บทความจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม 2555 ติดตามย้อนหลังได้ที่ลิงก์ข้างนี้ครับ

http://www.naewna.com/columnist/1104

ออง ซาน ซู จีถอยอย่างมียุทธวิธี เพื่อก้าวไปข้างหน้า

คนในโลกใจจดจ่ออยู่กับข่าวการเมืองพม่า เพราะออง ซาน ซู จีและลูกพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง 43 คน ไม่ยอมเข้าประชุมสภาฯ เพราะไม่พอใจคำสาบานว่าจะต้องปกป้องรัฐธรรมนูญของพม่า

เธอประท้วงไปกว่า 10 วัน ผมเองก็เริ่มวิตกว่าจะออกมาในรูปไหน ปฏิรูปของพม่าจะพังหรือเปล่า?

แต่แล้วก็เกิดการประนีประนอมขึ้นโดย อองซาน เปลี่ยนใจ คงมองอนาคตว่าถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้าดีกว่าสู้เพื่อแพ้ ซึ่งเป็นวิธีการอันชาญฉลาด เพราะปัจจุบันอำนาจในพม่ายังต้องอยู่ร่วมกันระหว่างฝ่าย ออง ซาน กับรัฐบาลทหาร จนกระทั่งฝ่ายทหารมั่นใจว่า

 คุมสถานการณ์ได้โดยเฉพาะสันติภาพของชนกลุ่มน้อย

ความปลอดภัยที่เมื่อไม่มีอำนาจแล้ว ไม่มีภัยอันตรายเกิดขึ้น

อองซานอายุ 67 ปี แล้ว ต้องประคับประคองการได้อำนาจอย่างระมัดระวังและใช้อำนาจอย่างมีคุณค่าเพื่อระยะยาว เพราะการเปิดประเทศ การปรองดองต้องให้ทุกฝ่ายไม่เสียผลประโยชน์ Win / Win ประเทศได้ประโยชน์ในระยะยาว

มาดูพฤติกรรมของคุณทักษิณซึ่งมีแต่รุกทุกๆเรื่อง ไม่ยอมที่จะมองประเทศเพื่อส่วนรวมและขณะที่มีอำนาจก็ควรจะเสียสละบ้าง ปัจจุบันอยากได้ทุกๆอย่างเพื่อตัวเอง แม้กระทั่งปัญหาเสื้อแดงก็ไม่วิตกว่าเสื้อแดงเขาคิดอย่างไร?

ถึงจะมีเสียงข้างมาก แต่ถ้าไม่ถูกต้องไม่มีคุณธรรมจริยธรรมก็ไม่ควรจะทำทุกด้านและรุกเร็ว ทำเพื่อใคร?

แต่ใครจะไปปรับวิธีคิดของคุณทักษิณ วิธีที่ต้องฝึกคุณทักษิณอาจจะต้องเน้น

 คุณทักษิณนิ่งๆและค้นหาตัวเองว่า เขาคือใคร?

 ตัวเขาต้องการอะไร?

ความโลภ ความแค้นที่มีอยู่จะแก้หรือลดอย่างไร?

 ผมจะแนะนำหนังสือ 2 เล่ม

1. Mindset เป็นหนังสือที่ให้ปรับพฤติกรรมของตัวเองว่าจะเรียนรู้จากความล้มเหลวและบริหารการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?

อีกเล่มหนึ่งเป็นเรื่อง บริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ต้องจัดการกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ซึ่งเป็นวิธีการที่คุณทักษิณน่าจะคิดและเริ่มปรับพฤติกรรมดังกล่าว

แต่ผมคาดว่าคุณทักษิณคงไม่ทำ ซึ่งก็ไม่เป็นไรเพราะปัญหาต่างๆจะรุมเร้าคุณทักษิณต่อไป ความยั่งยืนของชีวิตจะหาได้ยากมากขึ้นและอายุก็มากขึ้นทุกๆวัน สุขภาพทางกายและใจยังดีอยู่หรือเปล่าก็ไม่ทราบ

สัปดาห์นี้ยังมีปัญหาการเมืองไทยอีกหลายเรื่องที่จะจารึกและแบ่งปันไว้

เรื่องการปรับ ครม.โดยจะดึงบ้าน 111 เข้ามา มองเมืองไทยเป็นการบริหารเมืองธุรกิจของคุณทักษิณมากกว่าเป็นการบริหารประเทศ

น่าจะมีคำถามว่า วิธีการให้เป็นรัฐมนตรีฯคนละ 4 – 5 เดือน เป็นวิธีที่ดีหรือเปล่า?

ดีต่อประเทศหรือดีต่อคุณทักษิณ ประเทศที่เจริญแล้ว เขาจะให้ ครม.เป็นแค่กำหนดนโยบายและอนุญาตให้ข้าราชการประจำหรือฝ่ายวิชาการนำเสนอแนวคิดระยะยาว ทำวิจัย หาข้อมูล กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ มองนโยบายของพรรคและมองไปข้างหน้าโดยดูการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะเรื่องการเปิดเสรีอาเซียน ภาวะโรคร้อน เรื่องคนแก่ซึ่งมีมากขึ้นในประเทศไทยและอื่นๆอีกมาก

          นโยบายระยะยาว เช่น การสร้างทุนมนุษย์ให้มีคุณธรรมรองรับการเปิดเสรีอาเซียนจะเป็นอย่างไร?  ถ้ามีการเปลี่ยน ครม.บ่อยๆคนที่ลำบากใจที่สุดคือ ระดับปลัดกระทรวงฯและอธิบดี เพราะปรับตัวรับ ครม.ใหม่ไม่ทัน

          สุดท้ายคนไทยจะพึ่งใครเป็นหลัก ผู้อ่านคงทราบว่า ผมหวังดีต่อประเทศของผมและก็เป็นสื่อทางเลือก เพื่อกระตุ้นให้คนไทยคิดเป็น มีส่วนร่วม ถ้ามีพวกเช่นเรามากๆ เมืองไทยก็จะสมดุลมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งรัฐบาลหรือการเมืองเท่านั้น

อีกเรื่องหนึ่งคือ บทบาทของสภาผู้แทนฯในปัจจุบัน ถ้าถามผู้แทนของพรรคเพื่อไทยว่า คุณเป็น สส.เพื่อใคร? เขาจะน่าจะมีคำตอบว่าเกิดมาต้องคิดทำความดี มีคุณธรรมจริยธรรมบ้างเป็นไปได้หรือไม่?

แต่บทบาทที่เล่นอยู่ปัจจุบันในการรีบเร่งแก้รัฐธรรมนูญซึ่งปัจจุบันคนไทยก็ตาสว่างมากขึ้นว่า แก้เพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์

 เพราะถ้าแก้เพื่อประชาธิปไตย ก็ต้องรับฟังคนหลายๆกลุ่ม จึงอยากฝากประเด็นเหล่านี้ให้ สส.ได้คิดต่อไป

สุดท้าย ผมมีกิจกรรมที่ภูมิใจมากที่มีหน่วยงานหรือบุคคลหลายฝ่ายได้กรุณาเชิญหรือหารือกับผมเพื่อทำงานร่วมกัน

ล่าสุดเป็นคณะอุตสาหกรรมเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งคณะนี้มีอาจารย์ระดับ Ph.D กว่า 80 คน ผลิตบัณฑิตทั้งตรี โทและเอก ชั้นดีไปทำงานในภาคธุรกิจต่อปีกว่า 1,000 คน

และเชิญผมไปร่วมทำ Workshop ในหัวข้อ จะทำวิจัยร่วมกับภาคเอกชน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร จะมียุทธวิธีอย่างไร?

ซึ่งผมและทีมงานได้มีโอกาสเห็น

  ศักยภาพของคณาจารย์ของคณะอุตสาหกรรมเกษตรซึ่งมีคุณภาพสูงมาก

ได้เห็นความตั้งใจของอาจารย์เหล่านี้เพื่อส่วนรวม

ได้เห็นความสามารถที่ซ่อนเร้นไว้ รอที่จะระเบิดออกมา ถ้าได้รับการกระตุ้นที่ดี

          ทำให้ผมภูมิใจมากที่กระตุ้นให้อาจารย์เหล่านี้ได้เกิดพลังที่จะทำงานให้ชาติบ้านเมืองต่อไป เพราะภาคเกษตรฯ

ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

ต้องมีการวิจัยร่วมกับเอกชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเหล่านั้น

 ต้องวิจัยกับภาคเอกชนในระดับนานาชาติ และระดับประเทศทั้งใหญ่และเล็ก

ต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของเอกชนให้ทันเหตุการณ์

 ต้องเน้นทักษะของอาจารย์เรื่อง การเจรจาต่อรองในการทำงานเป็นทีมข้ามสายงาน

 การทำงานที่เน้นเทคโนโลยีสมัยใหม่

การสร้าง Brand ของคณะอุตสาหกรรมเกษตรให้คนไทยได้ทราบ

 และการทำวิจัยระหว่างภาควิชาและข้ามคณะ

          เหตุการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่ผมเห็นแล้วมีความภูมิใจที่ได้เรียนรู้และมีส่วนร่วม ท่านผู้อ่านล่ะครับมีประสบการณ์เหล่านี้ ก็แบ่งปันให้รับทราบครับ

  

ออง ซาน ซูจี ขณะกล่าวคำสาบานตนเป็นสมาชิกสภาล่างของเมียนมาร์ ในรัฐสภาที่กรุงเนย์ปิดอว์

 

ภาพบรรยากาศ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ บรรยายเรื่อง กลยุทธ์การทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างมืออาชีพ ให้แก่คณาจารย์ของคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวนประมาณ 60 คน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2555  ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล หัวหิน บีช รีสอร์ท

 

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
www.gotoknow.org/blog/chiraacademy