ในบันทึก "เปลี่ยนสัญชาติญาณครู" ของอาจารย์หมอวิจารณ์นั้น ท่านได้กล่าวว่า

"สัญชาตญาณครูในอดีตจนถึงปัจจุบันคือ “สอน” แต่ในโลกยุคใหม่ ยุคศตวรรษที่ ๒๑ ครูต้อง “ไม่สอน” เปลี่ยนไปชวนศิษย์คิดและทดลองทำ เพื่อให้ศิษย์เรียนรู้จากการลงมือทำ"

เรื่องนี้น่าสนใจมากครับ และผมคิดว่านอกจากเปลี่ยนสัญชาติญาณครูแล้ว ต้องเปลี่ยนสัญชาติญาณศิษย์ด้วยครับ

ในสัญชาติญาณเก่า (ของครูคือ "สอน" ส่วนศิษย์คือ "ฟังครูสอน" นั้น) ครูที่ไม่สอนจะถูกศิษย์เพ่งเล็งว่า "ครูคนนี้ไม่สอน ให้ทำแต่งาน" แล้วยิ่งถ้ามีระบบ research grants เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วจะกลายเป็นว่า "ครูคนนี้ไม่สอน ให้ทำแต่งานที่ได้เงิน" ไปโน่นครับ โดยไม่คิดว่า "เงิน" ที่ได้มานั้นคือเงินเดือนตัวเองและคือเงินที่ตัวเองได้ใช้การซื้อหาทรัพยากรการเรียนต่างๆ เพราะผู้เรียนไม่ได้มีสัญชาติญาณ (หรือ conscious) ที่จะเข้าใจนั่นเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เพราะในประเทศไทยเรานั้นการเรียนแบบการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่น้อยมาก แม้ในยุคที่มีการส่งเสริมมหาวิทยาลัยวิจัยอย่างปัจจุบันเราก็ยังแทบจะไม่เห็นครับ

ไม่นานมานี้ผมเห็นประกาศ "เรียนฟรี มีเงินเดือน" ของคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มอ.ภูเก็ต เห็นแล้วก็ชื่นชมความเอาจริงเอาจังด้านบัณฑิตศึกษาของคณะนี้ครับ

ผมเองเมื่อก่อนเคยทำอย่างนั้นโดยใช้ทุนของ สสส. ในโครงการ GotoKnow นี่ล่ะเป็นทุนในการสนับสนุนการเรียนของนักศึกษา ผมไม่ได้อยากจะทำเว็บไซต์ ถ้าผมชอบทำเว็บไซต์ผมคงไปทำธุรกิจไปแล้ว แต่ผมถูกสอนมาให้สนุกกับการวิจัยและอยากมีชีวิตไปด้านนั้นกว่า ดังนั้นทุนอะไรเข้ามาผมก็ผันไปเป็นทุน "ฝึกเรียนฝึกรู้" ของผมกับผู้เรียนไปหมด

การเรียนแบบการทำงานนี่สนุกตรงที่ผู้สอนไม่ได้ "เทศน์" ความรู้เก่า แต่ได้เรียนรู้ไปกับผู้เรียนตลอดเวลา อาจารย์ผมสอนว่าความสนุกอยู่ที่ผู้เรียนจะเป็นผู้สอนเรา เพราะผู้สอนจะเรียนไม่ทันผู้เรียน และเมื่อไหร่ผู้สอนรู้ว่าผู้สอนไม่สามารถเรียนทันผู้เรียนได้จริงๆ แล้ว ก็คือเวลาให้จบการศึกษาได้

คำสอนนี้เป็นปรัชญาด้านการศึกษาที่ลึกซึ้งและดีอย่างยิ่ง แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนน้อยในสังคมไทยจะเข้าใจครับ

ผมเคยเจอนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรที่บอกตั้งแต่ตอนต้นว่าที่นี่ไม่สอนแต่ให้เรียน โดยหน้าที่ผู้สอนคือจะพยายามให้ทรัพยากรในการเรียนรู้ให้ดีที่สุด กลับเจอเด็กตั้งคำถามว่า "ทำไมเราไม่สอน" อยู่ตลอดเวลาครับ

เด็กบางคนพยายาม "แยกเรื่องเรียนจากเรื่องงาน" ทั้งๆ ที่เราให้มาเรียนรู้จากเนื้องาน ผมเคยบอกว่าเหมือนจะสอนว่ายน้ำ แต่เด็กไม่ยอมลงน้ำ จะให้สอนวิธีว่ายน้ำในห้องเรียน ซึ่งเรื่องนี้อธิบายเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจเพราะเราต้องไปต่อสู้กับสัญชาติญาณเก่าที่เด็กมีมาจากสังคมครับ

ที่น่าเศร้าที่สุดคือเด็กมองว่าเราใช้เขาเป็นเครื่องมือในการหาเงิน แต่เขาไม่รู้ว่าถ้าผมจะหาเงิน ผมไปสอนในหลักสูตรประเภท "จ่ายครบ จบแน่" นั้นดีกว่ามาก เพราะสอนในชั่วโมงจบก็จบกันไป ได้เงินแน่นอนและมากด้วย แต่ถ้าผมจะหาเงินจริงๆ ผมทำธุรกิจดีกว่า ความสามารถอย่างผมหาเงินได้สบายๆ เกินพออยู่พอกิน ผมไม่ได้โม้ เพราะผมไม่มีความจำเป็นต้องโม้กับใคร

ก่อนนี้ผมบ้าถึงขั้นจะทำหลักสูตร Master of Science in Management ไปโน่น เพราะเห็นว่าการเรียนการสอนด้านการจัดการในประเทศไทยเป็นแบบ MBA ทั้งนั้น ซึ่งไม่ได้มีการสร้างความรู้ใหม่ เพราะปรัชญาของหลักสูตรแบบ MBA คือการเตรียมความพร้อมให้กับคนที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งบริหาร

หลักสูตรแบบ MBA สร้างขึ้นมาในยุค 80s แล้วมาโด่งดังสุดๆ ในยุค 90s ซึ่งในปัจจุบันหลายๆ สำนักวิเคราะห์ว่าเจ้าหลักสูตร MBA นี่ล่ะที่ทำให้เศรษฐกิจโลกล่มกันมาหลายรอบ และบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทก็เจ๊งกับการใช้คนจบ MBA ทำงาน เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้ในการทำงานที่แท้จริง เปรียบแล้ว MBA เป็น wine cooler ไม่ได้เป็น aged wine นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้หลักสูตร Master of Science in Management น่าจะมีประเด็นที่น่าจะมีประโยชน์มากในการสร้างองค์ความรู้ด้านบริหารจัดการที่สอดคล้องกับสภาวะวัฒนธรรมและสังคมของประเทศไทย และแม้จะสร้างนักบริหารสำเร็จรูปไม่ได้ (ซึ่งไม่มีหลักสูตรไหน "สร้างได้" จริงๆ อยู่แล้ว) แต่ก็สร้าง "ผู้เรียนรู้" ที่พร้อมจะไปฝึกฝนให้เป็นนักบริหารได้

แต่ผมดีใจมากที่ผมไม่ได้ทำ เพราะถ้าผมบ้าทำ ผมก็คงมีกรรมไม่มีที่สิ้นสุดกับทั้งผู้สอนและผู้เรียนที่ไม่เข้าใจว่าผมทำอะไร เรียกว่าต้องลำบากหาเงินมาให้เรียนแล้วยังต้องถูกด่าอีก

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่นเขาไม่ทำกัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำ แต่เขาเรียนรู้มาก่อนผมว่าทำไปก็เปล่าประโยชน์ หาเวรกรรมใส่ตัวเปล่าๆ เพราะเป็นเรื่องที่เร็วเกินกว่าที่จะทำเพราะสังคมไทยยังไม่ได้รู้จัก "สัญชาติญาณการเรียนรู้" แบบนี้

ผมสังเกตดูจากสังคมไทยในปัจจุบัน ผมคิดว่ากว่าเราจะมีการเปลี่ยนแปลงสัญชาติญาณการเรียนรู้ได้ก็คงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าสิบปีครับ ก็คงต้องติดตามดูกันต่อไปครับ