รูปาวจรเทพ(พรหม) ๑๖ ชั้น ชั้นที่ ๑ ปาริสัชชะ ที่ชื่อว่าปาริสัชชะ แปลว่าเป็นสมาชิกของบริษัท ดังนั้นต้องเติมคำว่า พรหมปาริสัชชะ จึงหมายความว่า เพราะตั้งอยู่ในฐานะผู้รับใช้ของมหาพรหม หรือผู้รับใช้ของมหาพรหม ชั้นที่ ๒ พรหมปุโรหิต พรหมปุโรหิต ดังนั้นที่ชื่อว่าพรหมปุโรหิต เพราะตั้งอยู่ในฐานะปุโรหิตของมหาพรหม ชั้นที่ ๓ มหาพรหม ที่ชื่อว่ามหาพรหม เพราะเป็นพรหมผู้ใหญ่กว่าโดยความเป็นผู้มีพรรณะ(วรรณะ-ผิวพรรณ) และความเป็นผู้มีอายุยืนนาน ชั้นที่ ๔ ปริตตาภะ ที่ชื่อว่าปริตตาภะ เพราะมีรัศมีน้อยกว่าเทพชั้นอาภัสระ ชั้นที่ ๕ อปมาณาภะ ที่ชื่อว่าอปมาณาภะ เพราะมีรัศมีไม่มีประมาณ ชั้นที่ ๖ อาภัสระ ที่ชื่อว่าอาภัสระ เพราะรัศมีซ่านออกราวกะว่า หยาดหยดตกไปอยู่จากสรีระของพรหมเหล่านี้ ดุจเปลวไฟซ่านออกจากคบเพลิง หรือรัศมีซ่านออกข้างนี้และข้างนั้นราวกะสายฟ้าในเวหก เพราะพรหมเหล่านี้ เป็นผู้มีขันธสันดานเกิดแต่ฌานอันปีติ ชั้นที่ ๗ ปริตสุภะ ที่ชื่อว่าปริตสุภะ มีรัศมีอันงามแต่น้อย ชั้นที่ ๘ อัปมาณสุภะ ที่ชื่อว่าอัปมาณสุภะ มีรัศมีอันงามไม่มีประมาณ ชั้นที่ ๙ สุภกิณหะ ที่ชื่อว่าสุภกิณหะ เพราะเรี่ยรายกำจายด้วยรัศมีอันงาม เจิดจ้าด้วยพรรณรัศมีสรีระอันงาม คือประกอบด้วยสิริเสมอด้วยก้อนทองอันสุกสว่างที่ตั้งไว้ในหีบทอง ชั้นที่ ๑๐ อสัญสัตตะ ที่ชื่อว่าอสัญสัตตะ สัตว์ที่เว้นจากสัญญา หรือเพราะเป็นเพียงรูปสันตติอันเกิดเพราะภาวนาเป็นเครืองสำรอกสัญญา ชั้นที่ ๑๑ เวหัปผละ ที่ชื่อว่าเวหัปผละ เพราะมีผลอันไพบูรณ์ที่เกิดแล้ว เพราะอำนาจแห่งฌาน หรือเพราะเป็นผู้มีผล เช่น ความสุข อายุ วรรณะอันเป็นผลไพบูลย์ ชั้นที่ ๑๒ อวิหะ ที่ชื่อว่าอวิหะ เพราะไม่เสื่อมทรามจากสมบัติของตน หรือ เพราะไม่ละฐานะของตนโดยกาลอันน้อย ชั้นที่ ๑๓ อตัปปะ ที่ชื่อว่าอตัปปะ เพราะไม่เดือดร้อนด้วยเหตุไร ๆ หรือเพราะไม่เดือดร้อนสักน้อยหนึ่ง ชั้นที่ ๑๔ สุทัสสะ ที่ชื่อว่าสุทัสสะ เพราะมีทัสสนะ(รูปารมณ์) อันงาม คือมีรูปงามนำมาซึ่งความเลื่อมใส หรืออันบุคคลพึงดูได้โดยความสุข เพราะมีรูปงามอย่างยิ่ง ชั้นที่ ๑๕ สุทัสสี ที่ชื่อว่าสุทัสสี เห็นโดยความสุขเพราะมีทัสสนะบริสุทธิ์ด้วยดี ชั้นที่ ๑๖.อกนิษฐะ ที่ชื่อว่าอกนิษฐะ เพราะเป็นผู้เจริญที่สุดโดยคุณทั้งปวงทีเดียวและโดยภวสมบัติ และเพราะไม่มีความด้อยในชั้นนี้ หรือไม่มีสมบัติอันด้อยเพราะประกอบด้วยสมบัติอันอุกฤษฎ์