เราจะกลับไปทำงาน เราจะกลับไปเรียนหนังสือการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ต้องปฏิบัติตลอด ให้เราปฏิบัติหน้าที่การงานการเรียนการศึกษาของตนให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

อนาคตเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเป็นสิ่งที่ทุกท่านทุกคนมีความวิตกกังวล
พระพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นกลับมาที่ปัจจุบัน กลับมาอยู่ขณะนี้ก่อน ให้เรากลับมาทำสมาธิ ถ้าเราคิดถึงการกลับบ้าน คิดว่าเราจะกลับไปที่บ้านอย่างไร อย่างนี้เรียกว่าเราส่งใจไปกับอนาคต
ถ้าเรานึกถึงอดีต มันก็เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ให้เราอยู่กับปัจจุบันตรงนี้ ถ้าปัจจุบันของเราทำดี พูดดี คิดดี อนาคตของเราก็ดี ถ้าเราทำไม่ดี พูดไม่ดี คิดไม่ดี อนาคตของเราก็ไม่ดี
ความดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประพฤติปฏิบัติ ก้าวไปข้างหน้า ให้เราเดินไปกับความดี ให้มีความดี เป็นเพื่อนคู่ชีวิตจิตใจเราไป อย่าได้เป็นคนที่อ่อนแอท้อแท้กับสิ่งที่มันยากลำบาก ไม่ว่าสิ่งยั่วยวนกวนใจ ที่มากวนใจทุกท่านทุกคน เราต้องตั้งมั่นต้องหนักแน่นไม่หวั่นไหว ให้ใจของเรามีสัมมาสมาธิ มีความตั้งใจมั่นไว้ชอบ
สมาธิเป็นสิ่งที่ดีมันทำให้เรามีความสุข…
คนเรานะถ้ากายกับใจมันอยู่ด้วยกันมันก็จะมีความสุข ถ้ากายอยู่ที่หนึ่งใจอยู่ที่หนึ่งมันก็มีความทุกข์
ในขณะที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าเรายังคิดถึงเรื่องอื่นความสุขที่จะเกิดขึ้นในจิตในใจก็จะจางคลายไป

ให้เรากลับมาที่กายของเราเรานั่งอยู่ตอนนี้สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือลมหายใจเข้าออก ให้เราฝึกอย่างนี้ทำสมาธิอย่างนี้
ถ้ากายกับใจไม่ได้อยู่ด้วยกันเขาเรียกว่าคนไม่มีศีล คนไม่มีสมาธิ คนไม่มีปัญญา พระพุทธเจ้า ท่านถึงได้บอกได้สอนเราให้กายกับใจมันอยู่ด้วยกัน ใจของเราก็จะมีความสุข การงานของเราก็จะดี
ทุกท่านทุกคนให้เน้นมาที่จิตที่ใจ ฝึกจิตใจของเราให้มีสติ ให้ใจของเรามีความอดมีความทน ให้ใจของเราได้มีความเพียร ให้ใจของเราเห็นโทษเห็นภัยในวัฏฏะสงสาร เห็นโทษเห็นภัยในความทุกข์ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เห็นโทษเห็นภัยในความยากลำบากที่พวกเราเป็นผู้ที่ไม่อดทน เป็นผู้ที่ขี้เกียจขี้คร้าน ผู้ที่ติดสุขติดสบาย ไม่มีความเพียรกัน อนาคตของพวกเราต้องมีความยากลำบากแน่นอน เพราะว่าเราเป็นทาสของกิเลสแล้วคือความโลภโกรธหลงก็ยังไม่พอ เราก็เป็นทาสของคนอื่นอีก เพราะหัวใจของเรามันยังประมาทอยู่
วันหนึ่งๆ กาลเวลามันก็มีเพียงแค่ ๒๔ ชั่วโมง เวลานอนของเราก็มีเยอะตั้งหลายชั่วโมง ให้เราลองทบทวนดูในแต่ละวันว่าเรานอนมากไปมั๊ย เวลากินของเราก็มีหลายชั่วโมง ก็ลองทบทวนดูว่า เราใช้เวลาในแต่ละวันอยู่กับการนอนอยู่กับการกินมากไปหรือเปล่า ถ้าเราไม่ตั้งใจทำความดี สิ่งภายนอกสิ่งแวดล้อมมันจะดึงเราไปหมด

ทุกท่านทุกคนต้องบังคับตนเองให้ทำความดี บังคับจิตใจของตัวเราเองให้ได้ ถ้าบังคับตัวเองไม่ได้อนาคตของเราก็มีหวังที่จะจิตใจไม่สงบ มันจะเป็นโรคประสาท
“ความรู้ท่วมหัว ความฉลาดมากมายแต่หาความสุขไม่ได้” เหมือนเครื่องบินลำหนึ่งบินขึ้นท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง บินทะยานขึ้นไปบนอากาศ แล้วก็ไม่มีสนามที่จะลง จิตใจของเราก็เหมือนกัน เมื่อตกเป็นทาสของวัตถุรูปรสกลิ่นเสียง ตกเป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ ภายนอก มันก็จะหาที่ลงหาที่ทำให้ใจของเราสงบได้ลำบาก
เราต้องฝึกไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะปัญหาต่าง ๆ ที่มันเกิดมักจะเกิดขึ้นจากจิตใจของเราไม่สงบ ถ้าจิตใจของเราสงบแล้วอะไร ๆ มันก็สบายไปหมด ความอยากในใจมันก็จะไม่มี
ใจของเราทุกคนมันชอบส่งออกไปข้างนอก ได้ไปเรียนแต่ข้างนอก ไปแก้ไขแต่ข้างนอก มันไม่ได้กลับมาพัฒนาตนเอง เลยเป็นคนไม่มีสมาธิ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ใจคนเราต้องกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว คนเราเมื่อใจไม่สงบมันก็มีปัญหามาก ปัญหาต่าง ๆ มันก็มารวมที่ใจของเราหมด ก็เพราะว่าใจของเราไม่สงบนะ
บางคนบางท่านคิดว่าการประพฤติปฏิบัตินี้มันเป็นเรื่องของคนที่มีจิตใจไม่สงบ ถ้าจิตใจของเราสงบแล้วเราก็ต้องทำให้สงบยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะว่าสมาธิเป็นสิ่งที่เราต้องประพฤติปฏิบัติทุก ๆ วัน ในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าเราทำอะไรอยู่ให้ใจอยู่กับสิ่งที่เราทำ
มันเป็นเรื่องของคนที่จิตใจต้องพัฒนา คนส่วนใหญ่จิตใจไม่ค่อยสงบ จิตใจมีปัญหา บางคนก็มาก บางคนก็น้อยแตกต่างกันไป จิตใจที่ไม่มีปัญหาก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

การเป็นโรคกายนี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม สำหรับชาวพุทธทุกคน มันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การเป็นโรคทางใจนั้นให้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ต้องรีบแก้ไข ต้องรีบกลับหาตัวเอง กลับมาเป็นตัวของตัวเอง
ความเป็นตัวของตัวเองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะต้องทำอะไรตามใจที่เราอยากจะทำ แต่การเป็นตัวของตัวเองคือการที่ใจของเรานั้นไม่ตกเป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ ไม่ตกเป็นทาสของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสหรือว่าสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นภายนอก เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะทำให้เราขาดความเป็นตัวของตัวเอง “ให้เรากลับมาเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนดี เป็นคนประพฤติปฏิบัติดี”
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามีเฉพาะโรคทางกาย ไม่ให้เรามีโรคทางจิตใจ
โรคทางจิตใจก็คือ โรคใจที่ไม่สงบ โรคใจที่จะต้องแก้ไขก็ต้องอาศัยความดี อาศัยสัมมาสมาธิ อาศัยปัญญาถึงจะแก้ไขได้ ถ้าเราทำดีสมาธิของเราก็จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
สมาธิที่เป็นธรรมชาติ ก็คือสมาธิที่เราอยู่กับสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าเราทำการงาน เราเรียน เราทำอะไรอยู่ ถ้าเราอยู่กับสิ่งที่เราทำ รู้ชัดเจนว่าเราทำอะไรอยู่ นั่นแหละคือสมาธิ ให้เราฝึกอย่างนี้ทำอย่างนี้ เพราะความดีเป็นเรื่องของจิตใจ
ใจของเราเราก็ต้องให้อาหารใจ อาหารกายเราก็ตอบสนองร่างกายของเรา ด้วยการหาอาหารที่ดี ๆ มาให้ตนเองได้บริโภค หาน้ำดี ๆ น้ำสะอาด น้ำแร่ หาสิ่งดี ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
แต่ท่านมักให้ความสำคัญกับร่างกายมากเกินไป ท่านต้องให้ความสำคัญแก่จิตใจด้วย ก็คือให้เราเอาอาหารใจคือความดี ให้เราประพฤติปฏิบัติ กระทำดี
คือการให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิภาวนา อย่างเราทำการทำงานมันก็เป็นสัมมาสมาธิอย่างหนึ่ง ถ้าเราของเราอยู่กับการทำงานมันก็คือสมาธิ
สมาธิมันก็คือการเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ ท่องหนังสือ เราทำทุกอย่างที่เป็นความดี ให้ใจของเราอยู่ด้วยกัน ให้ใจมีความสุขตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน กระทำสิ่งอย่างนั้นแหละคือสมาธิ

คนเราวันหนึ่งมันจะอยู่กับการทำงานอยู่กับการศึกษาเยอะ พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เรา ตั้งอกตั้งใจ ให้ใจของเราอยู่กับเนื้อกับตัว ให้มีความสุขมาก ๆ ให้มีความสบายมาก ๆ กับการทำการทำงานกับการทำความดีของเรา
ถ้าเราไม่มีความสุขในการกระทำของเรา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราเป็นคนมีสมาธิน้อย เป็นคนมีสมาธิสั้น ทำอะไรนิด ๆ หน่อยก็เลิกแล้ว ละแล้ว อย่างนี้เรียกว่าคนมีสมาธิสั้น
ให้เรามีความรับผิดชอบเอาใจใส่ต่อหน้าที่ของเราให้ถึงที่สุด เราทำงานเราก็ทำให้ถึงที่สุด เรียนรู้งานที่เราทำให้ถึงที่สุด เรียนหนังสือก็เรียนให้ถึงที่สุด ถ้าเรียนไม่จบก็เรียกว่าคนไม่มีสมาธิ คนมีสมาธิน้อย ให้เราพยายามทำความเข้าใจให้มันดี ให้มันถูกต้อง มันจะได้เกิดประโยชน์ต่อตัวเราเอง เกิดประโยชน์ ต่อคนอื่น ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ
พระพุทธเจ้าให้ทุกท่านทุกคนมาพัฒนาตัวเองนะ ปัญหาต่าง ๆ มันเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นที่ความประมาทของเราเอง เป็นคนติดสุข ติดสบาย ติดฟรีสไตล์ เป็นคนฟุ่มเฟือยใช้จ่ายเงินทองแบบไม่รู้จักคิด ปล่อยจิตปล่อยใจไปตามอำนาจของวัตถุ ใช้จ่ายเงินทองโดยที่จิตใจของเราตกเป็นทาสของกิเลส ไม่รู้จักคิดไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งนี้จำเป็นต้องซื้อก็ต้องซื้อ สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องซื้อก็ไม่ให้ซื้อ ไม่ให้ใช้ ไม่ให้เอามา
เพราะปัญหาต่าง ๆ ก็พวกเราเองที่เป็นคนสร้างขึ้น ให้เรากลับมาเพื่อแก้ไขตนเอง ไม่ให้เราไปโทษคนอื่น คนส่วนใหญ่มักจะโทษว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ โทษไปเรื่อยนั่นแหละ โทษว่าพ่อแม่ตัวเองนั้นยากจน ถ้าพ่อแม่ของเราเป็นเศรษฐีเราก็คงจะสบายกว่านี้ พวกเราและท่านพระพุทธเจ้าให้พากันมา แก้ไขปัญหาของตัวเราเอง
คนฉลาดคนหัวดีนี้ยังไม่เพียงพอ มันต้องเป็นคนขยันเป็นคนมีความอดทน เป็นคนที่มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ต่อการศึกษาเล่าเรียนของเรา มีความเอาใจใส่ต่อการประพฤติปฏิบัติ ต่อหน้าที่ต่อชีวิตประจำวันของพวกเรา
ถ้าเราคิดเรานึกไปเฉย ๆ มันก็ไม่ช่วยอะไรได้ ต้องลงมือกระทำ
ถ้าเราต้องการอย่างนั้นต้องการอย่างโน้นเราก็เป็นแต่ผู้ขอ เพราะมีความคิดความขออยู่ในจิตในใจ ทำสมาธิไม่เท่าไหร่ก็ขอให้จิตใจสงบ ทำสมาธิได้ไม่นานเดินจงกรมได้ไม่นานก็อยากให้มันบรรลุธรรม
คนเรามันชอบขอนะ ขอในใจยังไม่พอ นั่งสมาธิก็อยากให้ใจสงบแล้ว อยากให้มันสงบแล้ว
ให้เรามีความเห็นที่ดีที่ถูกต้องในการประพฤติปฏิบัติ เราอย่าได้ขอไปเรื่อย อย่าได้ขอให้ตัวเอง สอบติด อย่าได้ขอว่าให้ตัวเองเป็นเศรษฐีร่ำรวย มันอยู่ที่การกระทำของเรา การกระทำของเรานี้แหละ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเราทำดีเราไม่ต้องขอใคร ความดีความร่ำรวยความเป็นเศรษฐีก็จะเกิดขึ้นแก่เราเอง
ความคิดนี้มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องละออกไป คือความคิดที่เราขอสิ่งต่างๆ ไว้ในจิตในใจเรา ให้ละออกไป เพราะความคิดขอนี้เป็นความคิดของเปรต ให้เราลงมือกระทำ ทุกท่านทุกคนต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัยให้ถึงพร้อม
เราทำงานก็ให้เรามีความสุขอยู่กับการทำงาน เรามีความสุขกับการทำงานไม่พอแถมเราก็ยังได้รับเงินอีก ให้เรามีความสุขกับการเรียนหนังสือ ความสุขนั้นก็ทำให้เราเป็นผู้มีความรู้อีก เราก็ได้รับสิ่งดี ๆ
ด้วยเหตุนี้การประพฤติปฏิบัติตัวเราทุกคนให้เข้าถึงความสุขดับทุกข์ที่แท้จริงทั้งทางกาย และทางจิตใจ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกท่านทุกคน
ไม่อย่างนั้นตัวเราเองจะเป็นผู้ทำร้ายตนเอง ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติให้ตนเองดำเนินชีวิตอย่างดีอย่างถูกต้อง ด้วยการประพฤติปฏิบัติของเราเอง ให้เรากลับมาพัฒนาตนเอง
“กัมมุนา วัตตะตีโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้”
เราทำดีเราก็ได้ดี เราทำชั่วเราก็ได้ชั่ว ถ้าเราไม่รักไม่เมตตาตนเอง ใครล่ะที่จะช่วยเหลือเรา
พ่อแม่เพื่อนฝูงทุกคนก็มีแต่จะให้กำลังใจเราเท่านั้นในสิ่งที่ได้ทำดี แต่การประพฤติปฏิบัติ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติไม่ดี แล้วพ่อแม่พี่น้องจะให้กำลังใจเราในทางที่ดีได้อย่างไร
หวังว่าทุกคนทุกท่านจะน้อมนำเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปประพฤติปฏิบัติที่บ้าน ไปประพฤติปฏิบัติที่ทำงาน ไปประพฤติปฏิบัติที่โรงเรียน ไปประพฤติปฏิบัติทุกหนทุกแห่ง
ผู้ที่อยู่วัดก็ให้ปฏิบัติที่วัดให้ยิ่ง ๆขึ้นไป ให้มีความสม่ำเสมอ ให้มีความรับผิดชอบต่อข้อวัตรข้อปฏิบัติของเรา
เวลามันเหนื่อยยากลำบาก คนเราถึงได้รู้จักความแข็งแรงความแข็งแกร่ง ให้เราดูรู้อยู่ที่ตรงนี้ ว่าเวลาเหนื่อยยากลำบากใครเป็นคนที่แข็งแรงแกร่ง ซึ่งเป็นผู้ที่แข็งแรงแข็งแกร่งทางจิตใจ...

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันจันทร์ที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔