นิราศดอยอินทนนท์ (เด็กดอยเป์นคนประพันธ์)
นิราศ  “ดอยอินทนนท์ ”                                   
แสนดีใจใฝ่เรียนเพียรศึกษา
ต้องรีบสร้างอนาคตงดงามนา                     ดั่งดวงดาวพราวฟ้ายามราตรี
อนึ่งเรียนเขียนเล่นเห็นสนุก                      ใจเป็นสุขกิจกรรมนำศักดิ์ศรี
ได้เรียงร้อยถ้อยคำตามวจี           หัวข้อมี “ฉันรักป่า  รักษ์นิรันดร์”
ใจสรวลเสเฮฮาพาได้ที่           มีข่าวดีมาบอกมิหลอกหลอน
ผมกับเพื่อนดีใจจนขาอ่อน           ต้องจากจรเปิดโลกโชคนักครา
ใจเรรวนตื่นเต้นเหมือนกลองเคาะ           มาเหมาะเจาะเคราะห์ดีปีหรรษา
ส่วนตัวผมเฝ้ารอทุกเวลา   เดือนมีนาพาสุขรุกเร็วไว
วันนัดจัดกระเป่ามาพร้อมหน้า           โทรศัพท์ดังมาว่าอยู่ไหน
บางคนมาแกล้งหลอกว่าเป็นใคร            ตอบเป็นไทย  ฝรั่งฟัง ยังขำดี
บ้างหน้าตาก็ดูออกหล่อเหลา            แต่ยังน้อยกว่าเราเฝ้าห่วงหวี
สรุปว่าทุกคนเป็นคนดี              ขอแค่นี้ก็พออย่ายอหลาย
สถานีรถไฟ “หัวลำโพง” พาเชื่องโยงความรักมิห่างหาย
ให้หวนคิดถึงพ่อที่มลาย    เปรียบเหมือนสายรถไฟในวิมาน
มีขามาย่อมต้องมีขาไปกลับ   เหมือนมนุษย์ที่ลาลับดับสังขาร
เราเกิดอยู่ในโลกได้มินาน                         เหลือเพียงขานความดีที่เราทำ
นาฬิกาส่งเสียงดังวังเวงจิต                         ให้นึกคิดหน้ามารดาพาถลำ
ให้หวนคิดกิริยาท่าจดจำ   ขอฝากคำรักแม่มั่นนภาพราว
เสียงรถไฟ ฉึกฉัก ออกจากท่า  รุดมุ่งหน้าฝ่าฝนทนลมหนาว
“อยุธยา” พาใจให้ปวดร้าว            นึกถึงคราวเสียกรุงระทมใจ
เมือง อู่ข้าวอู่น้ำ ของเมือง ไท้   เลิศล้ำไกลกานท์กวีศรีสมัย
ดอกโสน ต้นหมันลั่นลือไกล   คือหัวใจของชาวอยุธยา
ถึง “ละโว้” วังนารายอยู่คู่บ้าน              ศาลพระกาฬ ปรางค์สามยอดทอดสง่า
ให้รำลึกนึกถึงถิ่นจากมา                         พร้อมมารดาของลูกสุดชีวัน
ถึง “สี่แคว” แห่มังกรกระฉ่อนชื่อ              นามระบือ “เมืองพระบาง” ดั่งสวรรค์
ดอกเสลาเมืองนี้กล่าวขานกัน        ด่านสำคัญวันสงครามสุโขทัย
เมืองสี่แควมีแม่น้ำ “ปากน้ำโผล่”                เปลี่ยน “น้ำโพ” ปัจจุบันมิหวั่นไหว
มีแม่ปิง วัง  ยม น่านสะท้านไกล                          เป็นหัวใจเจ้าพระยาธาราวัง
โอ้มนุษย์ของเราเป็นเช่นน้ำ               มันไหลตามสายกระแสไม่แลหลัง
ถ้าเราลอยตามน้ำชีวิตพัง                           ก็เหมือนดั่งปลาที่ตายในสายชล
จงเป็นดั่งปลาที่ว่ายทวนกระแส                อย่าหลงแลทำความชั่วกลัวสักหน
จงเลือกเอามนุษย์หรือว่าคน                เร่งหลุดพ้นภัยพานอันตราย
 
ถึง “พิจิต” ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ                แข่งเล่นเรือ พระดีมิจางหาย
หลวงพ่อเงิน พ่อเพชรมิวางวาย                          ถิ่นรวมชายหญิงงามตามตำนาน
เดิมชื่อเมือง “สระหลวง”คู่สุโข                อีกเมือง “โอฆะบุรี” ศรีสถาน
พระยาโคตรบองทรงสร้างสาน                          ให้กังวานเหมือนเมืองที่เลื่องลือ
อีกนามหนึ่ง “เมืองเจ้าชาละวัน”                 มีรักกันกับมนุษย์สุดอื้อหือ
จนไกรทองล่องเรือมีฝีมือ                          จับเจ้าดื้อชาละวันนั้นต้องตาย
เป็นมนุษย์ขออย่าเอาเยี่ยงอย่างสัตว์   ความรักรัดกลัดกลุ้มมิจางหาย
ขอเพื่อนพ้องมนุษย์ทั้งหญิงชาย    จงอย่าเอาเยี่ยงลายเจ้าชาละวัน
ผ่าน“พิษณุโลก”วิโยกเยือน               ลับแลเคลื่อนร่างกายสบายพรรณ
ขยับตัวไม่กลัวแล้วหลับพลัน    คิดถึงวันรุ่งเช้าเฝ้ารอมา
ถึง “เด่นชัย”พระเจ้าแสนแซ่คู่บ้าน    พระสุโทนลือขานตามอุรา
มีไม้กวาดของดีเขาเล่ามา                          เด่นชัยงดงามตาพาชื่นชม
ถึง “ลำปาง”ก่อนชื่อ “ศรีดอนชัย”               นครไก่อีกนามดูเหมาะสม
ลำปางคือไม้ ป้างน่าภิรมย์                           เป็นไม้คมทำข้าวหลามอร่อยดี
เล่าตำนานครั้งสมัยพุทธกาล     ตถาคตสราญ ณ แห่งนี้
ก่อนจะปักปลายไม้ลงทางมี    “ขะจ้าวศรี” ต้นมงคลน่าวันทา
ต้นขะจ้าวนี้ดีมีสิ่งแปลก     ก้านผิดแผกชี้ลงพสุธา
  เป็นต้นไม้ประจำ “ลำปาง” มา     สองพันห้าร้อยปีแต่ก่อนกาล
ตถาคตมาเมืองเพื่อโปรดสัตว์     พระอินทร์ดัดแปลงกายเป็นไก่ขาน
   ปลุกชาวบ้านให้ตักบาตรล้นประมาณ        เหตุแห่งการที่มาเมืองไก่ขาว
 
ถึง “แม่เมาะ”ไม่เหมาะเหมือนเช่นชื่อ       แต่ก่อนคือแม่เหมาะนาวาพราว
 มีแม่น้ำสายนี้ยังไหลราว       เหมือนดวงดาวที่ตกยามราตรี
ผ่านอุโมงค์ขุนตานถึง “ลำพูน”       เจิดจำรูญต้นไม้จามจุรี
พระธาตุเด่นพระรอดขลัง ลำไยดี       ทองกวาวศรีดอกคู่เมืองเรืองไกล
เจ็ดโมงเช้าตื่นมาไปล้างหน้า      สุขอุราพาชื่นถึง “เชียงใหม่”
เป็นดินแดนสูงสุดของเมืองไทย                            คือหัวใจชาวเหนือเหลือประมาณ
เก้าลงเท้าเหยียบพื้นพสุธา       ต่างปรีดาร่วมใจกันประสาน
มื้อแรกซาลาเปาชื่อลือขาน                             เป็นของหวานติดลิ้นกลิ่นมาลา
พอกินเสร็จทุกคนมาพร้อมกัน                             รถทหารสองคันขึ้นดอยมา
ดูทุกคนยลยิ้มชื่นปรีดา                                       ต่างได้มาอยู่ค่ายในครั้งนี้
มองข้างทางมีต้นไม้เขียวชอุ่ม                 ภมรรุมกินน้ำหวานปานลูกหมี
มีเหล่าสัตว์มากมายคล้ายยินดี                 ที่ได้มีเยาวชนคนรักษ์ป่า
เยาวชนเอ็กโกรุ่น “ยี่สิบสาม”                 มีรายนามถามชื่อสีมีสง่า
น้ำเงิน เหลือง เขียว  แดงและสีฟ้า                            ต่างร่วมแรงปลูกป่าแผ่นดินไสว
“อินทนนท์”  ยอดดอยลอยล้ำฟ้า                 นามหนึ่งว่าดอย “อังคะ” สุขสดใส
บ้าง ดอยอ่างกา ดอยหลวง เลื่องลือไกล                            เป็นเมืองในล้านนามิจางหาย
ดอยอ่างกา ภูเขาใหญ่ ระบือศรี                            เชียงใหม่มี องค์ที่เจ็ด สำเร็จหมาย
“ อินทวิชยานนท์ ” นามพร่างพราย                 เป็นเชื้อสายเจ้าผู้ครองดอยอ่างกา
มีชายา “ เจ้าดารารัศมี ”                            ประทับที่อยู่บนดอยเทียมเมฆา
ทรงโปรดสร้างพระอัฐิเจดีย์ฟ้า                            บรรจุพระบิดาผู้เป็นใหญ่
 
ดอยแห่งนี้ติดกับ “ หิมาลัย ”                            พืชพรรณไม้หลากหลายเขียวไสว
สูง สอง ห้า หก ห้า เมตรใน                                      เป็นหัวใจของชาวเมืองล้านนา
กิจกรรมมากมายมอบความรู้                            ไล เคน มอส เฟิร์น ดูพาช่วยป่า
มี หิน ดิน ต้นไม้ติดอุรา                           ต้นน้ำมาจากไหนใครบอกที
บ่อ “น้ำซึมน้ำซับ” ยังคงคอย                 เยาชนตัวน้อยคอยปกศรี
ต้นไม้หลายร้อยรวมกันมี                                      “ตาน้ำ” ดีอยู่บนดอยอินทนนท์
กิจกรรม วัลยชาติ ศาสตร์แห่งป่า                            เป็นตัวพาความรู้การพึ่งคน
ถ้าตัวเราอ่อนน้อมถ่อมกายตน                            ไม่วกวนกับชีวิตที่วุ่นวาย
เราเกิดมาจงทำตนเช่นต้นไม้                             มีแต่ให้ชีวิตสัตว์ที่หลากหลาย
แผ่นดินไทยคงคู่ฟ้ามลาย                         เราหญิงชายอนุรักษ์ป่าของเรา
กิจกรรมมากมายสอนปลุกใจ                             ให้ชาวไทยรู้รักษ์จักมิเขลา
ช่วยปลูกป่า ต้นน้ำคืนลำเนา                   แผ่นดินเราชาวไทยเขียวขจี
ค่ายเอ็กโกสอนได้ประสบการณ์                              เร่งสืบสานงานต่อก่อสุขศรี
ให้ต้นไม้อยู่คู่ปฐพี                                         สุขโชคดีที่ได้มา “อินทนนท์”
 
นายยอด  ปอง  ประพันธ์