โรคแพนิค  (Panic Disorder)  ผู้ป่วยมีความกลัวอย่างรุนแรง  รู้สึกว่ากำลังจะตาย  ควบคุมตัวเองไม่ได้  คิดว่าเป็นโรคหัวใจ  และมีอาการทางกายร่วมด้วย  คือ  ใจสั่น  เหงื่อออกมาก  หายใจไม่ออก  เจ็บหรือแน่นหน้าอก  คลื่นไส้  เวียนหัว  จะเป็นลม  อาการเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำบ่อย ๆ  บางครั้งเกี่ยวข้องกับสถานการณ์  เช่น รถติดมาก  อยู่ในสถานที่คนมากแออัด  แต่บางครั้งก็มีอาการขึ้นมาเอง
โรคกลัว  (Phobia Disorder)  ผู้ป่วยมีความกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ  และไม่สมเหตุสมผล  เกิดขึ้นซ้ำ ๆ  โดยที่ผู้ป่วยไม่สามารถระงับความกลัวนั้นได้  ทำให้ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไม่สบายนั้น  เมื่อพบสิ่งที่ทำให้กลัว  ผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น  หายใจลำบาก  วิงเวียนศีรษะ  อ่อนเพลีย  คล้ายจะเป็นลม  ความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล  เช่น กลัวที่สูง  กลัวที่คับแคบ  กลัวการพูดในที่ชุมชน  กลัวสถานที่คนหนาแน่น  แออัด  กลัวการออกนอกบ้านคนเดียว
โรคย้ำคิดย้ำทำ  (Obsessive  Compulsive  Disorder)       ผู้ป่วยมีอาการย้ำคิดหรือย้ำทำซ้ำ ๆ  โดยไม่มีเหตุผล  ซึ่งผู้ป่วยเองก็รู้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ  แต่ไม่สามารถขัดขืนได้  พร้อมกันนั้นจะรู้สึกไม่สบายใจ เครียด วิตกกังวล และบางครั้งอาจมีอารมณ์เศร้าร่วมด้วย
การดำเนินโรค    ผู้ป่วยโรคประสาทจะมีอาการเรื้อรัง  เป็น ๆ หาย ๆ  นานมากกว่า  6  เดือน  หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการจะทุเลาลง แต่ยังต้องรักษาต่อเนื่องเป็นแรมปี
การรักษา

 1.ยาทางจิตเวชได้แก่ ยาคลายกังวลยาต้านอารมณ์เศร้า

2. พฤติกรรมบำบัด
3.  จิตบำบัด

โรคประสาท (Neurosis) คือโรคที่มีอาการเครียดวิตกกังวลง่าย เป็นอาการเด่น  ผู้ป่วยโรคนี้ จะรู้ตัวเองว่าผิดปกติ และอยากรักษาให้หาย  อาการมักเกิดตั้งแต่อายุน้อย  การดำเนินของโรคเรื้อรัง

อาการ

1. อารมณ์เครียด วิตกกังวลเกินกว่าปกติ

2. อาการของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำงานมากกว่าปกติ มีอาการ ใจเต้น ใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ปัสสาวะบ่อย

3.  อาการของระบบกล้ามเนื้อ มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก-เกร็ง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัวเหมือนถูกบีบ

4. ความคิดซ้ำซากวนเวียน คิดในทางร้าย มองโลกในแง่ร้าย กลัวล่วงหน้า กลัวในสิ่งที่ไม่น่ากลัว

ประเภทของโรคประสาท

1. โรคประสาทวิตกกังวล  (Anxiety Neurosis)

2.  โรคประสาทซึมเศร้า (Depressive Neurosis)

การดำเนินของโรค โรคนี้มักเป็นตั้งแต่อายุน้อย  เรื้อรังต่อเนื่องไปตลอดชีวิต  ถ้าไม่ได้รับการรักษา

การรักษา

1. การใช้ยา เพื่อลดอาการในระยะแรก ยาที่ใช้เป็นยาในกลุ่มยาลดความวิตกกังวล หรือยาคลายเครียด ยานอนหลับ

2. การรักษาทางจิตใจ มีหลายวิธี ได้แก่

   จิตบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจตนเอง  ยอมรับในปัญหาของตน และมีการเปลี่ยนแปลงในตนเอง เพื่อให้ไม่เกิดความเครียด

   พฤติกรรมบำบัด  ฝึกให้รู้จักการจัดการกับความเครียด   การคลายความเครียดด้วยตนเอง  การลดอาการทางร่างกายจากความเครียด

  การบำบัดทางความคิด  ฝึกให้รู้จักคิดดี คิดเป็น  มองโลกในแง่ดี  ไม่กังวลล่วงหน้าเกินกว่าเหตุ  ตั้งเป้าหมายในชีวิตที่เป็นจริง

  ไบโอฟีดแบ็ค  เป็นการฝึกให้หาวิธีผ่อนคลายตนเอง  โดยมีการรับรู้ได้ตลอดเวลาถึงระดับความเครียดของตนเอง

3.การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม

    จัดสิ่งแวดล้อมให้ผ่อนคลาย  ไม่เร่งรีบเกินไป  จัดงานให้พอสมควรไม่มากเกินกำลัง  มีธรรมชาติแวดล้อม  แบ่งเวลาให้มีการผ่อนคลาย  มีกิจกรรมสนุกสนานสลับ  มีการพักผ่อนเพียงพอ

การป้องกัน

1. การเลี้ยงดูเด็กให้มีพัฒนาการดี ไม่ปกป้องจนเกินไป หรือ ปล่อยให้เด็กเผชิญความเครียดรุนแรงเกินไป

2. การฝึกเด็กให้เผชิญปัญหาตามวัยอันควร