โรงเรียนใกล้บ้าน

 

ช่วงนี้คงจะใกล้เวลาเปิดเรียนกันแล้ว  ผู้ปกครองที่ยังมีลูก

หลานอยู่ในวัยเรียนก็คงจะต้องมีภาระให้ต้องคิด ต้องทำกัน

อีกมากมาย  เด็ก ๆ ที่จะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนใหม่ ก็คง

ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าเด็ก ๆ ที่ยังอยู่โรงเีรียนเดิมใน

ขณะที่เด็ก ๆ เล็ก ๆ อีกหลาย ๆ คน ก็เพิ่งจะมีโอกาสเข้าเรียน

เป็นครั้งแรก เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นกันทั้งเด็กทั้งผู้ปกครอง

 

สมัยที่คุณมะเดื่อเป็นเด็ก ๆ " โรงเรียนใกล้บ้าน " จะเป็น

โรงเรียนที่ผู้ปกครองเลือกเป็นอันดับแรกในการให้ลูกหลาน

ได้เข้าเรียน  แต่....เดี๋ยวนี้คงไม่เป็นอย่างนั้น  ในทัศนะของผู้

ปกครอง (ชาวบ้านส่วนมาก) กลับส่งลูกหลานไปเรียน

"โรงเรียนไกลบ้าน"  ชนิดต้องตื่นแต่เช้ามืด นั่งรถรับส่ง

นักเรียน ทั้ง ๆ ที่ลูกหลานหลาย ๆ คนเพิ่งเข้าเรียนชั้นอนุบาล

เด็ก ๆ ต้องขึ้นรถไปโรงเรียนตั้งแต่ หกโมงเช้า (บางราย ตี 5

กว่า ๆ) ทั้ง ๆ ที่อายุ 4 - 5 ขวบ ( บางรายยังไม่ 4 ขวบก็มี)  

แล้วคิดดูว่า...เด็กจะต้องตื่นนอนตั้งแต่เวลาเท่าไร และกว่าจะ

กลับถึงบ้านก็เย็นย่ำแล้ว

  ที่คุณมะเดื่อกล่าวถึงตรงนี้ ต้องขอบอกว่า เป็นเหตุการณ์ที่

พบเห็นอยู่ในละแวกบ้านคุณมะเดื่อนะ เป็นชนบทที่เกือบ ๆ จะ

ไกลปืนเที่ยงแหละ ไม่ใช่ในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ ๆ

 

คุณมะเดื่อเคยไถ่ถามชาวบ้านที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองว่าทำไม

ไม่ให้ลูกหลานเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ( ทั้ง ๆ ที่ โรงเรียนอยู่

หน้าบ้าน มีเพียงถนนกั้นเท่านั้น) คำตอบที่ได้คือ " มันมีเรื่อง

ไม่ชอบใจหลาย ๆ อย่าง ครูพูดจาไม่เพราะหู ไม่เป็นกันเอง  

สอนมั่งไม่สอนมั่ง  มาโรงเรียนก็สาย เด็ก ๆ เข้าแถวเชิญ

ธงชาติกันเอง  ครูใหญ่(ชาวบ้านมักเรียกผู้อำนวยการ

โรงเรียนว่า ครูใหญ่) ก็ไม่เอาใจใส่ดูแล ห่วงแต่เรื่องอะไรก็

ไม่รู้ ..เด็กก็อ่านหนังสือไม่ค่อยจะออก "  ....

" โอ้โฮ..! โรงเีรียนอะไรจะ ... สาหัสสารพัดแย่สมบูรณ์

แบบ...ไปทุกอย่าง (ในสายตาชาวบ้าน) อย่างนี้....."

(อันนี้คุณมะเดื่อคิดเองนะ ก็คงจะมีส่วนจริงมั้ง

เพราะโรงเรียนนั้นมีเด็กอยู่ยี่สิบสามสิบคนเอง ทั้ง ๆ ที่อยู่ใน

หมู่บ้านใหญ่ เด็ก ๆ ในวัยเรียนระดับประถมก็มีอยู่มาก

คุณมะเดื่อยังถามอีกว่า การให้ลูกหลานไปเรียนในเมือง  

ไกล ๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ นอกจากค่าเรียนแล้ว ยังค่ารถ

อีกจะเป็นภาระอีกมาก จะไม่ลำบากหรือ  คำตอบก็คือ " ไม่

เป็นไร ก็ต้องทนไป ให้ลูกได้หนังสือ ครูเอาใจใส่เด็ก

ดูแลเด็กให้ดีก็พอแล้ว" ... กับคำตอบนี้คุณมะเดื่อ

" No comment " ละกัน

 

ค่านิยมอีกอย่างหนึ่งที่คุณมะเดื่อเห็นอยู่บ่อย ๆ ก็คือ "การ

เรียนพิเศษหลังเลิกเรียน และในวันหยุด " ค่าเล่าเรียนคิดเป็น

ชั่วโมงก็มี เป็นเดือนก็มี เด็กที่ไปเรียนมีตั้งแต่ระดับอนุบาลขึ้น

ไป

 

เหตุผลที่ผู้ปกครองนิยมให้ลูกหลานไปเรียนพิเศษ ( โดย

เฉพาะเด็กอนุบาลและประถม ) ก็คือ 1. อยู่บ้านแล้วเด็กจะ

เที่ยวซุกซน ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแล  2.ไปเรียนพิเศษแล้วครู

ให้ทำการบ้าน อยู่บ้านผู้ปกครองเตือนเท่าไรก็ไม่ทำ 3. เด็ก

เรียนอ่อน ให้ไปเรียนพิเศษเผื่อจะดีขี้น  4. เห็นเขาเรียนกัน ก็

ให้เรียนบ้าง  ( เรื่องนี้สำหรับคุณมะเดื่อก็ No comment จ้ะ)

 

 

ก็คงจะพอสรุปได้ว่า เพราะ "ค่านิยม+สภาพทั่วไปของ

จัดการศึกษา" ของโรงเรียนใกล้บ้าน จึงทำให้ โรงเรียนใกล้

บ้านในชนบทไทย (อาจจะทั่วไป)ไม่ใช่โรงเรียนที่ชาวบ้านจะ

เลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนเป็นโรงเรียนแรก อีกต่อไป  มาถึง

ตรงนี้ ทำให้คุณมะเดื่อนึกถึงคำที่ " มาร์ติน  วิลเลอร์" ฝรั่ง

หัวใจไทย (ทุก ๆ ท่านคงคุ้นชื่อนี้กันดีอยู่แล้ว) ได้ให้

สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งนานมาแล้ว ซึ่งพิธีกรถาม

มาร์ตินว่า จะให้ลูกเรียนที่ไหน มาร์ตินบอกว่า ต้องตามใจ

ภรรยาทั้ง ๆ ที่ใจอยากให้เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน แต่ขัด

ภรรยาไม่ได้คำตอบตอนหนึ่งของมาร์ตินเกี่ยวกับโรงเรียนซึ่ง

คุณมะเดื่อชอบใจคือ

" โรงเรียนที่ดีที่สุดและได้มาตรฐาน ในอังกฤษ คือ ครู 1 คน

ต่อนักเรียน 15 คน  แต่โรงเรียนของไทยน่าจะดีมีมาตรฐาน

กว่า เพราะแถวชนบท (อีสาน) มีครู 1 คน ต่อนักเรียนไม่ถึง

10 คน แต่ผู้ปกครองกลับให้ลูกหลานไปเรียนในเมืองใหญ่

โรงเรียนใหญ่ ที่มีครู 1 คน ต่อนักเรียน 30 - 40 คน" ....

 

บันทึกนี้คุณมะเดื่อเขียนขึ้นเพราะรู้สึกเห็นใจทั้งผู้ปกครอง ทั้ง

คุณครู และโดยเฉพาะ " ห่วงใยการศึกษาและอนาคต" ของ

ไทย ที่ยังหาทิศหาทางของตัวเองไม่ได้  ปี 2558 ก็จะเข้าสู่

ประชาคมอาเซียนแล้ว  ลองกลับมาถามตัวเองเล่น ๆ ดูว่า มี

อะไรที่พร้อมสำหรับเป็นประชาคมอาเชียนหรือยัง....สำหรับ

คุณมะเดื่อก็ขอตอบตัวเองทันทีว่า " ยัง ยัง ไม่มีเลย" แต่คน

อื่น ๆ อาจจะพร้อม หรือกำลังเตรียมพร้อมอยู่ก็ได้

 

 

           (มาร์ตินและครอบครัว)

 

................................................