ในยุคของความรู้ที่ถาโถมเข้ามานั้น การทำงานแบบพลวัตรไปกับยุคกับสมัยนั้นสำคัญมากๆ สิ่งที่พูดก็คือการค้นคว้าค้นหาเพิ่มเติมความรู้ด้วยความขวนขวายด้วยตนเองและนำมาปรับใช้ไปอย่างสม่ำเสมอแบบไม่ต้องรอการสั่งการบอกให้ทำอะไรทำนองนั้น

ผมตระหนักรู้กับเรื่องราวแบบนี้ด้วยตัวผมรับผิดชอบในการพัฒนาเว็บไซต์ของ รพ. ซึ่งเป็นงานที่พึ่งเทคโนโลยี่แนบอิงกับความต้องการของลูกค้า และด้วยภาระหน้าที่ในการดูแลครอบครัว ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี่แบบก้าวกระโดด การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ การซื้อหนังสือมาอ่านแล้วทำตาม หรือค้นหาบทความทำนองให้ทำตามแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แนวทางอย่างนี้ผมเลือกที่จะใช้แทนการไปอบรม กรณีหากเลือกได้ จากตรงนี้ก็ทำให้เราสามารถดูแลงานภายในครอบครัวไปพร้อมๆกับงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบแบบคู่ขนานได้ ผลก็ทำให้เรานั้นสามารถพัฒนางานต่างๆ ไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา แม้จะเชื่องช้าแต่ก็เติบโต

 เมื่อเราทำบ่อยๆและชอบแนวทางแบบนี้เราก็ปรับตัวเกิดเป็นความเคยชิน ในการทำงานก็ดูมีบรรยากาสที่น่าชื่นใจ ดูมีเกียรติ์ขึ้น คำสั่งของหัวหน้าก็จะเปลี่ยนไป เขาก็จะบอกกับเราว่า “คุณเพชรช่วยดูเรื่องนี้หน่อย ทำแบบนี้ได้หรือเปล่าลองดูนะด” ซึ่งก็เป็นคำสั่งที่ผมรู้สึกดีและท้าทาย การทำงานก็สนุกขึ้น หลอกตัวเองได้เนียนขึ้นอะไรทำนองนั้น

หากคิดกลับกัน ถ้าเรายังคงทำงานตามสั่ง ทุกอย่างรอคำสั่ง โดยธรรมชาติความรู้ความสามารถนั้นหากขาดการกระตุ้นมันจะค่อยๆ เสื่อมไป ความแม่นก็จะด้อยไป จนถึงจุดที่ลืมหรือทำไม่ได้เลย ประมาณนั้น เมื่อถึงตรงนั้นการกลับคืนก็ต้องใช้เวลามาก อีกทั้งอายุมากขึ้นภาระเยอะขึ้น พลังในการทะลุทะลวงนั้นมันน้อยลง สุดท้ายก็จะไปไม่ได้ ยิ่งเรื่องราวที่ต้องคุมเทคโนโลยีให้ได้ดั่งใจลูกค้าด้วยแล้ว จะยากมาก เกิดคำบ่นจะมีมากมาย เราจะรับผิดชอบไม่ไหวแน่ๆ

ฉะนั้นในยุคนี้เราจำเป็นจะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อตัวเราเอง

เมื่อผมตระหนักถึงเรื่องราวอย่างนี้ การเข้าอกเข้าใจธรรมชาติของสังคมแบบนี้ ผมก็นำแนวทางอย่างนี้สอดประสานไปกับการบ่มเพาะลักษณะการคิด การพยากรณ์เหตุการณ์สิ่งต่างๆ ให้กับลูกเพื่อผลสุดท้ายก็คือลูกไม่ตกขบวนรถไฟสายด่วนสายนี้ แน่นนอนน่ะครับ