การแสดงแสง สี เสียง (Light & Sound) คือการแสดงบทบาทสมมุติ ที่มีเบื้องหลังหรือฉากหลังเป็นโบราณสถาน ซากปรักหักพังของก้อนอิฐ ศิลาแลง สถานที่สำคัญต่างๆ โดยใช้แสง และเสียง ขับเน้นให้เกิดความรู้สึกยิ่งใหญ่ อลังการ มักมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คน ประวัติศาสตร์สถานที่ ประวัติศาสตร์ชุมชน
การแสดงแสง สี เสียงจะนำมาแสดงครั้งแรกในประเทศไทยที่ใดไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน แต่เท่าที่ทราบการแสดงแสง เสียงได้ทำการแสดงมานานแล้ว และเป็นการแสดงที่แพร่หลายคล้ายเป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาจนเป็นประเพณี ก่อเกิดเป็นงานประจำปีที่ขาดไม่ได้ในหลายแห่ง ถึงขั้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยื่นมือเข้ามาร่วมจัด ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเอาจริงเอาจัง ตลอดจนลุกลามไปยังการจัดงานที่ต้องการความยิ่งใหญ่ อลังการโดยทั่วไป
การแสดงแสง สี เสียง ในประเทศไทย มีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้น มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ถึงกระนั้นการแสดงแสง เสียงก็ยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งมีเสียงสะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นเปลืองและโทษของการใช้แสง เสียง อย่างจริงจัง
สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้กล่าวไว้ว่า (มติชน พฤหัสบดีที่ 11 พ.ย. 2553) “...แสงสีเสียงเป็นเทคโนโลยีใหม่ของสังคม“ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา... นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร บอกผู้สื่อข่าวว่า “กรมศิลปากรหารือกับทางจังหวัดที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อุทยานฯ ว่าไม่ควรจัดตามกระแสมากไป เพราะจะทำให้โบราณสถานอยู่ในสภาพเสียหายได้ คณะกรรมการมรดกโลกแสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ จึงร้องขอประเทศสมาชิกที่มีโบราณสถานขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้ลดจัดงานแสดงแสงสีเสียงลง หากยังจัดงานตามกระแสท่องเที่ยวมากเกินไป องค์การยูเนสโกก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ แล้วรายงานกลับไปยังคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ดีต่อประเทศไทย”
นางโสมสุดา อธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะกรรมการมรดกโลก กล่าวเพิ่มเติมว่า (ไทยโพสต์ 7 พ.ย. 2553) “...ได้แจ้งให้หน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากรในพื้นที่ดูแลรับผิดชอบเขตโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเข้าหารือกับทางจังหวัดที่กำลังจะจัดงานแสง สี เสียง ในเขตโบราณสถาน ขอความร่วมมือช่วยลดการจุดพลุ ตะไลและดอกไม้ไฟ รวมทั้งลดระดับเสียงจากลำโพง เนื่องจากตนมีความเป็นห่วงว่าการจัดงานแสง สี เสียง จะส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน การจุดพลุและเปิดเสียงดังมากเกินไปนั้นจะทำให้โบราณสถานสั่นสะเทือน และอาจมีสะเก็ดไฟกระเด็นโดนตัวโบราณสถานจนได้รับความเสียหาย การเปิดแหล่งประวัติศาสตร์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมนั้นมีหลายวิธี แต่การจัดงานแสง สี เสียง เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมนั้น ในต่างประเทศไม่จัดกันแล้ว เพราะมีผลกระทบเชิงลบต่อตัวโบราณสถาน ล่าสุดเพิ่งจะไปดูการจัดงานที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เห็นการจุดพลุประชิดตัวโบราณสถานมากทำให้รู้สึกเป็นห่วง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรเข้ามาสำรวจความมั่นคงของโบราณสถานอย่างเป็นรูปธรรม จึงไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าโบราณสถานจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่คิดว่าจะต้องมีผลกระทบอย่างแน่นอน...”
ประยุกต์แสง สี เสียง เพื่อสังคมทันสมัยและพัฒนา”
ในขณะที่การแสดงแสง สี เสียง มีค่าใช้จ่ายสูง มีกระแสของความขัดแย้ง ประกอบกับมีผลกระทบต่อโบราณสถานตลอดจนสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผู้เขียนนำเสนอแนวทางประยุกต์และปรับปรุง ดังนี้
หนึ่ง ยังคงชุดการแสดงแสง สี เสียง แต่ลดความยิ่งใหญ่ อลังการลง ลดแสง ลดเสียง ลดพลุใช้ให้น้อย หรือเปลี่ยนเป็นประทัดแทน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดมลภาวะ ลดผลกระทบที่จะบังเกิดขึ้น และที่สำคัญนานๆ แสดงสักครั้ง สอง ประยุกต์จากการแสดงแสง สี เสียง มาเป็นการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ หรือการถ่ายทอดด้วยการแสดงละคร ละครประกอบเพลง เพราะเรื่องราวของประวัติศาสตร์ เรื่องราวของคน ของชุมชน ของสถานที่ สามารถถ่ายทอดด้วยหลากหลายวิธีการ ยกตัวอย่าง เช่น ละครสุดฮิต “แดกังกึม” จอมนางแห่งวังหลวง , ยอดนักรบนามจะเด็ดแห่ง “ผู้ชนะสิบทิศ”, “ขุนเดช” ละครทีวีอันโด่งดัง
แดจังกึม (http://www.doseries.com/serie198.html) สร้างมาจากเรื่องจริงของประวัติศาสตร์เกาหลี นำเสนอเรื่องราวของ แดจังกึม หญิงสาวคนแรกของเกาหลีที่เป็นแพทย์รักษาอาการเจ็บป่วยให้กับเชื้อพระวงศ์ เธอเป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวสามัญชนที่มีฐานะยากจน สูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็ก แต่โชคก็ยังเข้าข้างเมื่อเธอได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาการปรุงอาหารในพระราชสำนัก ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาดจึงทำให้เธอกลายเป็นแม่ครัวมือหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากเชื้อพระวงศ์ ต่อมาเธอถูกใส่ร้ายว่าวางยาพิษกษัตริย์จุงจง จึงถูกขับไล่ออกจากวัง แต่ภายหลังเธอก็ได้ไปศึกษาวิชาแพทย์และสามารถกลับมารักษาพระองค์ได้ในที่สุด
ผู้ชนะสิบทิศ (http://th.wikipedia.org/) เป็นนิยายที่ยาขอบ หรือโชติ แพร่พันธุ์ ได้หยิบพงศาวดารพม่า เพียง 8 บรรทัด มาเขียน จนโด่งดังถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ละครเวที และภาพยนตร์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ในการฉายเป็นภาพยนตร์นั้น มีเพลงประกอบที่เป็นที่รู้จักและยังติดอยู่ในความทรงจำตราบจนปัจจุบัน 2 เพลง คือ "บุเรงนองลั่นกลองรบ" ขับร้องโดย สุเทพ วงศ์กำแหง และ "ผู้ชนะสิบทิศ" ขับร้องโดย ชรินทร์ นันทนาคร ...เจ็บใจ คนรักโดนรังแก ข้าจะเผาเมืองแปร ให้มันวอดวายจะตาย ให้เขาลือชาย จะให้เขาลือชาย ว่านามชื่อกู ผู้ชนะสิบทิศ ผู้ชนะสิบทิศ... ยังคงซาบซึ้งตรึงใจผู้ฟังเสมอมา
ขุนเดช ที่ "สุจิตต์ วงษ์เทศ" สร้างให้คนธรรมดาคนหนึ่ง ลุกขึ้นปกป้องโบราณสถานที่จังหวัดสุโขทัยซึ่งถูกคนโลภลักลอบเข้ามาขโมยเพื่อนำไปขาย ด้วยความรุนแรงในรูปแบบของเขาเอง อันทำให้เป็นวีรบุรุษบาป ตลอดจนเป็นฮีโร่พันธุ์ไทยในสายตาของผู้คน “ขุนเดช” ถูกสร้างเป็นครั้งที่ 3 ครั้งแรกเป็นหนังที่แสดงโดยสมบัติ เมทะนี ครั้งที่ 2 ถ่ายทอดบทบาทโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง และ ครั้งนี้ โดย วีรภาพ สุภาพไพบูลย์
สาโรจน์ มณีรัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า (มติชน อาทิตย์ที่ 22 เม.ย. 2555 หน้า 17) “...“สุจิตต์” เพียงต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของ “อามหา” หรือ “ขุนเดช” อดีตลูกจ้างชั่วคราวกรมศิลปากร ที่มีความรัก และหวงแหนในศิลปะโบราณสถาน และโบราณวัตถุของชาติ แต่ด้วยมีคนใจบาปมาลักลอบตัดเศียรพระเพื่อนำไปขาย จึงทำให้ “อามหา” หรือ “ขุนเดช” คิดวิธีกำจัดแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน...จนปี 2512 พ็อกเก็ตบุ๊กเรื่องขุนเดชจึงวางจำหน่ายตามแผงหนังสือทั่วไป “ขุนเดช” เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อเดือนธันวาคม 2527...”
จะเห็นได้ว่า “แดจังกึม” เป็นเรื่องอิงประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งๆ ที่หลักฐานมีน้อยและคลุมเครือ สามารถสร้างเป็นเรื่องยาว นำเสนอวัฒนธรรมอาหารได้เป็นอย่างดี โด่งดังในหลายประเทศ อีกทั้งยังแฝงไว้ด้วยข้อคิด “ผู้ชนะสิบทิศ” จากพงศาวดารพม่า เพียงแค่ 8 บรรทัด สร้างให้ยอดนักรบนามจะเด็ด และหญิงงามตะละแม่จันทรา ตะละแม่กุสุมา ตราตรึงอยู่ในใจผู้คน ส่วน “ขุนเดช” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปลุกจิตสำนึกรัก หวงแหนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ตลอดจนสอดแทรกความรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีของชาวสุโขทัย ทั้งสามเรื่องต่างสร้างความนิยม ความประทับให้แก่ผู้ชม
เราสามารถนำเรื่อง “แดจังกึม” “ผู้ชนะสิบทิศ” มาเป็นแบบอย่างในการเขียนเป็นละครอิงประวัติศาสตร์ชาติ อิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในแบบฉบับไทยๆ แล้วนำมาแสดงถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตลอดจนปลุกจิตสำนึก สอดแทรกเรื่องราวที่เราต้องการให้แก่ผู้คนในสังคมได้รับทราบ ส่วน “ขุนเดช” นั้นสามารถนำมาแสดงเป็นละครให้จบในเวลา 1- 2 ชั่วโมงได้เลย หรือจะเขียนใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ทันเหตุการณ์ แต่แฝงไว้ด้วยสาระ ความรู้ ความบันเทิง การสร้างจิตสำนึกรักท้องถิ่น
ข้อเสียประการหนึ่งของการแสดงแสง สี เสียงคือ มักจะเป็นเรื่องซ้ำๆ ทำให้คนเบื่อหน่าย คงไม่มีใครอยากเข้าไปชมแสง สี เสียงที่แสดงเหมือนกันทุกปี นักท่องเที่ยวต่างแสวงหาความสุข ความสนุก ความแปลกแตกต่าง และนี่ก็คือเหตุผลหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่ลดลงของงานประเพณีประจำจังหวัด แต่การแสดงละครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปีเพื่อไม่ให้เกิดความจำเจ แถมยังได้นำเสนอเรื่องราว สาระ ความรู้ในโครงเรื่องที่หลากหลาย ประยุกต์ (นำความรู้ในวิทยาการต่างๆ มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์) “โรงละครสยามนิรมิต” “รัชดาลัยเธียเตอร์” ของชาวกรุงเทพฯ มาเป็น “โรงละครบนลานดิน” ของชาวต่างจังหวัด
ทุกท้องถิ่น ทุกชุมชนต่างมีความเป็นมา มีศิลปะ วัฒนธรรม มีวิถีชีวิต อาหารการกิน การแต่งกาย ผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้า OTOP ฯลฯ ที่แตกต่างกันออกไป สามารถนำมาผูกเป็นเรื่องถ่ายทอดผ่านตัวแสดงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ เครื่องมือในการปลุกจิตสำนึกในเรื่องต่างๆ ได้อีกด้วย ควรแสวงหาความร่วมมือจาก โรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยใกล้บ้านมาร่วมดำเนินการ เพราะสถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่มีชมรมการแสดง ชมรมอาสาพัฒนา ตลอดจนมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่จะมาเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้จัดแสดง อันจะเป็นการส่งเสริมภารกิจของสถาบันการศึกษาในการรับใช้สังคม
ในทุกสังคมนั้นย่อมมีคนเก่ง บางแห่งคนเก่งยังไม่ถูกค้นพบ หรือ คนเก่งยังขาดโอกาสที่จะแสดงความรู้ความสามารถออกมา หรือคนเก่งถูกหลงลืมไป ดังนั้นควรเปิดโอกาสให้มีการคิด มีการเขียน มีการแสดง อย่างกว้างขวาง บางท้องถิ่นมีต้นทุนอยู่แล้ว หรือมีการเขียนเรื่องราวเอาไว้ เช่น อุบลราชธานี มีลูกอีสาน "คำพูน บุญทวี" สุโขทัย มีครูบ้านนอก “นิมิตร ภูมิถาวร” ทั้งสองท่านได้เขียนไว้มากมาย บางเรื่องได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว
สุจิตต์ วงษ์เทศ ไม่ได้หวงผลงานของท่าน “...ขุนเดชไม่ใช่ของผม เพราะหมดสิทธิ์ตั้งแต่แรกเป็นเรื่องสั้น พิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว” (มติชน ศุกร์ที่ 27 เม.ย. 2555 หน้า 20) และคงจะดีใจที่มีการยกเลิกการแสดงแสง สี เสียง เปลี่ยนมาเป็นการแสดงละครแทน อาจเป็นเรื่องใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “ขุนเดช” หรือ “ขุนโดด” ลูกขุนเดช “ขุนเทพ” หลานขุนเดช เรื่องของนายยศยง สนธยา นางสาวนันทิยา ฯลฯ
ผู้เขียนมิได้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ “ขุนเดช” เพียงแต่มีความประทับใจ “ภารกิจ” ของ “ขุนเดช” เหมือนกับคนไทยค่อนประเทศ จึงอยากที่จะเห็น “ขุนเดช” ออกมาโลดแล่นในลักษณะตัวเป็นๆ โดยมีโบราณสถานสุโขทัย หรือศรีสัชนาลัยเป็นฉากหลัง แสดงต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะ “ขุนเดช” มีความโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นแนวอนุรักษ์ สอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สุโขทัยได้ดีอีกด้วย
จงเป็นขุนสุโขทัยในสยาม อยู่เหนือความเชื่อโลก นรก สวรรค์
เป็นขุนเดช จิระเดชเพศสามัญ เป็นเสื้อคำสำคัญสุโขทัย
ให้ในน้ำมีปลานาเต็มเข้า เมืองบ่เอาอันระบอบจกอบไพร่
ทั้งอิฐดินหินผาพนาลัย มันผู้ใดทำลายอย่าไว้มัน ฯ.
สุจิตต์ วงษ์เทศ
...สวัสดีครับคุณวิทยา เห็นด้วยน่าจะมีการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์หรือแนวอื่นๆที่แหวกแปลกไป
ขอบคุณมากครับท่าน พ.แจ่มจำรัส ที่ได้กรุณาแวะมาอ่านและได้ร่วมแสดงความคิดเห็น