ท่านผู้อ่านเคยคิดบ้างไหมว่า มนุษย์เรานั้นเกิดมาเพื่ออะไร? และเมื่อเกิดมาแล้วควรจะทำอะไร? อาจจะเป็นคำถามที่ถ้าฟังแล้วไม่คิดอะไรมาก คำตอบก็คงจะมีหลากหลายและไม่ยากที่จะหาเหตุผลร้อยแปดมาอธิบาย แต่ถ้าเราลองคิดให้ดีนั้น การที่เราจะตอบคำถามในเรื่องนี้บางทีมันก็มีแง่มุมที่ยากอยู่เหมือนกัน คำถามที่ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร ถ้าจะตอบแบบเอาโล่ก็คงตอบประมาณว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆเพื่อประโยชน์ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ซึ่งก็อาจจะมีคำตอบอื่นๆฟังดูดีอีกหลายอย่าง แต่ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่า มันเป็นคำตอบที่ถูกและใช่ อีกคำถามเมื่อเกิดมาแล้วควรทำอะไร ก็มีสิ่งที่ควรทำเยอะแยะไปหมด ผมกำลังจะบอกกับท่านผู้อ่านว่าคำถามเหล่านี้บางคนก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าก็ยังมีคนอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้ได้อย่างไร แต่ถ้าท่านจะย้อนถามผม แน่นอนครับผมเจอคำตอบแล้ว
ผมเป็นเด็กบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่ง ครอบครัวมีอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ และทำนา โดยมีพ่อและแม่ ที่เรียนจบชั้นป.4 ที่มีความหวังและความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ลูกชายคนเดียวได้มีอาชีพที่ไม่ใช่เกษตรกรรม ฟังดูแปลกๆไหมครับ ผมสาบานได้ว่าพ่อและแม่ของผมท่านไม่ได้คิดดูถูกดูแคลน หรือหมดสิ้นศรัทธาในอาชีพของบรรพบุรุษ เพียงแต่ท่านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองที่ว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ลำบากและยากจน ท่านจึงคาดหวังให้ลูกชายของท่านมีอาชีพที่สบายและร่ำรวย ง่ายๆแต่ชัดเจน แม่บอกกับผมเสมอว่าต้องเรียนเพื่อที่จะได้สอบเข้าเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะอาชีพครูซึ่งท่านมองว่าน่าจะเป็นอาชีพที่ทำให้ผมเป็นไปอย่างที่ต้องการได้ ผมจึงเริ่มต้นเส้นทางในการแบกเอาความหวังของพ่อแม่นับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ท่านเชื่อเถอะว่าชีวิตมันไม่ได้ง่ายอะไรขนาดนั้น ซึ่งผมเองเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งเส้นทางในการเรียนจึงเต็มไปด้วยปัญหาและขรุขระไม่แพ้ทางเข้าหมู่บ้านเลยทีเดียว เงินเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเรียน ค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าใช้จ่ายรายวัน และอีกหลายๆรายจ่าย ทำให้เกิดปัญหา เพราะรายได้จากครอบครัวของผมเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน บางครั้งผลผลิตดี ก็ได้เงินมาก บางครั้งผลผลิตไม่ดี ฝนไม่ตกตามฤดู เจอปัญหาแมลงศัตรูพืชระบาดเราก็จะเจอปัญหาเรื่องการเงินทันที แต่พ่อและแม่ของผมก็พยายามที่จะหาเงินมาให้กับผม และมีความอดทนอย่างเต็มที่ที่จะได้มีเงินมาส่งเสียให้ลูกได้เรียน เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเดียวยังมีอีกหลายปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนและสั่นคลอนการเรียน เช่น การคบเพื่อน ท่านอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า คบเพื่อนดี เป็นศรีแก่ตัว แต่ในชีวิตจริงนั้น ในวัยขนาดนี้เพื่อนคือสิ่งสวยงาม และเป็นสิ่งมีชีวิตที่เติมสีสันให้กับเราอย่างที่สุด และโดยธรรมชาติของคนเราเมื่อเราอยู่กับสิ่งที่ทำให้มีความสนุก และมีความสุขก็ทำให้บางช่วงเวลาอาจจะหลงลืมเส้นทางเดินของตัวเองชั่วคราว ชีวิตวัยรุ่นมันช่างสั้นนักถ้าเรามองย้อนกลับไป แต่ช่วงสั้นๆนี่แหละที่เป็นเหมือนรอยต่อแห่งชีวิตเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เป็นโอกาสที่บางครั้งเราไม่มีวันที่จะได้เจออีกเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับเราหยุดยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ขึ้นอยู่ว่าแต่ละคนจะมีวิธีข้ามผ่านไปได้อย่างไร ผมผ่านแม่น้ำแห่งนี้มาได้แต่ก็เปียกปอนทั้งตัวและหัวใจพอสมควร แต่กระนั้นก็ดีเป้าหมายในชีวิตของผมก็ยังไม่ได้คลาดเคลื่อนไปจากนั้น ผมจบม.ปลาย และเข้าเรียนต่อในสถาบันราชภัฎแห่งหนึ่ง ได้เรียนในคณะครุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป และที่นี่เองที่ผมได้ใช้ชีวิตและผมถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญทั้ง ความรู้ในวิชาชีพและการเรียนรู้ทักษะของชีวิตที่จำเป็น ชีวิตในการเรียนระดับปริญญาตรี ทำให้ผมได้รู้ว่ายังมีสิ่งต่างๆในโลกอีกมากมายที่เราควรจะทำ และทำให้ได้เห็นคำตอบลางๆจากคำถามที่ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร ครับท่านผู้อ่านคงเดาได้ไม่ยากว่าอย่างผมคงไม่ได้เกียรตินิยมแน่ๆ ใช่ครับถูกต้องแต่สิ่งที่ผมได้นั้นมันยิ่งกว่า และก็ไม่ได้ทันทีทันใดแต่พอรู้สึกตัวว่าได้ ความรู้สึกเหมือนสามัญสำนึกทุกอย่างตั้งแต่จำความได้มันถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาแห่งความยินดี และความรู้สึก ท่านอาจจะสงสัยว่า สิ่งที่ผมนั้นได้และกระชากอารมณ์อย่างรุนแรงนั้นคืออะไร ตามผมมาแล้วท่านจะเข้าใจ
ผมเรียนจบและได้รับปริญญาตรี ผมดีใจแต่ความโล่งใจมีมากกว่า โล่งใจที่ทำหน้าที่ของลูกที่แบกความหวังของพ่อแม่ได้สำเร็จไปขั้นหนึ่ง และหน้าที่ต่อไปของผมก็คือต้องเข้ารับราชการครู ถึงจะเป็นสิ่งสูงสุดในความคิดของผมในขณะนั้น แต่เมื่อจบมาแล้วการหางานทำเพื่อเป็นการหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองและส่งเสียครอบครัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผมต้องทำก่อนเป็นลำดับแรก และจะด้วยโชคชะตาหรือฟ้าลิขิตอะไรก็แล้วแต่ผมได้รับโอกาสจาก ญาติที่เป็นครูแนะนำงานครูอัตราจ้างที่จังหวัดสระแก้ว ผมเป็นคนนครสวรรค์แต่มีงานที่สระแก้ว เป็นท่านคงอาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ แต่สำหรับผม ผมตอบตกลงทันทีเพราะผมคิดว่าเราต้องวิ่งเข้าหางานฐานะอย่างผมจะมารองานอยู่ไม่ได้ และที่สำคัญการทำงานเป็นครูอัตราจ้างน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เป้าหมายของผมสำเร็จได้ง่ายขึ้น ซึ่งตอนนั้นผมคิดอยู่ในหัวอย่างเดียวว่าต้องสอบบรรจุครูให้ได้ และครูอัตราจ้างสำหรับผมตอนนั้นเป็นแค่ทางผ่าน แต่ตอนนี้ผมได้คำตอบที่แท้จริงแล้ว การไปทำงานในจังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนติดกับฝั่งประเทศกัมพูชา และมีความหลากหลายของวัฒนธรรมเป็นสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตของคนภาคกลางอย่างผม ทั้งภาษาที่พูด การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณีท้องถิ่น อาหาร และอะไรอีกมากมาย ถึงแม้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรแต่ก็สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจต่อความไม่คุ้นเคยของผมพอสมควร โรงเรียนที่ผมไปสอนนั้นเป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอีสานตามครอบครัวที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากภาคอีสาน ฐานะยากจน และเมื่อลงไปสัมผัสชีวิตของนักเรียนแล้ว มีหลายครอบครัวที่พ่อและแม่ไม่ได้อยู่ร่วมกัน ซึ่งมีทั้งทำงานกันคนละแห่ง และปัญหาการหย่าร้างที่มากจนไม่น่าเชื่อ เด็กเหล่านี้จึงต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ซึ่งการเลี้ยงดูก็เป็นไปตามอัตภาพเพราะตัวของปู่ย่าตายายเองก็ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเองด้วย ปัญหายาเสพติดก็ยังเป็นอีกปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง มียาเสพติดแพร่ระบาดในหมู่บ้านและก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะหาเหตุผลว่าทำไมยาเสพติดเหล่านี้ถึงมีอยู่มากมาย แต่สิ่งที่ผมสงสัยมากกว่าก็คือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบและมีหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดโดยตรงกับไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย อีกปัญหาที่เจอและสำหรับผม ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมากเลยก็คือ นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของการเรียน ขยายความก็คือ นักเรียนมีความคิดว่าเรียนไปแล้วไม่รู้จะไปทำอะไร อีกทั้งยังคิดว่าเรียนหลายปีกว่าจะจบเสียเวลาทำงาน ฟังแล้วอึ้งไหมครับ ขนาดแค่คิดเขายังไม่สามารถคิดตามได้เลยแต่ก็คงจะไม่ใช่นักเรียนทุกคนแต่ส่วนใหญ่คิดประมาณนี้จริงๆ ผมเริ่มต้นอาชีพการเป็นครูด้วยความรู้สึกว่าอยากมีงานทำ แต่ตอนนี้ความคิดของผมเริ่มเปลี่ยนไป หลายคืนที่ผมฝันถึงเด็กๆ หลายวันที่ผมใช้เวลาว่างๆนั่งคิดถึงปัญหาของนักเรียนที่ได้เจอ มีนักเรียนอยู่คนหนึ่งเขาอยู่ ม.3 ผมเข้าไปสอนเขาใหม่ๆ ด้วยวัยที่ไม่ห่างกันมากและนานๆทีจะมีครูที่อายุไม่มากมาสอน นักเรียนคนนี้ชื่อ เขียว เขียวเป็นเหมือนหัวโจกของเพื่อนจึงลองของกับครูใหม่อย่างผมทันที ซึ่งผมเองก็รู้สึกไม่ชอบหน้าเขียวเหมือนกันอาจจะเพราะด้วยเราก็ยังอยู่ในวัยหนุ่มการเก็บอารมณ์ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ เกือบจะมีเรื่องวางมวยกันเหมือนกัน แต่ต่อมาสถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้น จนกระทั่งเขาจบจากโรงเรียนไป แล้วผมก็ไม่ได้เจอเขียวอีกเลย ท่านอาจจะสงสัยว่าผมเล่าเรื่องนี้เพื่ออะไร สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงเขียวและนำมาเล่าให้ท่านฟังก็คือ ผมสอบบรรจุครูได้ ผมดีใจมากก็อย่างที่บอกไปแล้วว่านี่ถือว่าเป็นภาระ เป็นเป้าหมายที่ผมจะต้องทำให้ความคาดหวังของพ่อและแม่สำเร็จให้ได้ ผมดีใจที่ได้บรรจุเป็นข้าราชการครู และปีนั้นผมทำงานอย่างเต็มที่ จนได้ขั้นพิเศษซึ่งผมก็ดีใจมากเช่นกัน แต่ความรู้สึกที่ว่าสอบบรรจุได้ หรือได้ขั้นพิเศษนั้น เล็กลงไปทันที เมื่อวันที่เขียว เด็กเกเรคนนั้นโตขึ้นใส่เนคไทด์ แต่ตัวอย่างภูมิฐาน มาหาผมที่โรงเรียน ทีแรกผมจำเขาไม่ได้เพราะว่าเขาเปลี่ยนไปมากไม่ใช่แค่โตขึ้น แต่งตัวดีขึ้น หรือพูดจาไพเราะขึ้นเท่านั้น เขายังมาหาผมเพื่อขอบคุณในสิ่งที่ผมได้เคยอบรมสั่งสอนเขา และมาขอโทษในสิ่งที่เขาอาจจะแสดงออกไม่ดีต่อผม น้ำตาผมไหลออกมาไม่รู้ตัว ความดีใจมันล้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ผมไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกที่อิ่มมาจากข้างใน ซึ่งเมื่อคิดถึงเมื่อไหร่ความรู้สึกเหล่านี้ก็ยังชัดเจนอยู่ตลอด ทุกคำถามที่ผมเคยถามตัวเองมาทั้งชีวิตผมได้รับคำตอบแล้ว ผมรู้แล้วว่าผมเกิดมาเพื่ออะไร? และเมื่อเกิดมาแล้วจะทำอะไร?
ผมได้เรียนรู้ว่าเมื่อก่อนผมอาจจะคิดว่าสิ่งที่พ่อและแม่คาดหวังกับตัวเรานั้นเป็นภาระที่หนักอึ้ง แต่เมื่อเราได้เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของความหวังและทำมันได้สำเร็จ จึงได้รับรู้ว่าคนเราเกิดมานั้น เราไม่ได้เกิดมาเพื่อตนเองเพียงเท่านั้น พวกเราแต่ละคนต้องทำเพื่อคนอื่น ต้องทำเพื่อสังคม หรือต้องทำเพื่อประเทศชาติ เราถึงจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ อีกทั้งยังถือว่ามีการใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งสำหรับผมนั้นผมคิดว่าผมยังสามารถทำสิ่งเหล่านี้ในช่วงชีวิตของผมได้อีกนาน หรือถ้าจะไม่นานอย่างน้อยผมอยู่บนเส้นทางที่ใช่และถูกต้องแล้ว บทความนี้เป็นบทความที่ผมอ้างอิงตัวผมเอง และเจตนาไม่ใช่แค่ทำเพื่อเป็นรายงานส่งอาจารย์เท่านั้น แต่หากเป็นการนำประสบการณ์ของตนเองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อีกทั้งการได้เขียนบทความก็ยังให้ประสบการณ์ใหม่ทั้งในเรื่องของ ทักษะทางภาษาและที่สำคัญผมได้พบช่องทางที่ทำให้ผมได้ระลึกและฟื้นความทรงจำที่เป็นรากเหง้าของตัวตน สุขใจกับมัน อันที่จริงแล้วผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมเขียนลงไปนี้เรียกว่าบทความหรือเปล่าแต่มันจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ผมถือว่าพยายามทำให้ดีที่สุดและจริงใจต่อสิ่งที่ได้สื่อสารก็น่าจะทำให้บทความชิ้นนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี
เราเกิดมาไม่ใช่เพื่อตนเอง อย่างเดียว แต่เพื่อ ครอบครัว เพื่อสังคม ทั้งระดับ เพื่อนๆ องค์กร ถึงจะคุ้มค่ากับ ชีวิต หนึ่ง ชีวิตนี้ และชาตินี้
ขอบคุณมาก สำหรับ บทความดีๆนี้ นะคะ
ขอบคุณครับ แล้วคงได้คุยกันอีกนะครับ