การเรียนรู้สิ่งใดให้เกิดประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นจากการเปิดใจ และรักในสิ่งที่เราจะเรียนรู้ หรือทำให้เป็นสิ่งที่ท้าทายหรืออยากเรียนรู้

          จากบันทึกก่อนหน้านี้เล่าถึงการเตรียมสอนปรับพื้นฐานเคมีให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่ต้องพบกับนักเรียนทุกแผนการเรียน  ทำให้ครูนกต้องวางยุทธศาสตร์ดีๆ อยากให้เด็กสายศิลป์ก็รักในเคมี เพราะเคมีเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน หรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

          วันแรกครูนกเริ่มต้นชั้นเรียนด้วยการให้นักเรียนได้ผ่อนคลายและรู้จักครูมากขึ้นด้วยให้กระดาษหนึ่งแผ่น โดยหน้าแรกเขียนแนะนำตนเอง โดยครูนกใช้ประโยคว่า "ให้นักเรียนเขียนแนะนำตัวเองสั้นๆ ครูให้เวลา ๒ นาที" ผลปรากฏว่า นักรรียนแต่ละคนเขียนได้แนวแตกต่างกันเมื่อครูนกอ่านให้พวกเด็กๆ ฟัง หลายคนจะหัวเราะกับรายละเอียดของเพื่อน เช่น เกิดวันอะไร  เป็นลูกคนที่เท่าไร ลักษณะนิสัยอย่าง ในขณะที่บางคนสั้นๆกระชับคือ บอกชื่อ นามสกุล  จุดที่ครูนกชี้ให้เห็นคือ "คนเรามีเวลาสองนาทีเท่ากัน เป้าหมายเหมือนกันแต่ผลลัพธ์ต่างกันเพราะแตกต่างที่กระบวนการคิด บางคนสร้างสรรค์ อยากแตกต่าง อยากทำให้คนจำตนเองได้แม่นๆ เลยทำให้แนวการเขียนต่างกัน"

          ต่อมาครูนกให้เด็กๆคิดว่า ถ้าเอ่ยคำว่า "เคมี" เด็กคิดถึงสิ่งใด หรือมีเรื่องใด คำใดที่แว๊บมาในสมองตนเองให้เด็กๆ เขียนแล้วกำหนดเวลาเช่นเคย จากนั้นครูนกนำคำที่เด็กเขียนมาเป็นตัวเดินเรื่อง อย่างเช่น เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ครูนกสุ่มมาเขียนเรื่อง ปฏิกิริยาเคมี เลยเชื่อมโยงเข้าไปสู่การสังเกตการเกิดปฏิกิริยาเคมี  การทำการทดลองเพื่อศึกษาปฏิกิริยาเคมี และจบด้วยการดุลสมการ ที่สำคัญครูนกสังเกตว่า เจ้าของคำที่ครูนกยกมาเรียนรู้ในชั้นเรียนจะภูมิใจ และเปิดใจมากขึ้นกับวิชาเคมี 

          สิ่งที่สังเกตได้จากนักเรียนกลุ่มศิลป์ที่มาเรียนเคมีพบว่า
          ๑.  นักเรียนจะกลัวการหยิบจับอุปกรณ์รวมไปถึงสารเคมี
          ๒.  นักเรียนจะไม่ชอบการคำนวณ


          การแก้ไขของครูนกต่อการกลัวอุปกรณ์คือ ให้เขาเริ่มจับอุปกรณ์แล้วยกเป็นกองๆ โดยใช้เกณฑ์ว่า กองที่ฉันรู้จักและใช้เป็น กองที่ฉันรู้จักและใช้ไม่เป็น สุดท้ายคือกองที่ฉันไม่รู้จัก  จากนั่นสุ่มกลุ่มที่บอกตนเองว่า รู้จักและใช้เป็นทุกชิ้นให้มานำเสนอ เพื่อเรียนรู้ทีละชิ้นและครูนกก็ใส่รายละเอียดให้เขาไปเรื่อยๆ เช่นการรินสารจากบีกเกอร์สู่บีกเกอร์  การคนสารละลาย และการดมสารละลาย และต้องเข้าช่วยเหลือทันทีหากนักเรียนมีท่าทางรีรอเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่มีอะไรน่าตกใจ (สงสัยเด็กหาดใหญ่กลัวคำว่า "ระเบิด"
         ส่วนการแก้ไขปัญหาการไม่ชอบคำนวณคือ เมื่อมีการคำนวณเรื่องใดต้องเริ่มจากง่ายๆ สอนแบบต้องคิดว่าเขาไม่รู้ ดูท่าทางจะไปได้ดี และที่สำคัญต้องให้ตัวอย่างมากกว่าสองตัวอย่างขึ้นไปค่ะต่อหนึ่งประเด็น
         สุดท้ายสอนเสร็จก็ชื่นใจกับคำว่า "ครูขา ทำไมเวลาหมดเร็วจัง"