ขอบคุณกรณีศึกษาเด็กชายวัย 12 เดือน ที่คุณแม่ได้ติดต่อผ่าน G2K ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนพบดร.ป๊อป ในเมื่อเดือนพฤษภาคมและจะติดตามความก้าวหน้าทางกิจกรรมบำบัดการกลืนกินอาหารของเด็กน้อยรายนี้ต่อไป

ผมขออนุญาตบันทึกการติดต่อสื่อสารผ่านทางอีเมล์ G2K ดังนี้

Date: Wed, 14 Mar 2012 11:15:51 +0000
From: support (at) gotoknow.org
To: otpop (at) windowslive.com
Subject: [gotoknow.org] You've received a contact mail (14 Mar 2012 18:15).

จาก: XXX
หัวข้อ: ปัญหาการดูดการกลืนและการหายใจไม่สัมพันธ์กัน(ตั้งแต่เกิด)ของลูกชาย อายุ10 เดือน และพัฒนาการช้า
---------------------------------------
เรียน ดร.ป็อป
ดิฉันได้อ่านบันทึกเกี่ยวกับการดูดกลืนของ หนูแนนซินโดรม ที่มีปัญหาการดูดกลืนมาตั้งแต่กำเนิดอันเนื่องมาจากการละเลยการกระตุ้นดูดกลืนของเด็กคนนี้แล้ว เป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับที่ลูกชายดิฉันได้รับอยู่ทุกวันนี้
ตอนนี้ น้องฮ. อายุได้10เดือน ค่ะ คลอดก่อนกำหนด (36 สัปดาห์) น้ำหนักแรกคลอด 2660 กรัม และมีโรคปอดบวม (หมอบางท่านก็ว่า ปอดเรื้อรัง ปอดอักเสบ) มาตั้งแต่เกิด หายใจเร็ว ต้องอยู่ในตู้อบและต้องให้อ็อกซิเจนนานเกือบเดือน เท่าที่จำได้ดิฉันก้อเห็นน้องโดนใส่สายให้อาหารทางจมูกมาตั้งแต่แรกเกิด ดิฉันพักรักษาตัวที่รพได้ 3 วันก้อกลับ โดยที่ น้องก็ยังรักษาตัวอยู่ที่ รพ ต่อ แต่ดิฉันก็ไปเยี่ยมลูกทุกวัน ดิฉันไม่เคยเห็นลูกได้ดูด นมจากขวดหรือกินจากแก้วเลย จนผ่านไป 1 เดือน คุณหมอที่ดูแลน้องเพิ่งจะบอกกับดิฉันว่าน้องมีปัญหาเรื่องการดูดกลืนไม่สัมพันธ์กัน จำเป็นต้องอยู่ รพ ต่ออีกเพื่อกระต้นดูดกลืน ทำให้ดิฉันตัดสินใจย้ายน้องไปรักษาตัว รักษาปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับน้อง ที่อีกรพหนึ่ง และด้วยความที่ดิฉันเป็นคุณแม่มือใหม่ประกอบกับลูกชายก็เป็นเด็กค่อนข้างพิเศษ คือต้องให้นมทางสาย ng และงคอยดูแลไม่ให้ปอดติดเชื้อ เมื่อลูกชายสามารถกับบ้านได้แล้ว การกระตุ้นดูดกลืน (ซึ่งดิฉันก็เรียนมาจากสอง รพ.โดยมีนักบำบัดสาธิตให้ดูและกลับไปทำเองที่บ้าน) จึงเป็นเรื่องรองๆที่ไม่ได้ทำให้สม่ำเสมอ ....ดิฉันละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างนี้ไปได้อย่างไร ตอนนี้ดิฉันทุกข์ ทรมานและสงสารลูกมากค่ะ
ปัจจุบันน้องฮ.แข็งแรงดี มีโรคประจำตัวคือ กรดไหลย้่อน แต่ไม่ค่อยป่วย เคยป่วยหนักๆครั้งเดียวตอน 3เดือน คือ เป็นไข้แล้วชัก ผลก็คือน้องจะมีพัฒนาการช้า น้องคืบได้ แต่ไม่คลาน ชันคอได้ดี พลิกคว่ำ หงายได้ดี แต่น้องชอบนอนหลังแอ่น คอแหงน นิ้วเท้ามักจะจิกบ่อยๆ และที่ดิฉันสังเกตุเห็นอีกอย่างคือ กระดูกหลังของน้อง คือไม่รู้ว่าน้องนั่งหลังโกง หรือ กระดูกคด ด้านการดูดกลืน ดิฉันเคยให้น้องทานอาหารเสริม ตอน 5 เดือน คือ ซุปแครอทกับข้าวบดละเอียด น้ำส้ม กล้วย ปรากฎว่าน้องจะทานของหยาบได้ดีกว่าของเหลว เคยสำลัก (คือป้อนอาหาร หรือน้ำ หรือนม แล้วไอโก่งออกมา) แต่ตรวจปอดแล้วก็ปกติ แต่น้องหายใจเสียงดัง เสียงดังมาจากคอ คุณหมอเลยสั่งให้หยุดให้ทางปาก แต่ดิฉันก็อดที่จะให้น้ำกับน้องไม่ได้ (ดิฉันให้น้ำน้องทุกวันค่ะ ตอนนี้ ให้ดูดน้ำจากหลอดในขวดที่มีด้ามจับ ดูแกสนุกสนานและชอบที่จะดูด ขวดนม จุกนม จุกหลอก ก็รับมากขึ้น จากแต่ก่อนไม่เอาเลย... น้องใส่สายให้อาหารทางหน้าท้องแทนสายทางจมูก นมที่ให้เป็นนมสูตรพิเศษจากนักโภชนาการของโรงพยาบาลดิฉันเคยพาลูกไปรับการบำบัดการกลืนที่ รพที่สอง 2 ครั้ง และไม่ได้พาไปอีก เพราะนักบำบัดเป็นเพียงนักศึกษา(เห็นใส่ชุดนักศึกษา) และเท่าที่ดูพวกเขาไม่
ได้บำบัดอะไรนอกจากเอาขวดนมป้อนให้ลูกชายดิฉันเลย และบรรยากาศก็อลม่าน มีนักบำบัดมามุงดูกันส่งเสียงพูด คุยกันดัง มันไม่เหมาะกับการบำบัดจริงๆอย่างที่คิดเลยค่ะ
ดิฉันจึงอยากจะขอความกรุณา ดร.ป็อบ ช่วยแนะนำหรือทำการรักษาลูกชายของดิฉันด้วยเถอะค่ะ ดิฉันร้องไห้ทุกครั้งเวลาจะทานข้าว เพราะเห็นหน้าลูกเวลามองดิฉันหรือใครเอาของใส่ปาก แล้วแกก็กลืนน้ำลายทำหน้าอยากกิน
(ดิฉันคิดว่าอย่างนั้น) เวลาให้นมทางสาย แกจะนั่งๆนอนเป่าปาก ทำหน้าเหงาๆเหมือนไม่รู้จะทำอะไร ดิฉันแทบไม่อยากจะกินอะไรให้เขาเห็นอีกต่อไป ณ วันนี้ ดิฉันมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยลูกให้สามารถดูดกลืน เคี้ยว ทานอาหาร ได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป อยากเห็นลูกทานอาหารอยากที่อยากทาน ดื่มน้ำดื่มนมอย่างที่อยากดื่ม อยากเห็นแกมีความสุข (2 เดือนหลังจากถอดสายทางจมูกแกมีชีวิตชีวาเหลือเกิน เหลือแค่ทางหน้าท้อง ถ้าดูดกลืนได้ หรือ ดิฉันได้รับคำแนะนำ ดีๆจาก ดร.ป็อบ แกคงมีความสุขมากกว่านี้ค่ะ
ดิฉันขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาส นี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบกลับจาก ดร. ค่ะ
คุณแม่น้องฮ.
 
จาก: ดร.ป๊อป
14 มีนาคม 55
ถึง คุณแม่น้อง ฮ. 
 
ยินดีช่วยน้องฮ.ครับ อยากแนะนำให้มาตรวจละเอียดที่คลินิก คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล เพราะต้องดูว่า การหายใจได้ระดับใด ส่งผลกระทบต่อระบบการกลืนมากน้อยแค่ไหน รบกวนอีเมล์นัดหมายอีกครั้งกับผมในเดือนหน้าครับ
เรียน คุณแม่ 
 
จากข้อมูลที่ให้มานั้น แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
1. สังเกตว่า น้องฮ.หายใจทางปากอยู่หรือไม่ ถ้ายังหายใจทางปาก ให้ลองค่อยๆ ใช้นิ้วชี้ของคุณแม่สัมผัสจากริมฝีปากบนมาล่างเร็วๆ 1-3 ครั้ง แล้วปิดปากค้าง 1-3 วินาที รวมเป็น 1 รอบ ถ้าน้องหายใจลำบากให้เลิกทำ
2. สังเกตว่า น้องขยับริมฝีปาก ลิ้น และขากรรไกร มากน้อยอย่างไร ถ้าไม่มาก
ให้กระตุ้นขยับริมฝีปาก (ปิด-เปิด) ขยับลิ้น (แตะริมฝีปากบน-ล่าง) และขยับขากรรไกร (อ้า-หุบ) หากทำไม่ได้ให้เลิกทำ
3. สังเกตว่า ถ้าน้องปิดปากแล้วกลืนน้ำลายเองหรือไม่ ถ้าไม่ ดูซิว่าน้ำลายไหลออกจากมุมปาก มีสีข้นหรือใส ตรงนี้ถ้าข้น จะต้องพยายามทำความสะอาดช่องปากก่อนฝึก ถ้าใสให้ฝึกกลืนน้ำลายโดยปิดมุมปากมุมขวาสลับซ้าย อย่าเช็ดน้ำลายให้น้อง ต้องลองฝึกเลืยน้ำลายเข้าปากแล้วปิดปากกลืน ถ้าไม่ได้ให้เลิกทำ
ถ้าทำไม่ได้เลยทั้ง 3 ข้อ แนะนำให้มาปรึกษาดร.ป๊อป เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด คาดว่าในเดือนเมษายนน่าจะพอว่างประเมินน้องได้ครับ 
รบกวนคุณแม่ช่วยสังเกตทั้ง 3 ข้อแล้วตอบกลับมาอีกครั้ง ถ้าจะนัดหมายก็สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผม มือถือ XXXXXXX
ขอบคุณมากครับสำหรับอีเมล์ ดร.ป๊อป
 
2 เมษายน 55
เรียน ดร.ป๊อบ
จากคำแนะนำที่อาจารย์ให้ดิฉันไปลองปฎิบัติกับน้องฮ.นั้น ดิฉันได้ลองฝึกกับน้องวันละ 2 ครั้ง คือ เช้า ก่อน นอน เป็นเวลา 4 วัน (เนื่องจากดิฉันป่วยตั้งแต่วันที่15 มีนา เพิ่งจะฟื้นตัวได้ไม่นาน จึงขาดการติดต่อกลับไป ต้องขอ
อภัยอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)
คำแนะนำของอาจารย์ ที่ให้ดิฉันนำไปปฏิบัติกับน้องฮ. 3 ข้อ นั้น ได้ผลดังนี้
จากข้อมูลที่ให้มานั้น แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
1. สังเกตว่า น้องฮ.หายใจทางปากอยู่หรือไม่ ถ้ายังหายใจทางปาก ให้ลองค่อยๆ ใช้นิ้วชี้ของคุณแม่สัมผัสจากริมฝีปากบนมาล่างเร็วๆ 1-3 ครั้ง แล้วปิดปากค้าง 1-3 วินาที รวมเป็น 1 รอบ ถ้าน้องหายใจลำบากให้เลิกทำ
น้องหายใจทางปากเป็นบางครั้งค่ะ แต่ช่วง4สัปดาห์หลังน้องเป็นหวัดและมีเสมหะเยอะ และมีฟันเพิ่มขึ้น ดิฉันสังเกตว่า น้องดูหายใจลำบาก (คือหันหน้าหนีแล้วก้อร้อง) 3 ใน 4 ครั้งของการปฎิบัติ
2. สังเกตว่า น้องขยับริมฝีปาก ลิ้น และขากรรไกร มากน้อยอย่างไร ถ้าไม่มาก ให้กระตุ้นขยับริมฝีปาก (ปิด-เปิด) ขยับลิ้น (แตะริมฝีปากบน-ล่าง) และขยับขากรรไกร (อ้า-หุบ) หากทำไม่ได้ให้เลิกทำ
น้องขยับลิ้นมากค่ะ ขยับริมฝีปากปากกลาง แต่ขากรรไกรแทบไม่มี และพอจะกระตุ้นน้อง น้องก็หันหน้าหนีทุกครั้ง
3. สังเกตว่า ถ้าน้องปิดปากแล้วกลืนน้ำลายเองหรือไม่ ถ้าไม่ ดูซิว่าน้ำลายไหลออกจากมุมปาก มีสีข้นหรือใส ตรงนี้ ถ้าข้น จะต้องพยายามทำความสะอาดช่องปากก่อนฝึก ถ้าใสให้ฝึกกลืนน้ำลายโดยปิดมุมปากมุมขวาสลับซ้าย อย่าเช็ดน้ำลายให้น้อง ต้องลองฝึกเลืยน้ำลายเข้าปากแล้วปิดปากกลืน ถ้าไม่ได้ให้เลิกทำน้องกลืนน้ำลายเองค่ะ แต่บางครั้งก็กลืนไม่ทัน และสำลัก แต่ไม่ออกมาทางจมูกนะคะ แต่มีเสียงเหมือนมีน้ำอยู่ในจมูกตลอด คือแกเป็นกรดไหลย้อนด้วย ดิฉันสังเกตเห็นแต่แยกไม่ถูกว่าคืออะไร
จึงขอความกรุณา อาจารย์ช่วยทำการนัดหมายเพื่อทำการประเมินและรักษาน้องด้วยนะคะ ดิฉันสะดวกพาน้องไปได้ทุกเวลาค่ะ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
คุณแม่น้องฮ.
 
3 เมษายน 55
เรียน คุณแม่ 
 
ขออภัยที่ตอบช้า เนื่องจากติดสอบนักศึกษาทั้งวัน จากข้อมูลที่ให้มา พอจะแปรผลได้ว่า
1. น้องฮ.มีภาวะหลีกหนีจากการสัมผัสทำให้ไม่ยอมให้ขยับริมฝีปากในการกลืนทีสัมพันธ์กับการหายใจ
2. มีปัญหาไม่ขยับขากรรไกร (ตรงนี้ต้องตรวจเพิ่มว่าเป็นสาเหตุใด)
3. มีปัญหาการกลืนและสำลักน้ำลาย (เป็นไปได้ที่เกิดจากภาวะกรดไหลย้อยในอดีต)
 
ตอนนี้พยายามกอดน้อง ลูบตัวน้อง ลูบแก้มน้อง และแตะริมฝีปากน้องช้าๆ นานๆ ประมาณนับ 1-5 ขณะที่ให้อาหารทางสาย ทำไม่เกิน 5 รอบ เพื่อแก้ปัญหาข้อที่ 1 ก่อนครับ ส่วนข้อที่ 2 และ 3 จะขอตรวจประเมินเพิ่มเติมในวันนัดหมายครับ
 
ขอนัดหมายได้ประมาณ 17 หรือ 18 หรือ 25 พ.ค. 55 เวลา 8.00-16.00 น.
15 เมษายน 55
 
เรียน ดร.ป๊อบ
กราบขออภัย ดร.ป๊อบ ค่ะ ที่ตอบกลับช้า เนื่องจาก คุณแม่ต้องนำวันที่เข้าพบ ดร. ทั้ง 3 วัน ไปให้คุณพ่อของน้องฮ.เลือกว่าจะหยุดงานและไปกับน้องฮ.และคุณแม่ได้วันไหน (คุณพ่อน้องเป็นคนXXXทำงานอยู่ในเมืองไทย เขาอยากจะไปพบ ดร.ด้วยกันค่ะ) สรุปได้ว่า คุณพ่อเขาสามารถลาหยุดได้ทั้ง3 วัน แต่คุณแม่อยากเรียนถาม ดร.ว่า วันเวลาที่ให้นั้น คือเป็นวันเวลาที่ได้พบกับ ดร. เลยใช่ไหมคะ...ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณแม่ขอนัดเป็นวันที่17 พ.ค เวลา 10.00 น. ดร.สะดวกไหมคะ (ขอความกรุณา ดร.ให้ที่อยู่คลีนิค ด้วยไหมคะ เนื่องจาก บ้านอยู่XXX ค่อนข้างไกลคุณแม่ต้องวางแผนการเดินทางและวางแผนการให้นมน้องค่ะ)
มีอีกเรื่องที่คุณแม่จะเรียนให้ ดร. ทราบก็คือ คุณแม่พอจะสรุปโรคของน้องให้ ดร. ทราบว่า น้องเป็น sucking & swollowing wiht stridor problem และสมองของน้องผิดปกติ มาตั้งแต่กำเนิด (คือพอน้องชักแล้วก็ตรวจmriสมอง ก็ทราบว่าผิดปกติ ซึ่งตรงนี้ การสื่อสารระหว่างทางคุณแม่คุณพ่อและหมอที่ รพ XXX ไม่ดีเท่าที่ควร พอย้าย รพ.มาที่XXXXX เรานำประวัติไปให้คุณหมอสมองที่นี่ ก็พอจะเข้าใจได้พอสมควร ...ถึงตรงนี้เรื่องมันก็ยาวมาก คุณแม่ไม่ทราบว่าคุณแม่จะเรียนให้ ดร.ทราบทาง เมล์หรือต้องพบกับ ดร. ก่อน คุณแม่คิดว่า การรักษาน้องตอนนี้ คุณหมอที่รักษาน้องได้ดีที่สุด ก็คือ หมอกายภาพ คุณแม่มองไม่เห็นใครนอกจาก ดร.ป๊อบค่ะ )
ตั้งแต่ ดร. ให้คุณแม่ฝึกกระตุ้นริมฝีปากน้อง ในเมล์แรกนั้น ตั้งแต่นั้นมา น้องมีอาการอยากทานมากเลยค่ะ ด้วยความเข้าใจของคุณแม่ด้วย คือ คุณแม่จะหยอดนมใส่ปากแกบ้างทีละเล็กน้อย แต่ 2 เดือนมานี่ เหมือนน้องจะพร้อมหรือปล่าว คือดูแกตื่นเต้นทุกครั้งที่เอานมใส่ปาก ทำท่ากลืนน้ำลาย แลบลิ้นเวลาเห็นคุณแม่หรือใครทานอาหาร ทั้งที่ตอนนั้นอื่มแล้วหรือ feed อยู่ ดูกระสับส่าย แต่ถ้าเอาน้ำหรือนมเข้าปาก แกจะสงบลง ยิ่งถ้าเวลา ใช้ช้อนป้อนน้ำหรือนม แกจะคว้าช้อนเลย  แต่แกจะไม่เคี้ยวนะคะ หนักไปทางเลียทุกสิ่งอย่างมากกว่า ถ้าเวลากลืน ดูแกจะลำบากมากแต่เหมือนแกจะไม่ย่อท้อเลยค่ะ เหมือนแกเรียกร้องจะกินอีก คุณแม่สะอีกที่ไม่กล้าและหดมือกลับ 
สมองของน้องผิดปกติมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์เนื่องจากตัวคุณแม่ทำงานกลางคืนมาก่อนจะท้องน้อง คุณแม่ก็มีแต่สารเคมีเต็มตัว แต่พอท้องน้องคุณแม่หยุดทุกอย่าง แต่มันก็คงจะสายไปแล้ว คุณหมอทางสมองที่ XXX ท่านใจดีที่ไม่ได้บอกว่าน้องเป็นโรคสมองพิการ แต่มาถึงตรงนี้แล้วคุณแม่เห็นเขาไม่สามารถตั้งคลานได้ การกลืนก็ไม่ได้ ควบคุมคอ หลังไม่ได้เป็นบางครั้ง ก็ทุกข์ทรมานมากที่สุด คุณแม่ได้แต่หวังว่า ให้เขาแค่ช่วยตัวเองได้บ้างเมื่อเขาโตไป ได้กินได้เหมือนคนอื่นเขา เขาจะได้ร่าเริ่งเหมือนที่เขาเคยเป็นในบางเวลา (ถือว่าเป็นช่วงที่มีความสุขมากๆค่ะ ถ้าเขาทำอะไรไม่ได้ อย่างเช่น กินน้ำแล้วสำลักหรือโก่งคอไอออกมาแกจะเอามือทุบหัวตัวเองทันที) หวังว่าเรื่องของคุณแม่และน้อง ถ้า ดร. ทราบทั้งหมด ดร.จะนำไปเป็น case studyให้กับนักศึกษาก็ยินดีค่ะ
ณ  ตอนนี้และตลอดไปคุณแม่จะเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ดร.จะให้ความเมตตา รักษาน้องตลอดจนแนะนำความรู้เพื่อนำกลับมาให้กับน้องฮ.ได้เพื่อเขาจะได้เป็นเด็กที่มีคุณภาพต่อไปในภายภาคหน้านะคะ
ขอสวัสดีปีใหม่ไทย ด้วยนะคะ ดร. ขอให้พระXXX คุ้มครอง ดร.และครอบครัวให้มีความสุข ความเจริญ ตลอดไปค่ะ
15 พฤษภาคม 55
เรียน  ดร.ป๊อบ
ดิฉันขอทวนวันนัดหมาย อีกครั้งเพื่อความถูกต้องนะคะ  วันที่ 17 พค. เวลา 10.00 น ณ คลีนิคกิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ศาลายา นครปฐม  ...(เข้าไปใน มหาวิทยาลัยใช่ไหมคะ)
ไม่ทราบว่า ดิฉันจะต้องเตรียมอะไรไปสำหรับน้องฮ.หรือเปล่าคะ เช่น อุปกรณ์การฝึก เช่น แก้ว ช้อน ขวดนม หรือ อาหาร หรือ ขนม ดิฉันจะได้เตรียมเอาไว้แต่เนิ่นๆ ค่ะ กราบขอบพระคุณสำหรับความช่วยเหลือค่ะ ดร.ป๊อบ
 
16 พฤษภาคม 55 7.00 น.
Ok พบกัน 10.00 น. 17 พ.ค. ชั้น 1 อาคารคณะกายภาพบำบัด ในมหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมอุปกรณ์และอาหารนิ่มที่จะฝึกน้องด้วยครับ
 
16 พฤษภาคม 55 13.00 น.
อุปกรณ์ของน้องที่ดิฉันเตรียมไป คือ ถ้วยหัดดื่ม (แบบมีด้ามจับ) ภาชนะใส่อาหารของน้อง มีช้อน จาน ถ้วย และ ถ้วยหัดดื่ม(เป็นหลอดดูดน้ำยื่นออกมา , สลิง10ซีซี ขวดนม ส่วนอาหารนิ่ม ขอความกรุณา ดร ช่วยระบุหรือแนะนำด้วยเถอะค่ะ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
 
16 พฤษภาคม 55 13.52 น.
อุปกรณ์ OK ครับ ให้เตรียมน้ำผลไม้ นม โยเกิร์ต เยลลี่ ขนมปังชิ้นเล็กๆ แบบนิ่ม โจ๊กข้น ครับ แล้วพบกันพรุ่งนี้ครับ
อ.ป๊อป
 
17 พฤษภาคม 55 10.00-12.00 น.
ดร.ป๊อป ได้ตรวจประเมินและให้โปรแกรมกิจกรรมบำบัดดังนี้
1. น้องมีภาวะความเครียดสูงจนเกิดภาวะการร้องไห้แบบไม่รู้สติ สังเกตจากมีพฤติกรรมนำมือตีศรีษะบ่อยครั้ง ร้องไห้ดังแบบตะโกน ตากลอกไปมา (ส่วนหนึ่งจากประวัติการชักและการใช้ยาขณะตั้งครรถ์) และไม่ยอมโดนการสัมผัสใดๆ บริเวณใบหน้าและร่างกาย แต่ถ้าอุ้มเดินหรือแกว่งช้าๆ น้องจะชอบและอยู่นิ่งได้ กล้ามเนื้อแขนขาและลำตัวไม่มีโอกาสได้กระตุ้นการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมเลยมีภาวะกล้ามเนื้อลีบ และน่าจะมีผลจากภาวะโภชนการต่ำ จึงแนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์และนักโภชนาการคลินิก เพื่อเพิ่มสูตรอาหารที่เหมาะสมกับภาวะที่เด็กกำลังฝึกกิจกรรมบำบัด (มีการใช้พลังงานมากกว่าการลองฝึกทั่วไปและการอยู่นิ่งกับแม่)
2. จากข้อ 1 ให้วิธีการสอนแบบจิตวิทยาศึกษาแก่คุณแม่ มีการวัดอัตราการเต้นของชีพจรขณะอุ้มลูกตั้งแต่ 110-140 bpm ดร.ป๊อป จึงให้คุณแม่นอน หลับตา สะกดจิตตัวเองว่า "ผ่อนคลายๆๆๆๆ" เมื่อจิตนิ่งหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ หายใจเป่าปากออกช้าๆ 10 รอบ จากนั้นให้สะกดจิตตัวเองว่า "ผ่อนคลาย สบาย ๆๆๆ" นับออกเสียงเบาๆ จาก 10-9-8-7-6-5-4-3-2-1-0 จากนั้นก่อนลืมตา ให้อยู่ในความเงียบ คิดทบทวนเรื่องราวดีๆ ภาพลูกที่มีความสุข และความหวังที่จะช่วยลูกให้ดีที่สุด คุณแม่ใช้เวลาอีก 5 นาที กว่าจะลืมตาด้วยน้ำตา จากนั้นดร.ป๊อป ให้อุ้มลูก พบชีพจรผ่อนคลายได้เหลือ 80 bpm
3. สอนการอุ้มแบบให้เด็กนำหลังมาพิงกันลำตัวด้านหน้า ดร.ป๊อป สาธิตให้ดี แล้วนำมือซ้ายของผู้ฝึกรวบสองมือของเด็กแบบไม่แน่นเกินไปและป้องกันไม่ให้เด็กนำมือสองข้างทุบหัวของเด็กเอง นำช้อนเล็กแตะน้ำผลไม้คั่นสดบริเวณริมฝีปากล่างตรงกลาง จากนั้นไปที่มุมปากซ้ายมาขวา แล้วปล่อยให้น้ำผลไม้คั่นสดหยดลงที่ลิ้น แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งดันคางล่างดันขึ้นไปให้ริมฝีปากปิด นับ 1-5 แล้วปล่อยมือ สังเกตว่าเด็กค่อยๆ จิบหยดน้ำนั้น ที่สำคัญต่อปะคองให้เด็กตั้งคอตรง เพราะเป็นการป้องกันการสำลักเงียบ ที่จะมีเสียงเลอปนกับเสียงสะอึกออกขึ้นจมูก ค่อยๆ นั่งตรงไปเรื่อยๆ นาน 1 ชม. เพื่อให้มั่นใจว่าของเหลวลงหลอดอาหารหมดแล้ว
4. เช่นเดียวกับข้อ 3. แต่เปลี่ยนเป็นโยเกิร์ต แต่ละเลงรอบริมฝีปากและค่อยๆ นำช้อนเข้าไปที่เหงือกด้านนอกจากข้างซ้ายไปขวา แล้วรอให้เด็กใช้ลิ้นดันโยเกิร์ตอย่างช้าๆ 
5. แนะนำให้หาหมวกเหล็กๆ ที่บุโฟมหรือยางนิ่ม สวมใส่ป้องกันการทุบหัวของเด็ก
นัดหมายติดตามความก้าวหน้าทางกิจกรรมบำบัดต่อไปใน 3 อาทิตย์