สถานการณ์ทั่วไปของวงการณ์สลาก
ในปัจจุบันมีสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศล โดยสลากกินแบ่งรัฐบาลมีจำนวน 50 ล้านฉบับ หรือ 25 ล้านใบ สลากการกุศลมีจำนวน 20 ล้าน หรือ 10 ล้านใบ สลากกินแบ่งรัฐบาลจะอยู่ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติสลาก พ.ศ. 2517 สลากการกุศลจะอย่าภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระบบการจำหน่ายสลากปัจจุบันเป็นแบบการจำหน่ายขายขาด ไม่รับคืนให้กับตัวแทนจำหน่ายรายย่อยส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีการจัดสรรรายได้ดังนี้
สลากกินแบ่งรัฐบาล
- ร้อยละ 60 เป็นเงินรางวัล
- ไม่น้อยกว่าร้อยละ 28 เป็นรายได้แผ่นดิน รวมทั้งดอกและผลที่เกิดจากเงินรางวัลและรายได้เข้าแผ่นดิน
- ไม่น้อยกว่าร้อยละ 12 เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานและการจำหน่ายสลาก รวมทั้งดอกผลที่เกิดจากเงินสมทบเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสนง.สลากฯ (กล่าวคือกำหนดเป็นค่าบริหารจัดการเพื่อการจำหน่าย/ ส่วนลด ร้อยละ 9 กำหนดเป็นค่าบริหารจัดการสนง.สลาก ฯ ร้อยละ 3)
สลากบำรุงการกุศล
- ร้อยละ 60 เป็นเงินรางวัล
- ร้อยละ 27.5 ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ (สามารถทำข้อตกลงเพื่อปรับเปลี่ยนได้)
- ร้อยละ 0.5 เป็นภาษีการพนัน
- ร้อยละ 12 เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน
สถานการณ์ผู้ค้าสลากในปัจจุบันนั้น การจัดสรรโควตามีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยผู้ที่ได้รับโควตาส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคลที่ได้รับโควตาสลากจำนวนมาก ทำให้สามารถนำสลากที่ได้ไปจัดชุดและเพิ่มราคาขาย สามารถกำหนดราคาขายได้ รวมถึงมีการขายต่อสลากหลายช่วงทำให้ผู้ซื้อปลายทางต้องซื้อสลากราคาแพง นอกจากนี้ยังมีในส่วนขององค์กรการกุศลต่างๆที่ได้รับโควตาสลากซึ่งไม่ได้เป็นผู้ขายเอง แต่นำไปขายต่อให้กับยี่ปั๊วรายใหญ่ ซึ่งทำให้ยี่ปั๊วเหล่านั้น มีปริมาณสลากในมือมากกว่าโควตาที่ได้รับจริง
อีกหนึ่งสถานการณ์ที่น่าสนใจคือ เริ่มมียี่ปั๊วรายใหญ่เข้าสู่วงการผู้ค้าสลาก โดยแต่เดิมนั้น วงการสลากถือว่ามีห้าเสือกองสลากเป็นรายใหญ่ แต่ปัจจุบันมียี่ปั๋วทั้งระดับกลางที่รวบรวมจำนวนสลากจากองค์กรต่างๆและยี่ปั๋วรายใหญ่หน้าใหม่ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับวงการการเมืองเข้ามาสู่วงการผู้ค้าสลาก อาทิ บริษัทธรรมนัสการ์ด ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคุณนายแดงและพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต เป็นต้น
สถานการณ์ทั่วไปของการจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายสลากอัตโนมัติ
การจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติมีที่มา โดยเมื่อ 8 กรกฎาคม 2546 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้ดำเนินการโครงการออกสลากพิเศษแบบ 3 ตัว และ 2 ตัว ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 และระเบียบสำนักงานสลากฯ ว่าด้วยกองทุนเงินรางวัลสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว นิกส์ โดยวัตถุประสงค์ของการจำหน่ายเพื่อหารายได้มาจัดโครงการและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ แบ่งการดำเนินการออกเป็นสองระยะ คือ
- ระยะแรกเป็นการจำหน่ายด้วยระบบพิมพ์สลากใบ (เขียนด้วยมือ)
เริ่มจำหน่ายตั้งแต่งวด 1 สิงหาคม 2546 ยุติการจำหน่าย 1 ธันวาคม 2549 รวม 80 งวด
- ระยะที่สอง คือการจำหน่ายด้วยเครื่องจำหน่ายสลากอิเลกทรอนิกส์ (ยังไม่เคยเปิดจำหน่าย)
ราคาในการจำหน่าย มีทั้งแบบราคา 20 บาท 50 บาท และชนิด 100 บาท รวมปริมาณการขายสลากพิเศษแบบ 3 ตัว และ 2 ตัว ในปี 2548 อยู่ที่ 63 ล้านใบต่องวด ปี2549 อยู่ที่ 68 ล้านใบต่องวด ซึ่งต่อมา 21 พฤศจิกายน 2549 คณะรัฐบาลได้มีมติให้สิ้นสุดการจำหน่าย เพราะผิดหลัก พระราชบัญญัติสลาก พ.ศ.2517 ว่าด้วยการจัดสรรรายได้นั่นเอง
ณ ขณะนี้ได้มีการรื้อฟื้นและดำเนินเพื่อให้มีการอนุมัติให้มีการจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายอีกครั้ง โดยรัฐบาลและผู้เห็นด้วยให้เหตุผลไว้ดังนี้
- การจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติสามารถแก้ไขปัญหาการจำหน่าย สลากเกินราคาได้
- การจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติจะทำให้ปริมาณสลากมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
- การจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติสามารถแก้ไขปัญหายี่ปั๊วนำสลากมารวมชุดและมีอำนาจเหนือตลาดสามารถกำหนดราคาขายได้
- การจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติจะช่วยจัดการและแก้ไขปัญหาการจำหน่ายหวยใต้ดินและปราบปรามผู้มีอิทธิพลได้
- การจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่หารายได้เข้าสู่รัฐ โดยรัฐจะสามารถนำรายได้ไปจัดตั้งกองทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆได้
จากการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมได้มี แนวทางการดำเนินการจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายสลากอัตโนมัติ ดังนี้
- สนง.สลากฯสามารถนำสัญญาจ้างบริการระบบเกมส์สลาก ระหว่างสนง.สลากฯ กับบริษัทล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด มาใช้ในการจำหน่ายสลากด้วยเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติได้ เพราะเป็นสัญญาจ้างบริการ ไม่ใช่สัญญาร่วมทุน
- คงวิธีการและปริมาณเดิมของสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศล
- การจ่ายรางวัลเป็นการจ่ายรางวัลแบบผันแปร โดยร้อยละ 60 ของรายได้ นำมาจัดสรรเงินรางวัลตามพระราชบัญญัติสนง.สลากฯ พ.ศ.2517 และนำเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากแต่ละรูปแบบแยกจากกัน โดยนำมาแบ่งเฉลี่ยให้แก่ผู้ที่ถูกรางวัลตามสัดส่วนของเงินรางวัลที่ถูกรางวัล ร้อยละ 28 เข้ารัฐและ ร้อยละ 12 เป็นค่าใช้จ่ายของสนง. และได้กำหนดให้มีการออกรางวัลใหญ่หรือแจ๊กพอตด้วย
- จะดำเนินการทดลองใช้เครื่องที่ติดตั้งไว้แล้ว 6,000 เครื่องก่อน (เป้าเดิม 12,000 เครื่อง หารเฉลี่ยจำนวนประชากร)
- รูปแบบน่าจะเป็นการจำหน่ายเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว มีทั้งสิ้น 5 เกมส์ 3 ตัวบน 3 ตัวล่าง 2 ตัวบน 2 ตัวล่าง และ 3 ตัวโต๊ด
- วางเป้าหมายรายได้งบประมาณเข้ารัฐปีละ 15,000 ล้านบาท
- หากผ่านการอนุมัติ จะเปิดใช้ใน 4-6 เดือน
- ในส่วนของการพิจารณาให้ออก 6 ตัวนั้น น่าจะเป็นการออกสลากการกุศล เพราะรัฐบาลได้อนุมัติให้ออกสลากการกุศล วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งหากจะออกอาจใช้เวลาในการพิจารณาและปรับปรุงซอฟแวร์ 6-8 เดือน
- การกำหนดขอบเขตของการจำหน่าย
- การควบคุมการจำหน่าย โดยไม่จำหน่ายให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี (เช่นการติดป้าย การตรวจบัตรประชาชน) รวมถึงการกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ละเมิด
- การกำหนดพื้นที่ห้ามจำหน่าย เช่น วัด โรงเรียน โดยต้องอยู่ห่างไม่ต่ำกว่า50 เมตร