ECOG = 3 ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง อยู่บนเตียง > 50%
ของเวลา 1 วัน
ECOG = 4 ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยมาก
ใช้เวลาทั้งวันอยู่บนเตียง
8.ประเมินอาการผิดปกติภายหลังได้รับยาในครั้งก่อนเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
ซักถามถึงอาการผิดปกติเมื่อกลับบ้าน
2.
การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนการให้ยาเคมีบำบัดและการแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน
กลุ่มยาที่ต้องเฝ้าระวัง การเกิดภาวะ Hypersensitivity
Reactions และ Anaphylaxis
กลุ่มยาเคมีบำบัด
ตัวอย่างรายการยา
กลุ่ม Platinum compounds. : Carboplatin,
Oxalipatin
กลุ่ม Taxane. : Paclitaxel, Docetaxel
กลุ่ม Monoclonal antibodies : Cetuximab ,
Trastuzumab , Rituximab
: Bevacizumab , Panitumumab
กลุ่ม Alkylating agents
*: Cyclophosphamide
: Melphalan
กลุ่ม Antimetabolites : Fluorouracil ,
Cytarabine
กลุ่ม Antitumor Antibiotices
กลุ่ม Topotsomerase inhibitor
กลุ่ม Enzyme : Bleomycin , Mitomycin
: Etoposide
: Asparaginase
Signs & Symptoms of Hypersensitivity Reactions
( HSRs)
: Flushing
: Rash , Urticaria
: Dyspnea , Shortness of Breath
: Wheezing , Stridor
: Rigor
: Tachycardia, Bradycardia
: Hypotension
: Laryngeal Edema
: Bronchospasum
Grading of Hypersensitivity Reactions ( HSRs)
Gr. 1 Transient flushing or rash , drug fever <
38
Gr. 2 Rash , flushing , urticaria , dysnea drug fever
> 38
Gr. 3 Symptomatic bronchospasm , with or without
urticaria , hypotention
Gr. 4 Anaphylaxis
Gr. 5 Death
Signs & Symptoms of Hypersensitivity Reactions (
HSRs) (cont.)
: Mild to moderate reactions: Gr 1 – 2
: Severe reactions: Gr 3 – 4
ขั้นตอนการประเมินและเฝ้าระวัง
1. ถามถึงประวัติการได้รับยากลุ่มนี้
2. ถามถึงประวัติการเป็นโรคภูมิแพ้ หรือ การแพ้ยาอื่นๆ
3. แนะนำผู้ป่วยให้ทราบถึงอาการ Hypersensitivity Reaction
( HSR) ก่อนเริ่มให้ยา และรีบแจ้งทันทีเมื่อเกิดอาการ
4. เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมใช้ทันทีที่เตียงผู้ป่วย เช่น O2
Mask , Suction , รถ Emergency
5. เตรียมยา ได้แก่ Adrenaline ,Piriton (CPM), Dexa
เพื่อพร้อมใช้
6. ให้ Pre – Medication ที่เหมาะสมตรงตามเวลา
7. เริ่มยาเคมีบำบัดหลัง Pre – Med ½ hr.
ตรงตามเวลา
8. เริ่มยาโดยปรับ Rate ช้าสุดก่อนดังนี้
- Rate 25 cc/hr. นาน 15 นาที
- Rate 50 cc/hr. นาน 15 นาที
- Rate 75 cc/hr. นาน 15 นาที
- Rate 100 cc/hr. นาน 15 นาที *
เป็นจุดรอยต่อเฝ้าระวังจากนั้นปรับ Rate ตามคำสั่งการรักษาจนหมด
9. วัด
v/s - ทุก 15 นาที 4 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับยา
10. Observe
ขณะให้ยาอย่างใกล้ชิด
3. :
การให้ความรู้และให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวที่ได้รับยาเคมีบำบัด
แบบการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด
ขั้นตอนที่1 ก่อนรับยาเคมีบำบัด
1.การให้ข้อมูลเรื่อง
1.1 โรคและแผนการรักษา
ชนิดของยาที่ได้รับและวิธีการให้ยาเคมีบำบัด
1.2 ระยะเวลาและจำนวนครั้งของการให้ยาเคมีบำบัด
1.3 ผลทางห้องปฏิบัติการ
1.1.1ให้คำแนะนำพร้อมเอกสารยาที่ผู้ป่วยได้รับ
1.2.1ให้ข้อมูลตามคำสั่งการรักษา
1.3.1ให้ข้อมูลผลทางห้องปฏิบัติการและให้เห็นความสำคัญในการประเมินผลก่อนรับยา
ขั้นตอนที่2 ขณะรับยาเคมีบำบัด
2.การให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและลดผลข้างเคียง 2.1
อาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ
2.1.1ภาวะเม็ดเลือดต่างๆต่ำลง ได้แก่
-เม็ดเลือดแดง:ทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก
-เม็ดเลือดขาว: ระวังการติดเชื้อ
-เกร็ดเลือด: หลีกเลี่ยงยากลุ่มแอสไพริน
,ห้ามแปรงฟัน,ห้ามเดินเท้าเปล่า,
ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อและสวนอุจจาระ
2.1.2
อาการคลื่นไส้อาเจียน(ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากคู่มือของยาเคมีบำบัด)
-รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง
เช่น ขนมปังกรอบ
(บิสกิต,แครกเกอร์),เผือก/มันต้ม,น้ำหวาน,น้ำผลไม้UHT
-ช่วงให้ยาควรรับประทานอาหารเบาๆย่อยง่ายและนั่งพักหรือนอนศีรษะสูง
-หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดไขมันสูง ของทอด
-ทำความสะอาดปากและฟันหลังอาหารทุกมื้อ
-ถ้ารู้สึกคลื่นไส้มากให้นอนนิ่งๆและสูดลม
หายใจลึกๆยาวๆช้าๆ
2.1.3 ผมร่วง:
(ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากคู่มือของยาเคมีบำบัด)
-ให้ใช้แชมพูอ่อนๆสำหรับเด็ก
-การใช้ผ้าบางๆคลุมผมไม่ให้อับชื้น
-การใช้วิกผมหรือหมวกผ้าคลุม
2.1.4
มีพิษต่อไต(ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากคู่มือของยาเคมีบำบัด)
-ดื่มน้ำมากๆอย่างน้อย2-3ลิตร
-การสังเกตปัสสาวะเป็นสีชมพูหรือเป็นเลือดให้แจ้งทันที
2.1.5 อ่อนเพลีย
-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น แป้ง เนื้อสัตว์(เนื้อปลา) นม
ไข่ ผัก ผลไม้
(ยกเว้นผู้ป่วยที่มีภาวะNeutropenia ให้งดผัก,ผลไม้
หรือตามคำสั่งการรักษาของแพทย์)
-พักผ่อนให้เพียงพอ เพิ่มการนอนพักกลางวัน วันละ 1-2
ชั่วโมง
2.1.6 เบื่ออาหาร
-รับประทานอาหารย่อยง่ายครั้งละน้อยบ่อยๆ ครั้ง
-ดูแลความสะอาดของช่องปากและฟัน
-การออกกำลังกายเบาๆ ก่อนมื้ออาหาร
5-10 นาที
2.1.7 ริมฝีปาก แผลในปากร้อนใน
-ใช้แปรงฟันที่มีขนอ่อนนุ่มและบ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทาน
-รับประทานอาหารอ่อนที่ไม่อุ่นหรือร้อน
อาหารเหลวและเครื่องดื่มควรใช้หลอดดูด
-กลั้วปากด้วยน้ำเกลืออ่อนๆและอมน้ำแข็งบด(อมก่อนเริ่มยา5นาทีและอมต่อเนื่อง
ยกเว้นยาเคมีชนิด Oxalipatinแนะนำให้จิบน้ำบ่อยๆ)
2.1.8 ชาปลายมือปลายเท้า
-การแจ้งแพทย์ผู้รักษาทราบ
การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นควรดูแลเท้าอย่าให้มีบาดแผลอย่าเดินเท้าเปล่าการหลีกเลี่ยงความเย็นและการสัมผัสโลหะทุกชนิด
2.1.9 ท้องเสีย
-รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารทอด/มัน
-รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย โปแตสเซียมสูงเช่นกล้วย เนื้อปลา
หลีกเลี่ยงอาหารมีแก๊สเช่น ถั่ว กะหล่ำปลี,หัวหอม,โซดา,น้ำอัดลม
-ดื่มน้ำมากๆเช่นน้ำอุ่น ,น้ำชาอุ่นๆ
-หลังขับถ่ายให้ทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆและซับให้แห้ง
ให้แห้ง
2.1.10 ท้องผูก
-รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงได้แก่ผัก,
ผลไม้, ข้าวกล้อง,ข้าวซ้อมมือ
-ดื่มน้ำมากๆประมาณ2-3ลิตร/วันหรือน้ำผลไม้UHT100%,น้ำมะตูม,น้ำตะไคร้,น้ำมะขาม
-ออกกำลังกายสม่ำเสมอได้แก่การเดินช่วงเช้าหรือหลังรับประทานอาหาร
2.1.11 ฝ่ามือฝ่าเท้าบวมแดง
-การประคบความเย็น3-4 ครั้ง/วัน
-การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการห้ามสวมถุงมือ-ถุงเท้า
2.1.12หัวใจทำงานผิดปกติถ้าเกิดอาการใจสั่นเหนื่อยง่าย
ให้แจ้งแพทย์พยาบาลทันที
-ถ้ามีแผลให้แช่น้ำอุ่นประมาณ15นาทีแล้วซับ
3.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
3.1อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง
3.2งดรับประทานผักสดทุกชนิด
3.3ผลไม้ให้ล้างทำความสะอาดผึ่งให้แห้งและปลอกเปลือกก่อนรับประทาน
3.4การดื่มน้ำมากๆ(กรณีไม่มีข้อจำกัด)
3.1.1อาหารประเภทเนื้อปลา ขนมเค้ก /อาหารปรุงสุกใหม่
3.3.1หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีเปลือกรับประทาน ได้แก่ องุ่น,
ชมพู่
ขั้นตอนที่3 เตรียมความพร้อม
ก่อนกลับบ้าน(METHOD)
4.ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับยา
M=Medication
4.1ยาและสรรพคุณของยาที่ผู้ป่วยได้รับต่อเนื่องที่บ้าน
4.2วิธการใช้ยา,ขนาดของยา,เวลาที่ใช้ยา
4.3อาการข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
5.การจัดสภาพแวดล้อม
E=Environment
5.1การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความเจ็บป่วย
5.1.1ดูแลสิ่งแวดล้อมให้โปร่งอากาศถ่ายเทให้สะดวก
ทำความสะอาดโดยรอบให้สะอาดเสมอ
ไม่วางของเกะกะทางเดินอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
6.การรักษาพยาบาล
T=Treatment
6.1ให้ความรู้ระยะเวลาในการให้ยา
6.2การป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะช่วง7-14วันหลังให้ยา
6.3ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการผิดปกติต่างๆที่ต้องรีบมาพบแพทย์ก่อนวันนัด
6.4การให้ความรู้เรื่องการมาตรวจตามนัด
6.5
การมาล้างPortกรณีครบ1เดือนแต่ไม่สามารถให้ยา(ให้ผู้ป่วยเตรียมเข็มPort-Aไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน
และการFlush port
กรณีไม่สามารถให้ยาได้ต้องflushทุกเดือนป้องกันการอุดตัน)
6.1.1ดูตามแผนการรักษาของแพทย์
6.2.1ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายทั่วไป
6.2.2ล้างมือทุกครั้งก่อน-หลังรับประทาน
อาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
6.2.3รับประทานอาหารที่สุกสะอาด งดผักสด
6.2.4ไม่ไปในที่ฝูงชนแออัดเช่นศูนย์การค้า,โรงภาพยนตร์,ตลาดนัด
6.2.5หลีกเลี่ยงให้ห่างจากคนที่เป็นโรคติดต่อ
6.2.6สังเกตการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูง เจ็บคอ
ปัสสาวะแสบขัด ให้รีบมาพบแพทย์
6.3.1มีเลือดออก,จ้ำเลือดมาก,ปัสสาวะ
อุจจาระมีเลือดสดๆปน
6.3.2แผลในปากมาก
6.3.3ผื่นแพ้มาก
6.3.4มีไข้หนาวสั่น
6.4.1ความสำคัญของการมาพบแพทย์ตามนัด
6.4.2ความสำคัญของการมาเจาะเลือดตามนัด
6.4.3การเอกซเรย์,เอกซเรย์คอมพิวเตอร์,อุลตราซาวด์หรือการตรวจพิเศษต่างๆ
6.5.1แนะนำให้มาFlush portที่ศูนย์มะเร็งชั้น10/2
7.การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค
และการฟื้นฟู
H=Health
7.1การดูแลตนเองเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
7.1.1อาหาร
ควรรับประทานอาหารย่อยง่ายปรุงสุกใหม่งดของหมักดองผักสดทุกชนิด
ผลไม้ให้รับประทานผลไม้ที่ทำความสะอาดและปลอกเปลือกก่อนรับประทาน
ช่วงภูมิต้านทานต่ำหลังให้ยาประมาณ10-14วันให้งดผักผลไม้ทุกชนิดเพราะอาจมีสารปนเปื้อนติดเชื้อง่าย
7.1.2 การพักผ่อน
ควรหาเวลาพักผ่อนช่วงเวลาหลังอาหารประมาณ15-30นาที
7.1.3 การออกกำลังกาย
ควรเดินออกกำลังกายพร้อมกับการหายใจอย่างมีประสิทธิภาพร่วมด้วยขณะเดินเพื่อให้การขยายตัวของปอดงานได้ดีขึ้น
8.เตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจO=Outpatient
8.1สร้างสัมพันธภาพ
8.2ประเมินปัญหาและความต้องการ
ของผู้ป่วยและญาติอย่างเป็นองค์รวม
8.3เทคนิคการผ่อนคลาย / การจัดการความเครียด
8.1.1การพูดคุยเพื่อสร้างความมั่นใจให้
ผู้ป่วยและญาติ
มั่นใจในวิทยาการสมัยใหม่ซึ่งสามารถลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
8.1.2 การมอบหมายงานใช้ระบบพยาบาลเจ้าของไข้
8.3.1 ควรทำกิจกรรมที่รู้สึกสบายๆ
ได้แก่อ่านหนังสืออ่านเล่น,ฟังเพลงเบาๆ
ดูรายการสบายๆไม่เครียด
8.3.2 หาเวลานอนพักผ่อนในช่วงเวลากลางวันอย่างน้อย30นาที
9.อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยหลังรับยาเคมีบำบัด
D=Diet 9.1อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง
เคี้ยวอาหารช้าๆให้ละเอียดก่อนกลืน
ควรรับประทานอาหารครั้งละน้อยๆแต่บ่อยมื้อ เลี่ยงอาหารมัน/ทอด
/ย่อยยาก
9.2ถ้ารับประทานอาหารได้น้อยให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางอาหารสูง(ได้แก่
เอนชัวร์)
9.3งดรับประทานผักสดทุกชนิด
เน้นการทำความสะอาดล้างด้วยน้ำสะอาดด้วยน้ำไหลผ่าน
ก่อนนำไปปรุงอาหารอาหารควรปรุงสุกใหม่
9.4ผลไม้ให้ล้างทำความสะอาดผึ่งให้แห้งและปลอกเปลือกก่อนรับประทาน(ผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงคือผลไม้ที่มีเปลือกรับประทาน
ได้แก่ องุ่น, ชมพู่
9.5การดื่มน้ำมากๆ
9.6แนะนำญาติมีส่วนร่วมในการเตรียมอาหารให้ผู้ป่วย
9.1.1อาหารประเภทเนื้อปลา ขนมเค้ก /อาหารปรุงสุกใหม่
หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีเปลือกรับประทาน ได้แก่ องุ่น, ชมพู่
ถ้าอยากรับประทานมากให้ทำความสะอาดและปลอกเปลือกก่อนรับประทาน
9.2.1แนะนำการชงอาหารเสริม
และถ้าเบื่ออาจผสมน้ำหวานหรือโกโก้เพื่อแต่งกลิ่นอาหารเสริมได้ตามความชอบของผู้ป่วย
9.3.1แนะนำความสำคัญในการทำความสะอาดและการเตรียมอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วย
9.4.1แนะนำการเลือกผลไม้ที่เหมาะสมและในช่วงภูมต้านทานต่ำแนะนำสามารถดื่มน้ำผลไม้กล่องที่ผ่านการ
sterilizationแล้ว100%
9.5.1ควรดื่มน้ำอย่างน้อย8-10แก้วเพื่อขับสารตกค้างหรือการจิบน้ำบ่อยๆเพื่อให้เยื่อบุในปากไม่แห้งป้องกันการเกิดแผลในปาก
9.6.1ให้ข้อมูลการเตรียมอาหารสำหรับผู้ป่วย
10.ติดตามอาการหลังการให้ยาเคมีบำบัด
S=Special
10.1การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ภายใน7วันหลังได้ยาเคมีบำบัด
10.2แนะนำการลงบันทึกอาการในสมุดประจำตัวผู้ป่วย
10.1.1แนะนำการปรึกษาทางโทรศัพท์ได้โดยสามารถติดต่อได้
ถ้าไม่แน่ใจในการดูแลตนเอง
4. ความรู้เกี่ยวกับการบริหารยาเคมีบำบัด
: ยาเคมีบำบัดที่ใช้บ่อยในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช:
1. BLEOMYCIN
การออกฤทธิ์ : ยับยั้งการสังเคราะห์ DNA
โดยที่มีผลในการยับยั้งสังเคราะห์โปรตีนและ RNAโดยออกฤทธิ์ในระยะ G2
และ M phase
การบริหารยา : สามารถให้ยาได้ทาง IV/IM/SC/INTRACAVITARY
ก่อนการให้ยาในผู้ป่วย LYMPHOMA ควรให้ยา BLEOMYCIN TEST DOSE
ก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ANAPHYLACTOID REACTION
ความคงตัวของยา : สารละลายเจือจางด้วย 0.9 NSS มีความคงตัว
24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง
สารละลายเจือจาง D5W มีความคงตัวน้อยกว่าและลดลง 10%
เมื่อเวลาผ่านไป 24 ชม.
ห้ามผสมยาร่วมกับวิตามิน C และสารที่มี SULHYDRYL GROUP
เพราะจะทำให้ยาเสื่อมได้
ผลข้างเคียง : PULMONARY FIBROSIS ไข้ หนาวสั่น อาเจียน
เบื่ออาหาร ANAPHYLACTOID REACTION
ข้อควรระวัง : DRUG INTERACTION DIGOXIN จะทำให้ระดับของ SERUM
DIGOXIN ลดลง
PHENYTION จะทำให้ระดับของ SERUM PHENYTION ลดลง
2. CYTARABINE
การออกฤทธิ์ : เป็นยากลุ่ม ANTIMETA BOLITE
ยามีผลไปยับยั้งการสังเคราะห์ DNA และรวมตัวกับ DNA/RNA ซึ่งมีผลทำให้
CHROMOSOME ถูกทำลาย
การบริหารยา : สามารถให้ได้ทั้ง IV. PUSH /IV.
INFUSION/SC./IM.
ความคงตัวของยา : สารละลายเจือจางด้วย D5W/0.9% NSS
ยาจะมีความคงตัว 14 วัน ที่อุณหภูมิห้อง
ผลข้างเคียง : ANEMIA THROMBOCYTOPENIA มีไข้ MALAISE
อาการมักจะเกิดขึ้นหลังได้รับยา 6-12 ชม.
ข้อควรระวัง : DRUG INTERACTION กับ DIGOXIN จะทำให้การดูดซึมของ
DIGOXIN ลดลง
ยับยั้งฤทธิ์ของยากลุ่ม AMINOGYLCOSIDE ในการต่อต้านเชื้อ
KLEBSIELLA PNEUMONIA
3. Docetaxel(Taxotere,Doxotel)
การออกฤทธิ์ : เป็นยาเคมีบำบัดกลุ่ม TAXOID
เป็นสารกึ่งสังเคราะห์ การออกฤทธิ์โดยการทำละลาย MICROTUBULE NETWORK
ในเซลล์ ยับยั้งขบวนการ MITOSIS ในเซลล์
การบริหารยา : ให้ยาแบบ INFUSION นานมากกว่า 1 ชม.
โดยจะต้องทำการเจือจางในสารละลาย 0.9% NSS/D5W หรือ D5S
ก่อนการบริหารยาควรให้ PRE-MEDICATION ก่อน
เพื่อลดอุบัติการณ์และความรุนแรง(ภาวะ Hypersensitivity
reaction)ของภาวะคั่งของน้ำ (FLUID RETENTION)
ควรให้ผู้ป่วยรับประทานยา Dexamethasone 8 mg วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา
3 วัน โดยเริ่มให้รับประทานยาก่อนการเริ่มใช้ยา DOCETAXEL 1
วันและเริ่มให้ยาช้าๆก่อนตาม ProtocolของWI การให้ยาเคมีบำบัด
ความคงตัวของยา : เก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8
สารละลายที่เจือจางด้วย 0.9% NSS/D5W/D5S จะมีความคงตัว 8
ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้องและในตู้เย็น
ผลข้างเคียง : NEUTROPENIA, THOMBOCYTOPENIA, ไข้, ซีด,
Hypersensitivity reaction, ความดันโลหิตต่ำ, คลื่นไส้อาเจียน,
ท้องเสีย, หายใจลำบาก
ข้อควรระวัง : ต้องให้ Pre-med [Dexa, Ranidine,Benadryl
50mg(Diphenhydramine)] ก่อนให้ยา 30-60 นาที
4. Paclitaxel [TAXOL/ANZATAX/Intaxel]
การออกฤทธิ์ : ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ G2 phaseและ M
phaseโดยยับยั้งการแบ่งเซลล์และทำให้การทำงานของเซลล์เสื่อมสภาพ
การบริหารยา : ให้ยาแบบ Infusion นานมากกว่า 3ชม.
เริ่มให้ยาช้าๆก่อนตามProtocolของWI การให้ยาเคมีบำบัด
ควรเจือจางให้มีความเข้มข้น 0.3-1.2mg/ml ในสารละลาย0.9%NSS/D5W/D5S
ภาชนะที่ใช้เป็นpolypropylene/polyolefinห้ามใช้ภาชนะที่ทำมาจากPVC
ผลข้างเคียง: HYPERSENSITIVITYรุนแรง gr3’4=2%
HYPERSENSITIVITY ไม่รุนแรง=30-45%
Sensory neuropathy, เดินเซ, ลมชัก, Neutropenia, n/v,
mucositis
ข้อควรระวัง : ห้ามบริหารยาผ่านอุปกรณ์ที่ทำจากPVC [IV set
/Extension tube/T-way]
หมายเหตุ : ต้องให้ Pre-med [Dexa, Ranidine,Benadryl
50mg(Diphenhydramine)] ก่อนให้ยา 30-60 นาที
5. Irrinotecan [campto/camptosar]
การออกฤทธิ์ : ยับยั้ง enzyme topoisomerase ทำขบวนการ DNA
Eplication ถูกยับยั้งและทำให้เซลล์ตายในที่สุด
การบริหารยา : ให้แบบInfusion นานมากกว่า 90นาที
โดยเจือจางยาให้มีความเข้มข้น 0.1-1.3mg/ml
ในสารละลาย0.9%NSS/D5W/D5S
ความคงตัวของยา :
เก็บในอุณหภูมิห้องและป้องกันแสงห้ามแช่แข็งเพราะทำให้ยาตกตะกอนสารละลายเจือจาง
D5Wคงตัวนาน24ชม. ที่อุณหภูมิห้อง และ 48ชม.เมื่อเก็บในตู้เย็น
สารละลายเจือจาง 0.9%NSSคงตัว24ชม.ที่อุณหภูมิห้อง
แต่ห้ามเก็บในตู้เย็นเพราะยาจะตกตะกอน
ผลข้างเคียง: Diarrhea, ปวดเกร็งในท้อง, ตะคริว,
เหงื่อแตก, ตัวเย็น, หน้าแดง
หมายเหตุ : ควรใช้ Atropine sc.
ป้องกันอาการไม่พึ่งประสงค์เมื่อมีอาการ
ห้ามใช้ในผู้ป่วยท้องผูก
6. Trastuzumab [Herceptin]
การออกฤทธิ์ : เฉพาะเจาะจงโดยก้อนมะเร็งที่มี Her 2+
มากกว่าปกติใช้ในการรักษา CA breast ระยะลุกลาม
การบริหารยา : ให้ทางIV Infusion
ผลข้างเคียง : Bronchospasum, กดการหายใจ, ปอดอักเสบ,
ไข้หนาวสั่น, ปวดท้อง, ปวดข้อ, กล้ามเนื้อ, BP drop, หัวใจเต้นเร็ว,
LVEF ลดลง
ข้อควรระวัง : ก่อนใช้ยา ควรได้รับการตรวจ Echo Cardiogramหรือ
Mega scan และห้ามใช้ยา ถ้าLVEF< 50
7. Avastin [bevacizomab]
การออกฤทธิ์ :
เฉพาะเจาะจงเป็นยากลุ่มแรกสำหรับรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่
ลำไส้ส่วนปลายระยะแพร่กระจาย
การบริหารยา : ผสมใน 0.9%NSS คงตัวนาน 48ชม.
ผลข้างเคียง : กระเพาะอาหาร /ลำไส้ทะลุ, BPสูง, ปวดศีรษะ,
การสมานแผลทำให้แผลหายช้า อาจทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน, อาจเกิดTIA,MI ,
Angina
ข้อควรระวัง : ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง, มีประวัติGI bleed,
มีบาดแผล, หลังผ่าตัดน้อยกว่า28วัน
8. PEMETREXED [Alimta]
การออกฤทธิ์ :
ทำหน้าที่หลอกให้เซลล์นำสารที่มีโครงสร้างคล้ายสารที่จำเป็นสำหรับใช้ดำรงชีพเข้าสู้DNA
/ RNA ออกฤทธิ์ที่ S Phase ใช้ได้ผลดีเมื่อเซลล์มีการแบ่งตัวสูง
การบริหารยา: หลังทำละลายเจือจางมีความคงตัว 24ชม. ในตู้เย็น
และใช้ร่วมกับCisplatin
ผลข้างเคียง : ANEMIA, NEUTROPENIA, THROMBOCYTOPENIA, ติดเชื้อ,
ไข้สูง, renal failure
หมายเหตุ : ให้ Vitamin B 12 ฉีดเข้ากล้าม 1
สัปดาห์ก่อนเริ่มการรักษาเละทุก 3 รอบ การรักษา ใช้ร่วมกับCisplatin
ต้องได้รับการแก้ไขเรื่อง N/V เละให้สารน้ำเพียงพอก่อนหรือ
หลังได้รับยา Cisplatin ระวังในผู้ป่วย renal failure
9. Cetuximab [ERBITUX]
การออกฤทธิ์ : ต่อต้านขบวนการของเซลล์ (EGFR) การสร้างหลอดเลือด
การเคลื่อนย้ายของเซลล์ การลุกล้ำการลุกลามของเซลล์
ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง
การบริหารยา : หลังเจือจางเก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส
ห้ามแช่แข็ง ที่อุณหภูมิมิห้องมีความคงตัว 20ชม.
เริ่มให้ยาช้าๆก่อนตามProtocolของWI การให้ยาเคมีบำบัด
ผลข้างเคียง : ปฏิกิริยาไวต่อยาระดับรุนแรง (ระดับ 3,4)
เกิดผื่นลักษณะคล้ายสิวหรือเล็บผิดปกติ
ผิวลอก,คันผิวแห้ง,อาจเกิดHypomagnesaemia
หมายเหตุ : เพื่อให้ได้ผลต่อการรักษา ควรตรวจหายีนแบบ KRAS
ผู้ป่วยก่อน
10. Rituximab [Mabthera]
การออกฤทธ์ : จะจับเฉพาะเจาะจงกับ CD20 พบมากใน B-cell NHL 95%
ทำให้เกิดกลไกการแตกของเซลล์
การบริหารยา :
เก็บยาที่อุณหภูมิ2-8องศาเซลเซียสและป้องกันแสงให้โดยInfusion ปรับ
rateเริ่มให้ยาช้าๆก่อนตามProtocolของWI การให้ยาเคมีบำบัด
ผลข้างเคียง : อาจทำให้เกิด Infusion reaction, BP drop, ไข้,
หนาวสั่น, หนาวสะท้าน, ลมพิษ ลำคอบวม, หลอดลมหดเกร็ง
อาจทำให้เกิดภาวะTumor Lysis Syndrome
ข้อควรระวัง : ผู้ป่วยHT ต้องงดยา anti HT ก่อน 12-24ชม.
ขณะให้ยาเฝ้าระวัง BP drop <90/50 mmHg Notify แพทย์
11. Ifosfamide (Holoxan)
การออกฤทธิ์ : กลุ่ม Alkylatine agent สูตรโครงสร้างคล้ายกับ
Cyclophosphamide โดยจะจับกับ nucleic acid
และส่วนประกอบของโครงสร้างอื่นภายใน DNA
มีผลทำให้เกิดการยับยั้งการสร้าง Protein และ DNA
ของเซลล์มะเร็ง
อาการไม่พึงประสงค์ :
1. ระคายเคืองต่อกระเพาะปัสสาวะ
2. กดไขกระดูก
3. Metabolic acidosis
4. Neuropathy
ความคงตัวของยา : ละลายเจือจางด้วย NSS/D5W/LRS มีความคงตัว 24
ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้องและในตู้เย็น
หมายเหตุ : - ให้ยาแบบช้าๆ IV Infusion > 30 นาที
- ควรได้รับสารน้ำโดยการดื่มหรือ IVF > 2 lit/วัน
ก่อนหรือหลังได้รับยา
- ควรได้รับยา Mesna(Uromitrexane) ในระหว่างที่มีการให้ยา
Ifosfamide เพื่อลด Urotoxicity
ข้อควรระวัง : ผู้ที่มีภาวะไต/ตับบกพร่อง ต้องปรับขนาดยาลดลง
50-75% ของขนาดปกติ
12. Doxorubicin
การออกฤทธิ์ : เป็น cytotoxic anthracycline antibiotic
เมื่อให้ยาโดยการรับประทาน ยาจะถูกดูดซึมได้ไม่ดี
นอกจากนี้ยายังไม่มีความคงตัวใน Gastric acid
และยามีผลระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ
จึงต้องบริหารยาให้แก่ผู้ป่วยทางหลอดเลือดดำ
การบริหารยา : Slow IV Push ในเวลา 5 นาที ควร Flush ด้วย 5-10
ml ของ NSS หรือ D5W ก่อนและหลังฉีดยาเสมอ
เพื่อตรวจสอบดูการรั่วซึมของยา แต่ถ้าให้ใน IV infusion ในเวลา 30-60
นาที ในระหว่างการให้ยาระวังภาวะ Extravasation เพราะจะทำให้เกิด
Tissue necrosis ได้ Total cumulative dose ไม่ควรเกิน 550 mg/m
เพราะจะเกิดพิษต่อหัวใจได้ (Cardio toxicity)
ผลข้างเคียง : Cardio toxicity, คลื่นไส้อาเจียน, แผลในปาก,
เบื่ออาหาร, ไข้
ความคงตัวของยา : ละลายยาด้วย NSS แล้วยาจะมีความคงตัว 7
วัน
ข้อควรระวัง : - ถ้ามีการฉายแสงร่วมด้วย Cumulative dose
ไม่ควรเกิน 450
- กลุ่ม Vesicant
หมายเหตุ : ควรประเมินด้วยการทำ Echo, Cardiogram หรือMega scan
ก่อนได้รับการรักษาด้วยยา Doxorubicin
13. Vincristine Sulfate
การออกฤทธิ์ : เป็น Antineoplastic agent ที่เป็น Antitumor
alkaloids จัดอยู่ในกลุ่ม Mitotic inhibitors
เมื่อให้ยาทางหลอดเลือดดำ ยากระจายตัวได้อย่างรวดเร็วภายใน 15-30 นาที
ยาส่วนมากจะถูก metabolized ที่ตับ ขับออกทางน้ำดี 70-80%
และทางปัสสาวะ 10-20%
ผลข้างเคียง : Cranial nerve palsy ผื่น, บวม,
ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง, คลื่นไส้อาเจียน, ท้องเสีย, ปวดเกร็งท้อง,
ท้องผูก, ไข้, SIADH, ผมร่วง
ความคงตัวของยา : การให้ IV push ควรให้ยาช้าๆนานมากกว่า 5 นาที
และระวังการเกิด Extravasation เมื่อผสมร่วมกับ D5W, NSS
ยาจะคงตัวอยู่ได้ 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง
หมายเหตุ : CBC, LFT, Serum, Uric acid
ข้อควรระวัง : - Billirubin > 1.5 Mg/dl
- กลุ่ม Vesicant
14. Actinomycin – D
การออกฤทธิ์ : เป็นยากลุ่ม antibiotics ที่นำมาใช้เป็น
Antineoplastic agent ผลของยาจะถูกดูดซึมได้น้อยมากจากทางเดินอาหาร
และยาจะมีผลระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ
จึงต้องบริหารยาให้แก่ผู้ป่วยทางหลอดเลือดดำ
การบริหารยา : Slow IV push ช้ามากกว่า 10-15 นาที ควร Flush
ด้วย 5-10 นาที ของ D5W หรือ NSS ก่อนและหลังฉีดยาเสมอ
หลีกเลี่ยงการให้ยาทาง IM. หรือ Sc.
เนื่องจากตัวยาจะระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในระหว่างการให้ยาทาง IV
ต้องระวังการเกิด Extravasation
ความคงตัวของยา : หลังผสมยาด้วย SWI ได้ความเข้มข้น 0.5 mg/ml
ยาจะมีความคงตัว 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส
และที่อุณหภูมิห้อง พบว่าเมื่อผสมร่วมกับ D5W ความเข้มข้น 9.8 mg/l
และ 7.5 mg/l ยาจะสูญเสียน้อยกว่า 10%
เมื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
ผลข้างเคียง : ซีด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ
กระเพาะอาหารอักเสบ หน้าที่การทำงานของตับผิดปกติ
ข้อควรระวัง : เป็นยากลุ่ม Vesicant
15. Mitromycin – C
การออกฤทธิ์ : เป็นยา Antineoplastic antibiotic จัดเป็นยากลุ่ม
alkylating agent
ยาจะไม่สามารถถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารและสามารถกระจายตัวไปตามเนื้อเยื่อต่างๆได้ดี
ยาจะถูก Metabolized ที่ตับ และถูกขับออกทางไตเป็นส่วนมาก
และถูกขับออกทางน้ำดีเล็กน้อย
ผลข้างเคียง : Thrombocytopenia, Myelosuppession, Renal
toxicity คลื่นไส้, อาเจียน,ไข้, ซึมลง
ความคงตัวของยา : ไม่ควรผสมสารละลายเจือจางใน D5W จะคงตัวนาน 1-3
ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง สารละลายเจือจางใน NSS จะคงตัวนาน 12
ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง
หมายเหตุ :
- เพิ่มความเป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจเกิด severe Bronchospasum
และหายใจหอบถี่
- Hypersensitivity to Mitromycin-c
ข้อควรระวัง :
- CBC, Total differential leukocyte count, LFT, RTF Serum,
Uric acid
- เป็นยากลุ่ม Vesicant
16. Cisplatin
การออกฤทธิ์ : เป็นยากลุ่ม alkylating agent ทำปฏิกิริยากับ
DNA/RNA/Protein ทำให้เซลล์มะเร็งผิดปกติ
และนำไปสู่การตายของเซลล์
อาการไม่พึงประสงค์ : N/V ท้องเสีย Nephrotoxicity
อาจทำให้เกิดเกลือแร่ในร่างกายต่ำ
ความคงตัวของยา : ควรเก็บที่อุณหภูมิ 15-25 องศา
และป้องกันแสง
ผสมใน D5N/N5S/NSS/2 ยาคงตัว
24 ชั่วโมง
ถ้าผสมกับ Manital
ยาคงตัวได้ 72 ชั่วโมง
**ไม่ควรผสมกับ D5W
เพราะยาคงตัวได้แค่ 2 ชั่วโมง
หมายเหตุ : ควรให้สารน้ำก่อนและหลังการให้ยา เพื่อลด
Nephrotoxicity และควรใช้ร่วมกับ Manital
ข้อควรระวัง : ผู้ป่วยควรมีผล serum Cr < 1.5 BUN <
25
17. Cyclophosphamide (Endoxan)
การออกฤทธิ์: เป็นยากลุ่ม Alkylating agents ซึ่งเป็นderivative
ของ nitrogen mustard มีผลต่อเซลล์คล้ายกับรังสีรักษา
กลไกการออกฤทธิ์ของยาจะ activated ที่ตับ และจะเข้าทำปฏิกิริยา
alkylation กับ DNA/RNAและ Protein ทำให้เกิด abnormal nucleotide
การทำงานของDNAในการสร้างProtein เพื่อการสร้างซ่อม
และปฏิสังขรณ์เซลล์เสียไป นำไปสู่การตายของเซลล์
ผลข้างเคียง: Hemorrhagic cystitis hematuria เกล็ดเลือดต่ำ
เม็ดเลือดขาวต่ำ ซีด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ
กระเพาะอาหารอักเสบ พิษต่อตับ เล็บเปลี่ยนสี สีผิวมีการเปลี่ยนแปลง
amenorrhea
ความคงตัวของยา: ละลายยาด้วย SWI (Sterile water infusion)/NSS
ยาจะมีความคงตัว 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง
ไม่ควรเก็บยาไว้ที่อุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ถ้าผสมกับ D5W/D5S
ความคงตัวน้อยกว่า 8 ชั่วโมง
หมายเหตุ : ควรใช้ร่วมกับ Mesna เพื่อลด Bladder toxicity
ข้อควรระวัง : ผู้ป่วยที่ใช้ยา Digoxin, Anticoagulant
18. 5 FU (5 – fluorouracil)
การออกฤทธิ์ : เป็นยากลุ่ม fluorinated pyrimidine antagonist
เมื่อให้ยาทางIVF ยาจะกระจายเข้าสู่ tumous intestinal mucosa
ไขกระดูก ตับ และเนื้อเยื่อต่างๆ นอกจากนี้ ยายังสามารถผ่าน Blood
brain barrier และกระจายเข้า CSF และ Brain tissue ได้
การบริหารยา : IV push ในเวลา 1-2 นาที ควร Flush ด้วย D5W
หรือNSS 5-10 ml ก่อนและหลังฉีดยา แต่ถ้า Infusion ในเวลา 4
ชั่วโมงโดยผสมกับD5W หรือNSS ได้ตามเหมาะสม Continuous Infusion
ในเวลา 24 ชั่วโมง โดยให้ผลเท่ากับหรือดีกว่า IV Push และข้อดีกว่าคือ
กดไขกระดูกน้อยกว่า ระหว่างการให้ยาระวังการเกิด Extravasation
ความคงตัวของยา : ควรเก็บยาไว้ที่อุณหภูมิ 15-30
องศาเซลเซียสและป้องกันแสงถ้ายาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม
แสดงว่ายามีการสลายตัว ไม่ควรนำมาใช้ สารละลายเจือจางใน D5W, NSS
จะมีความคงตัว 14 วันที่อุณหภูมิห้อง
ผลข้างเคียง: เบื่ออาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน
เม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ Thrombocytopenia Pancytopenia, ผมร่วง,
ไข้, Mucositis
Drug interaction: Leucovorin calcium เมื่อให้ร่วมกับ 5 FU
จะเพิ่มฤทธิ์ของ 5 FU
ข้อควรระวัง : ประเมิน CBC, LFT
19. MTX (Methotrexate)
การออกฤทธิ์ : เป็น folic acid antagonist จัดเป็นยาในกลุ่ม
antimetabolites เมื่อให้ยาแบบIV หรือIM จะได้รับยาสูงสุดในเลือดภายใน
0.5-2 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา ยาจะกระจายตัวเข้าสู่ cell membrane
กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆโดยจะกระจายเข้าสู่ไต ตับ ม้าม
ถุงน้ำดีและผิวหนังได้มาก
การบริหารยา : การให้ยาแบบIV Push ควรFlush ด้วย NSS 5-30
ML ก่อนและหลังฉีดยาเสมอ
ความคงตัวของยา: MTX เก็บที่อุณหภูมิห้องและป
มีคู่มือ มีความอุ่นใจ นะคะ
ขอบคุณมากคะ
ดีมากเลย
อยากสอบถามว่า ข้อ 5 กับข้อ6ใหญ่มีการบันทึกลงเพจไหมคะ หนูอยากอ่านต่อ แต่หาไม่พบค่ะ ><