วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๕ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีพ.ศ.๒๕๕๕ เป็นวันพระเป็นวันธรรมะสวนะ วันแห่งการรักษาศีล ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม



เมื่อสมัยครั้งพุทธกาล วันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เป็นวันหยุดการทำงาน เขาจะพากันเข้าวัด ถือศีลอุโบสถ ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม อย่างเช่นนางวิสาขาอุบาสิกาก็นำบริวารไปวัดสมาทานศีล ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็พาคนในบ้านสมาทานอุโบสถศีล


สำหรับวันธรรมดาปกติ เหล่าพุทธบริษัทต่างพากันปฏิบัติศีล ๕ กันทุก ๆ วันเป็นปกติ


ศีล ๕ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถือว่าเป็นฐาน เป็นพื้นฐานแห่งการทำความดี ความดีทั้งหลาย ทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะเหตุเพราะปัจจัยด้วยการปฏิบัติศีล เขาจะปลูกบ้านสร้างบ้าน เขาต้องมีที่ดินถึงจะปลูกบ้านได้ ที่ดินจึงเป็นที่รองรับสิ่งต่าง ๆ


ศีล ๕ นี้สำคัญมาก เป็นศีลของพระอริยเจ้า เป็นศีลของพระโสดาบัน เป็นศีลของพระสกิทาคามี เป็นศีลของผู้ที่ดำเนินสู่พระอนาคามี...


ความประเสริฐที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน...? มีคำตอบว่า “อยู่ที่เรามีศีล...”


ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาเป็นผู้ประเสริฐ มีความสำคัญอยู่ที่เราเป็นผู้มีศีล...


ที่เราฉลองกันวันเกิด กินเลี้ยงกันวันเกิด เพราะความเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญ มนุษย์เกิดมารักษาศีล ปฏิบัติธรรม สร้างบารมี สร้างความดี

การรักษาศีลคือการมาละความโลภ ความโกรธ ความหลง ละความเห็นแก่ตัว มาเป็นผู้ให้ มาเป็นผู้เสียสละ มาเป็นผู้ที่เจริญเมตตา...


เมตตาต่อตนเองด้วยการทำความดี ด้วยการสร้างบารมี เห็นความสำคัญแห่งการรักษาศีล เห็นความสำคัญแห่งการทำความดีตลอดเวลาที่เรายังมีลมหายใจอยู่


การรักษาศีลคือการไม่ตามใจตนเอง เพราะการตามใจตนเองมันทำให้เรามีปัญหา สร้างกรรมสร้างเวร มันสร้างบาปสร้างอกุศล ให้เรามาละตัวละตน ปรับตนเข้าหาศีลหาธรรม ปรับตนเข้าหาเวลา ปรับตัวเข้าหาระเบียบวินัย “การรักษาศีลถึงเป็นการเจริญเมตตา...”


คนเราทุก ๆ คนนี้ต้องเจริญเมตตา...


ถ้าเราไปเทียบกับพระพุทธเจ้า เทียบกับพระอรหันต์ ทุกท่านทุกคนส่วนใหญ่มีเมตตาน้อย


ทุกคนเกิดมาในโลกนี้นะ มันมีความทุกข์ทั้งกาย ทุกทั้งใจ ทุกข์จากการประกอบอาชีพ การงาน ทุกข์กับญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล ที่เราไปคิดแทนเขา วิตกกังวลแทนเขา


ด้วยเหตุนี้ทุกท่านทุกคนต้องเจริญเมตตา นำตัวเองมีศีล ๕ มีความรักเมตตาสงสาร ให้กับบุคคลอื่น เราต้องเป็นผู้ให้กับบุคคลอื่น เราต้องเป็นผู้เสียสละแก่บุคคลอื่น


ให้ทั้งคำพูดที่ดี ๆ ให้ทั้งของเงินทอง และการกระทำทุกอย่าง ให้ตัวอย่างดี ๆ แก่เขา ให้ความคิดสติปัญญาในการดำเนินชีวิต


คนเราทุกคนถือว่าเป็นคนป่วย คือเป็นโรคทางจิตและเป็นโรคทางกาย
ธรรมโอสถที่รักษาโรคได้ก็ได้แก่รักษาศีล ๕ นี้แหละ


พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตากับเรา ให้เรามีความสุขในการรักษาศีล มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการเสียสละ

 


ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ ชีวิตของเราจะเข้าหาความสุขได้อย่างไร จะเข้าหา ความดับทุกข์ได้อย่างไร มันจะเข้าถึงสวรรค์ได้อย่างไร จะเข้าถึงนิพพานได้อย่างไร...?

 


เราต้องเป็นผู้รักษาศีล ต้องเป็นผู้มีศีล... ศีลนี้มันจะตัดกิเลส ตัดตัวตัดตนที่มันหยาบ ๆ ออกจากจิต จากกาย จากวาจาของเรา


เราทุก ๆ คนนี้มันติดสุขติดสบาย มันมีความหลงในความสุข ในความสบาย
ความสุขความสบายนั้นมันเป็นสิ่งเสพติด...


พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักประมาณในการบริโภค


เราบริโภคปัจจัย ๔ ข้าวของเงินทอง เราบริโภคอาหาร เรานอนเราพักผ่อนพอให้ร่างกาย เราแข็งแรง พอที่จะทำงาน พอที่จะเสียสละ...


ชีวิตของเราในชีวิตประจำวันนี้ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเอาไปใช้ในการเจริญสติ เจริญสัมปชัญญะ ให้ใจมีความสุข มีความสงบ มีความเย็นเป็นพระนิพพาน
เรายังไม่ถึงนิพพานถาวร เรากำลังเดินไปสู่พระนิพพาน เพื่อสัมผัสกับพระนิพพาน


ศีลเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ช่วยเหลือเราได้ “ชีวิตของเราจะเจริญ หรือจะเสื่อมต้องเอาศีลเป็นเครื่องวัด…”


สุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดี ได้แก่ตัวเราเองที่ปฏิบัติดี
อุชุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติตรง ได้แก่ตัวเราเองที่ปฏิบัติตรงต่อศีลต่อธรรม
ญายะปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ได้แก่ตัวเราเองที่ปฏิบัติไม่ตามใจตัวเอง ไม่ตามกิเลสตัวเอง เป็นผู้ประหารกิเลส ประหารอารมณ์ตัวเอง ปฏิบัติเอาศีลเป็นที่ตั้ง
สามีจิปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติถูกต้องสมควร จึงเป็นผู้ควรเคารพกราบไหว้บูชา มันก็ไม่ใช่ใคร มันคือตัวเองนี้เอง...


ให้เราทุกท่านทุกคนเข้าใจ พระที่แท้จริงอยู่ที่เรา อยู่ที่ตัวเรา…

 


ปัญหาต่าง ๆ มันต้องมาแก้ที่ตัวเรา มาปฏิบัติที่ตัวเรา ชีวิตของเราจึงจะดี จึงจะประเสริฐได้

 


ถ้าเราเป็นคนรวยมีทรัพย์มากมายมหาศาล มียศตำแหน่ง มีอะไรดี ๆ

พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่านี่มันเป็นสมบัติที่ใช้ชั่วครู่ชั่วยาม เวลาเราละสังขารเราก็เอาไปด้วยไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นทรัพย์สินเงินทองชั่วคราว ไม่ใช่อริยทรัพย์ในจิตในใจของเรา


เราเกิดมาชาตินี้ถือว่าเรามีชีวิตอันประเสริฐ ถ้าเราจะมัวเพลิดเพลินในทรัพย์สินเงินทอง สามีภรรยาบุตรธิดานี้ ถือว่าเราตั้งอยู่ในความประมาท ชีวิตของเราเกิดมามันก็เสียชาติเกิด แทนที่เราจะสร้างบารมีให้มันไปได้ไกลกว่านี้ กลับมาติดกลับมาหลงงมงาย ถือว่าเป็นบุคคล ที่ไม่มีความเมตตาต่อตนเองนะ


คนรวยก็ติดสุข คนจนก็ติดสุข เป็นคนอ่อนแอ มีความหลงมาก มีความงมงายมากจนมองเห็นถูกเป็นผิด มองเห็นดีเป็นชั่ว กลัวศีล กลัวข้อวัตรปฏิบัติ รักษาศีล ๕ ก็กลัว ศีล ๘ ก็ยิ่งกลัว ยิ่งมีข้อวัตรปฏิบัติบีบให้ตัวเองเข้าหากิจกรรมที่ดีมันกลัว


ทุกท่านทุกคนลองพิจารณาตัวเองดูนะ ทำไมตัวเองถึงกลัวอย่างนี้ ทำไมตัวเองถึงเป็นแบบนี้?


เพราะว่าใจของเรามันยังหลง มันยังมืด ยังไม่สว่าง มันยังมีความรู้ความเห็นอย่างเด็ก ๆ มันเห็นแค่กินแค่เล่น แค่เที่ยวสบายเท่านี้ มีความคิดเห็นอย่างเด็ก ๆ เท่านั้น


ชีวิตของเราคือการเดินทาง ถ้าเราประมาทมาก ถ้าเราเพลิดเพลินมาก ก็ทำให้เราเสียเวลา


คนเรานี้มันแก่ไปทุกวันนะ ไม่รู้ว่ามันแก่ตอนไหน มันแก่ตอนเช้า ตอนกลางวัน ตอนเย็น ตอนกลางคืนเราก็ไม่รู้จัก แต่ว่ามันแก่...!


“หลงทางเสียเวลา หลงเสพสุข เสพสบาย เสพความเพลิดเพลินในสิ่งต่าง ๆ นี้ ทำให้จิตใจของเราไม่ก้าวหน้า...”


การรักษาศีลนี้เขารักษากันอย่างไร...?


การรักษาศีลนี้ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นที่เจตนาที่จะหยุด ที่จะละ ที่จะเว้น เอาตัวเจตนาเป็นที่ตั้ง ชื่อว่าสิ่งไหนผิด เราจะไม่คิด เราจะไม่พูด เราจะไม่ทำ ถ้าเรายังสงสัยอยู่ว่าที่มันผิดศีลหรือเปล่า อย่างนี้อย่าไปทำ ถึงมันไม่ผิด มันก็จะทำให้จิตใจของเราเศร้าหมองได้


การรักษาศีลมองดูมันก็เป็นของง่าย เพราะมาเน้นที่เจตนา ตั้งใจรักษาอย่างดี ถ้าเราไม่มีเจตนานี้ไม่ผิดศีล ไม่บาป


“เราใช้ให้เขาทำแต่มีเจตนาให้ทำ เราก็ผิดศีล เหมือนกันนะ...”


อย่างเราแนะนำให้เขาฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ มีชู้ มีกิ๊ก โกหก หลอกลวง ดื่มสุรายาเมา เราก็ผิดศีลเหมือนกัน เรามีบาปร่วมกันกับคนที่เราบอกเราแนะนำ มีบาปร่วมกันคนละครึ่ง


เราเน้นมาที่ใจของเรา เน้นมาที่เจตนาของเรา เราต้องเป็นผู้มีศีลที่บริสุทธิ์ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่เศร้าหมอง


ใจของเราเองนี้แหละไม่มีใครรู้เท่ากับเรา “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ” ทุกท่านทุกคน จะได้รู้ได้เฉพาะตน “เราคิดอย่างไรคนอื่นเขาไม่รู้ไม่เห็น แต่ตัวเรารู้หมดเห็นหมดว่าใจของเรา มันคิดอย่างไร เป็นอย่างไร...”

 


การรักษาศีล การปฏิบัติธรรม มันเป็นการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่มรรคผลพระนิพพาน

การรักษาศีลมันเป็นการละความเห็นแก่ตัวอย่างหยาบ ๆ


เราไม่ได้รักษาศีลเพื่อให้คนอื่นว่าเราเป็นคนดี เราไม่ได้รักษาศีลเพื่อให้คนอื่นเคารพเลื่อมใส ถ้าเราคิดจะให้เขาศรัทธาเรา เคารพเลื่อมใสเราอยู่ แสดงว่าเรารักษาศีลเพื่อต้องการโลกธรรมอยู่


มันยังไม่ดี ไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน ถือว่าเรายังติดอยู่ เรายังติดสุขอยู่...


เราต้องมาปรับที่ใจของเรานี้นะ ต้องปรับโลกธรรมออกจากใจของเรา เราอย่าไปเอาโลกธรรม อย่าไปเอาสรรเสริญเยินยอ เดี๋ยวเราจะเป็นบาปทางใจ เดี๋ยวจะคิดไปว่าเราทำดีไม่เห็นมันได้ดีเลย คนอื่นเขาทำชั่วเขารวยเอา ๆ ถ้าเราคิดอย่างนี้ ความคิดเรายังไม่เข้าถึงพระนิพพาน ยังไม่เข้าถึงกระแสของพระนิพพาน มันยังมีตัวตนอยู่มาก มีโลกธรรมปิดบังหัวใจเราอยู่มาก


คนเราส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในโลกธรรม ไม่ว่าสมมุติสงฆ์ ไม่ว่าญาติโยม


โลกธรรมนี้เป็นสิ่งที่ต้องละ ต้องเอาออกจากจิตจากใจของเราทุกคน


เราทำความดีเราอย่าไปหวังอะไรตอบแทน ถ้าเราหวังการตอบแทนนั้นยังไม่ถูกต้อง


อย่างเราทำการทำงาน ให้เราทำเพื่อเสียสละ ให้ใจมีความสุข ถ้าเรายังต้องการสิ่งของ ต้องการเงินเดือน ใจของเราจึงไม่สงบ ถ้าเราทำด้วยความเสียสละ งานก็ได้ เงินก็ได้ ความสุขก็ได้ อย่างนี้เขาเรียกว่าทำงานเพื่อมรรคผลพระนิพพาน


เรานั่งสมาธิก็เหมือนกันนะ ถ้าเรานั่งเพื่อหวังความสงบ หวังไม่ให้ปวดแข้งปวดขา มันก็ทุกข์


พระพุทธเจ้าท่านให้นั่งเพื่อละตัวละตน ไม่ให้นั่งเพื่อจะเอา


พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้อยู่กับลมเข้าลมออก รู้ลมเข้าลมออก มีความสุขความดับทุกข์ อยู่กับลมหายนี้แหละ เดี๋ยวความสงบก็เป็นเองของมัน


คนเรานี้นะ ถ้ามีตัวมีตน มันทุกข์ มันเครียด มันหนัก หนักอกหนักใจ
มันเป็นผู้ที่แบกของหนัก มันแบกโลก โลกนี้ก็หมายถึงมีตัวมีตน อารมณ์ของเรามันมีความเครียด เครียดมาก ๆ เลย ถ้ามันมีตัวมีตน


การรักษาศีล มันเป็นพื้นฐานของการที่จะเกิดสมาธิ


สัมมาสมาธิแปลว่าจิตใจตั้งมั่นในความดี ตั้งมั่นในศีล


คำว่าตั้งมั่นแปลว่า “ไม่เปลี่ยนแปลง” ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าอะไรจะตั้งอยู่ ไม่ว่าอะไร จะดับไป จิตใจของเราก็มีศีลมีธรรมอยู่ตลอดเวลาตลอดกาล เป็นผู้ที่ตั้งมั่นในความดีในศีลในธรรม

 


ผู้ที่มีศีลจึงมีสมาธิเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติที่ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง


สัมมาสมาธิแปลว่าปราศจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ไม่มีความโลภ ความหลง ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความห่วงหาอาวรณ์ ติดสุข ติดใจอารมณ์


สมาธิมันจะเป็นธรรมชาติของมันอยู่ตลอดกาล เพราะใจของเรามีพื้นฐานคือศีล เราเลยต้องมีฐานของสมาธิคือศีลอยู่ตลอดกาล ตลอดเวลา


คนที่มีสมาธิคือคนที่ความสุข... จะพูดก็มีความสุข จะนั่งก็มีความสุข จะทำการทำงานก็มี “ความสุข...”

 


คนเขามีบ้านมีที่อยู่อาศัย มีข้าวของเงินทอง เขามีความสุข นั่นมันเป็นความสุขทางกาย มันเป็นบ้านทางกาย บ้านทางใจได้แก่สัมมาสมาธิ สมาธิคือตัวของความสุข ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ กายกับใจมันต้องอยู่ด้วยกัน


เราทำงานเราก็มีความสุขกับการทำงาน เราปฏิบัติอย่างนี้ชีวิตประจำวันของเราก็มีความสุข


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “พระอริยเจ้า พระโสดาบันมีความสุขมากกว่าเศรษฐีที่ยังเป็นปุถุชน เพราะความสุขของคนเราอยู่ที่ใจสงบ อยู่ที่ใจไม่มีปัญหา”


ถ้าเรามีเงินมาก ทรัพย์มาก แล้วมีความหลงมากมันก็มีความทุกข์มาก มันเผาทั้งตัวเอง เผาทั้งคนอื่น เพราะความสุขที่เราได้มามันได้มาจากความทุกข์ยากลำบากของคนอื่นของสัตว์อื่น


คนที่มีความหลง มีความติดสุข ส่วนใหญ่แสวงหาทรัพย์ ลาภ ยศ จากความยากลำบาก ของคนอื่น แต่ตัวเองไม่รู้ตัว มันมืด กลางวันมันก็มืด กลางคืนมันก็ยิ่งมืด มันถูกเผาทั้งกลางวันกลางคืน ไม่ใช่ความสุขแต่มันเป็นความหลง


ให้ทุกท่านทุกนเข้าใจว่ามันไม่ใช่หนทางแห่งความสุขความดับทุกข์ แต่มันเป็นหนทาง แห่งกรรมแห่งเวรในวัฏฏะสงสารไม่มีวันจบไม่มีวันสิ้น...


พระพุทธเจ้าท่านจึงเมตตาตรัสว่า คนรวยและเทวดาส่วนใหญ่เมื่อหมดอายุขัยแล้ว ตายไปตกนรกกันเยอะ เพราะหลงมัวเมาเพลิดเพลินในความสุข


เราอย่าไปน้อยอกน้อยใจ เราไม่มียศมีตำแหน่งเหมือนเขา ให้ยินดีพอใจ รู้จักทำใจให้สงบ ทำใจให้พอ มันก็มีความสุข


ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า ท่านมีเพียงผ้านุ่งผ้าห่ม รองเท้าก็ไม่มี ร่มก็ไม่มี ตั้งแต่เสด็จ ออกบรรพชาจนเสด็จดับขันธปรินิพพานท่านก็ไม่มีอะไร แต่ท่านก็เป็นผู้ที่มีความสุขที่สุดในโลก


เราอย่าพากันน้อยอกน้อยใจ ให้พากันยินดีในการรักษาศีล พวกนั้นเขารวยไป มีลาภยศสรรเสริญไปก็ช่างหัวเขา ช่างหัวมัน เราอย่าพากันง่อนแง่นคลอนแคลน

 

Large_job002


มีคนหลาย ๆ คนคิดว่า การรักษาศีล การปฏิบัติธรรม มันเป็นสิ่งที่ทำยาก เพราะชีวิตที่อยู่ ในบ้านในที่ทำงาน อยู่ในสังคม มันไม่สะดวกแก่การประพฤติปฏิบัติธรรม


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนี้นะ ท่านตรัสว่าทุกท่านทุกคนกำลังเข้าใจผิด มีความเห็นผิด การประพฤติธรรม การรักษาศีลปฏิบัติธรรมนั้น เราต้องรักษาอยู่ที่บ้านของเรา อยู่ที่ทำงานของเรา ที่นั้นแหละมันเป็นที่เหมาะสมที่เราจะต้องประพฤติปฏิบัติธรรม


ที่มันมีคนนิสัยไม่ดี ที่มันมีลาภยศยั่วยวนทางจิตใจ สถานที่นั่นแหละเหมาะสมที่จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรม


ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น ไม่มีคนแบบนี้ เราก็ไม่มีโอกาสได้รักษาศีล ไม่มีโอกาสได้ประพฤติ ปฏิบัติธรรม


เราเป็นญาติเราเป็นโยม เราต้องปฏิบัติธรรม รักษาศีลที่บ้านของเรา วันพระวันหยุด เราจึงค่อยมารักษาที่วัด


เรามีการงานมาก ทั้งเรื่องดูแลตัวเอง ดูแลพ่อแม่ลูกหลานลูกน้องพ้องบริวาร เราก็ต้องปฏิบัติธรรมรักษาศีลที่บ้านของเรา ที่ทำงานของเรา

 

Large_job007


ครั้งพุทธกาล ฆราวาสญาติโยมที่เข้าใจในความหมายของการประพฤติปฏิบัติธรรม เขาก็รักษาศีลปฏิบัติที่บ้านในชีวิตประจำวัน


คนเราทุกวันนี้ยังพากันเข้าใจผิดอยู่มาก อยู่ในบ้านพากันคิดว่าไม่ใช่วัด ไม่ใช่สถานที่ ปฏิบัติธรรม เลยพากันทั้งศีลทิ้งธรรมจนไม่เหลืออะไรเลย ไปทางโลกหมดตัวเลย กินเหล้าเต็มที่เลย ดูหนังฟังเพลงเต็มที่ อันนี้มันเป็นความเข้าใจผิด เราจะให้ทุกอย่างมันพร้อมไปหมด เราจึงจะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมมันเป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้จบเรื่องใหม่มันก็มาอีก เพราะนี้มันเป็นโลก มันเป็นสังสารวัฏ มันเป็นอย่างนี้


พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักรู้แจ้งนะ…


เราเกิดมาในโลกนี้ เราต้องรู้จักโลก เราหลงไปเรื่อยมันจะประเสริฐได้อย่างไร...?


เราปฏิบัติศีลที่บ้าน ปฏิบัติธรรมที่บ้านที่ทำงาน ให้เอาศีลเอาวัตรปฏิบัติเป็นหลักจิตหลักใจ

 

Large_2501201102


ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจ การปฏิบัติธรรมมันไม่ได้ขัดอะไรกับโลก


คนดี คนมีเมตตา มันจะไปขัดกันกับอะไรกับโลก โลกนี้เขามีแต่คนต้องการคนดี คนมีเมตตา เราพูดดี ๆ พูดให้กำลังใจคนอื่น พูดเพราะ ๆ เพราะตอนนี้ทุกคนไม่ค่อยมีกำลังใจ โลกนี้ไม่มี ความสามัคคี


ถ้าเราเป็นคนดีคนเมตตาอย่างนี้มันก็ไม่ขัดกับโลก เพราะทุกคนมีความปรารถนา มีความต้องการคนดีทั้งนั้น

 


ให้รู้จักกาลเทศะในการพูด...


บางทีคนเรามันก็ปากไม่ดีเหมือนกันนะ ชอบพูดมาก พูดไม่หยุด


ทุก ๆ ที่อยู่ร่วมรวมกัน ไม่ชอบคนที่ชอบพูดแบบมีปากติดระเบิด

คนส่วนใหญ่ชอบมีปากติดระเบิด บางคนลูกเล็ก บางคนลูกใหญ่ บางคนพกหลายลูก


เราต้องเอาระเบิดออกจากปาก อย่างนี้แหละชาวโลกเขาต้องการ ทำไมเราจึงจะปฏิบัติไม่ได้ เพราะบุคคลเช่นนี้โลกเขากำลังต้องการ โลกกำลังขาดแคลนบุคคลเช่นนี้มากอยู่


ถ้าเราทำดี ทุกคนก็รัก ทุกคนก็ต้องการ ทุกคนต้องการคนขยัน ต้องการคนเสียสละ ต้องการคนรับผิดชอบ ต้องการคนกระตือรือร้นในการทำความดี ทุกคนรักทุกคนชอบ เด็กก็ชอบ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ชอบ เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายทั้งปวง

 


เราอย่าไปคิดว่ามันขัดกับโลกเขา มันเป็นสิ่งที่เกื้อกูลโลก มันเป็น “ปูชนีย” ให้กับตัวเอง เป็น “ปูชนีย” ให้กับบุคคลอื่น


เรามาคิดดู ทำไมจึงเป็นอย่างนี้...?


เพราะความดี เพราะปฏิปทา เพราะเราเดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ชีวิตของเรามันจึงมีความหมาย ชีวิตเช่นนี้จึงสมควรที่จะฉลองวันเกิดที่ได้เกิดมา เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ของการเกิดมา


เราอย่าไปมองดูคนรวย ๆ ข้างเราที่เขาไม่ปฏิบัติธรรม ให้เรามองไปถึงพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มองแล้วมันมีความสุข มันได้กำลังใจ


ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นของดีแล้ว ถูกต้องแล้ว เราไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เราเพียงประพฤติตามปฏิบัติตาม


ให้ทุกท่านทุกคนพากันเข้าในเรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรม เราต้องปฏิบัติที่บ้านของเรา ปฏิบัติที่ทำงานของเรา ปฏิบัติทุกที่ที่เราอยู่

Large_0702201102


ทุกท่านทุกคนต้องกลับมาหาตัวเอง มีความสุขในการประพฤติปฏิบัติของเรา

เรามามองดูว่านี่มันเรื่องไม่ยากเกิน ขอให้เราตั้งใจปฏิบัติ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะมองเห็นเรื่องที่มันสำคัญเป็นเรื่องไม่สำคัญไป

หวังว่าทุกท่านทุกคนจะเข้าใจเรื่องของการประพฤติปฏิบัติของตัวเอง จะได้ละสิ่งที่มันกำลังติด มันกำลังหลงอยู่นี้แหละ


ความหลงนี้มันละยากกว่าทุกอย่าง เพราะว่ามันเป็นสิ่งเสพติด


พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสคำว่า “ตัดสังโยชน์” ตัด หมายถึงเราต้องตายจากสิ่งนั้น ตายจากโลกธรรมในจิตใจ ตัดแต่ละอย่างมันจึงหวั่นไหวไปหมด


เราอาศัยศีลนี้ตัดสิ่งที่มันหยาบ สมาธิตัดในเรื่องกลาง ๆ เราเอาปัญญาตัดสิ่งที่มันละเอียด ที่มันหลงอยู่ เราจะได้แก้ปัญหาให้กับตัวเองได้


เรื่องต่าง ๆ ปัญหาต่าง ๆ มันอยู่ที่ตัวเราเอง


มีเลือดเนื้อก็ให้ถวายชีวิตต่ชอพระรัตนตรัย มอบกายถวายชีวิตให้กับการประพฤติปฏิบัติ เอาศีลเป็นที่ตั้ง เอาธรรมเป็นที่ตั้ง จะทำแต่ความดี ก้าวไปด้วยความดี เป็นผู้เที่ยงแท้แน่นอน ต่อมรรคผลพระนิพพาน…

 

 

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
วันเสาร์ที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕