อัตราแลกเปลี่ยนเงินไทยของเรานั้น ถ้าตัดปริมาณการค้าของพวกบริษัทต่างชาติออกไปได้ จะทำให้สมองเราโล่งโปร่งเบาสบาย คิดอะไรออกได้อีกมาก
ในภาพรวมผมเห็นว่าอัตราเราควรจะเลื่อนไปในทาง “อ่อน” ครับ เช่นตอนนี้ 32 บาทต่อดอล อาจปรับลดเป็น 37 บาทต่อดอล (ตุ๊กตานะครับ ...จะเคาะกันที่ไหน เดี๋ยวมากว่ากันอีกที)
เหตุผลคือ สินค้าเรา (ที่เป็นคนไทยจริง) ส่วนใหญ่เป็นการเกษตรที่มีการซื้อวัตถุดิบจากต่างชาติน้อยมาก (มีปุ๋ย สารเคมีเล็กน้อย..ซึ่งจริงๆแล้วรัฐบาลควรจะหาทางผลิตในประเทศให้หมดมานานแล้วแต่ไม่ทำ เอาเวลาไปโกงชาติซะหมด) เช่น ข้าว มันสปล. กุ้ง ยางพารา ถ้าเงินอ่อนเราก็ได้กำไรมากขึ้น และแข่งขันกับต่างชาติได้ดีขึ้น (เขมร ญวณ ..วันนี้ต้องแข่งกับพวกนี้แล้ว เพราะมีรัฐบาลโง่มาช้านานหลายยุคสมัย)
อีกส่วนหนึ่งเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ อัญมณี ...นี่ก็มี local content สูง (ว่าเข้านั่น แปลว่าไรไม่รุ) และใช้แรงงานมาก (labor intensive) สินค้าพวกนี้จะขายได้ดีมากขึ้น ก็ช่วยให้คนมีงานทำมากขึ้น
อย่าลืมการท่องเที่ยว ถ้าเงินเราอ่อนจะทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น และลดการไปท่องเที่ยวต่างชาติของคนสัญชาติไทย (เว้นแต่รัฐบาลโง่ของเรา ..ก็ทำได้แค่หารายได้จากการนวดฝ่าเท้าฝรั่งและเงินทิปยกกระเป๋าขึ้นห้อง ส่วนรายได้หลัก ค่าโรงแรม อาหาร เป็นของรร.ต่างชาติเกือบหมด)
ยิ่งตอนนี้ขึ้นค่าแรง บริษัทไทยหลายแห่งกำลังเจ๊ง ต้องปิดตัว โดยเฉพาะบริษัทที่ใช้แรงงานมากและส่งออกเป็นหลัก เพราะรัฐบาลขึ้นค่าแรงแล้วไม่มีมาตรการช่วยเหลือ มัวแต่เป็นบ๋อยรับใช้ (BOI) บริษัทฝรั่งอยู่นั่นแหละ
น้องสาวผมทำสินค้าส่งนอก เคยขายได้ปีละ 200 ตอนนี้เหลือเพียง 60 เพราะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เคยกำไรพออยู่ได้ วันนี้ขาดทุนปีละ 10 มา 3 ปีแล้ว พอมาเจอการขึ้นค่าแรงก็เหวอเลย คงต้องปิดโรงงาน ลอยแพคนงาน 700 คนตามยถากรรม ...ถ้าค่าเงินไทยเราอ่อนลง จะช่วยคนงานไทยไม่ให้ถูกลอยแพได้อีกมาก
อ้าว...มันเรื่องบังเอิญนะที่มาเกี่ยวกับญาติโก ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้น จะช่วยน้องสาวอะไรหรอก บอกกันกรงๆ แบบโปร่งใส
โปรดควังอีกครั้ง...เงินอ่อนไม่กระทบการค้าของบริษัทต่างชาติ แต่จะช่วยธุรกิจส่งออกของคนสัญชาติไทยได้มากๆ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้ ขายผ้าเอาหน้ารอดไปพลางก่อน จนกว่าจะฉลาดมากกว่านี้ในภายหลัง
ว่าไปแล้วจุดแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดนี้มันคำนวณหาเอาได้พอควร จากกรรมวิธีการจำลองทางคณิตศาสตร์ สร้างสูตรสมการขึ้นมา มีตัวแปรหลากหลาย แล้วค้นหาจุดที่ดีที่สุด เช่น โดยวิธี linear programming ซึ่งผมเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยของเราไม่มีเครื่องมือนี้หรอก ทั้งที่ส่งคนไปเรียนนอกกันเป็นเทือก ...วันหลังส่งมาเรียนกับผมบ้างก็ได้นะ ผมจะสอนให้ (ไม่ได้ล้อเล่นด้วยนะ)
...คนถางทาง (๑ พค. ๒๕๕๕)
จริงๆ แล้วทางเศรษฐศาสตร์การเงินเขาจะชอบให้ค่าเงินอ่อนหน่อยๆ แล้วก็เงินเฟ้อนิดๆ ครับ แต่จะทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะจะถูกแรงกดดันจากต่างชาติ (คู่ค้า) ผมเดาว่าประเทศไทยไม่มีกำลังต่อรองหรือบริหารอัตราแลกเปลี่ยนมากนัก เพราะการเมืองแทรกแซง (ทั้งสองฝ่าย) จนไม่มีเวลาใช้ความรู้ครับ
ส่วนประเทศที่ทำได้เด็ดมากคือจีนครับ เพราะไม่มีใครสามารถหักคอจีนให้ปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้ไม่เอาเปรียบชาติอื่นๆ ได้ครับ
เห็นด้วยครับ ดร. ธ. แต่ในที่สุด ธรรมชาติเงินมันจะสร้างสมดุลในตัวเอง ก็หลักซัพพลาย ดีมานด์ธรรมดา เช่น เงินอ่อนทำให้ขายของได้ดี ก็ต้องเอาเงินต่างชาติมาแลกเงินตัวเองมากขึ้น ก็มีดีมานด์มากขึ้น เงินก็จะแข็ง(แพง)ขึ้น (ถ้าไม่พิมพ์แบงค์ปลอมออกมาเสียก่อน อิอิ ...ส่วนท่านเมกัน ท่านพิมพ์แบงค์ปลอมประจำ หลอกเราให้หัวทิ่มหัวตำอยู่ทุกวัน)
ที่จริงแล้วเหตุการณ์ในโลกนี้น่ากลัวมากครับ เพราะอเมริกันพิมพ์พันธบัตรรัฐบาลโดยไม่มีทุนสำรองค้ำประกัน (ทำได้ประเทศเดียวในโลก.... พิมพ์แบงค์ปลอมอย่างที่อาจารย์ว่า) แล้วขายจีน จีนซื้อไปแล้วอเมริกันก็พิมพ์ดอลลาร์มาใช้จ่าย คนอเมริกันใช้จ่ายซื้อของผลิตจากจีน บริษัทจีนได้กำไรก็จ่ายภาษี รัฐบาลจีนได้เงินจากภาษีก็มาซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน วนกันไปไม่รู้กี่รอบแล้ว น่ากลัวจริงๆ ครับ เมื่อไหร่จีนบอกว่าไม่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันแล้ว ทุกอย่างก็จบครับ
มาแอบอ่าน อาจารย์ 2 ท่านคุยกัน พยาบาลมึน
ยิ่งเงินไทยอ่อนตัวมากเท่าไหร่ ข้าเจ้าชอบค่ะ ;)
ดร. ธ. ท่านเข้าใจ ไอ้กันพิมพ์เงินเก๊...ผมน่าจะเป็นคนแรกๆ (หากไม่แรก) ที่ตะโกนเตือน (พร้อมด่า) ในประเด็นนี้ ...แต่ต้องชมไอ้ก้นว่ามันสุดยอดทุนนิยมจริง ๆ แต่ผมว่า ยังไง มันก็ขว้างงูไม่พ้นคอหรอก
ท่านชธ. อย่ามึนมากนักนะครับ ....เงินบาทอ่อนแข็งมันส่งผลถึงโรงพยาบาลด้วยนะ สิบอกไห่ เช่น เงินไทยอ่อน จะมีฝรั่งแขก มารักษา รพ.ไทยมาก หมอ พยาบาล จะหายออกไปทำงาน รพ. inter กันมาก ....ทำให้ขาดแคลนพยาบาล ชธ. ก็ต้องเหนื่อยมากขึ้น อิอิ ...ควงเวร เช้า บ่าย ดึก ตลอด....ฮือ ฮือ
คุณปริม...จ๋งจั๋ย ทำธุรกิจกับต่างชาติ ...เดี๋ยวจะตามไปดู อิอิ
คุณปริม...ตามไปดู เข้าใจแล้ว
สมัยผมเป็น นนร. เดินเรือไปเมืองโปร์บ่อย อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 3 บาท ต่อ 1 ดอลโปร์ ....ส่วนปินส์ก็พอกัน คือ 3 บาทต่อ 1 เปโซ ....วันนี้มันกลับตาลปัตรไปโม๊ด .....โอหนอ..อำนาจเงินตรามันพากไปได้ปานนั้น
เคยมีสาวโปร์ (นักเรียนมัธยม) มาพาผมเที่ยว...สิ่งแรกที่เธอถามผมคือ "เมืองไทยเนี่ยได้ข่าวว่าถนนหนทางสกปรกมากเลยใช่ไหม" ....ธ่อ...อีหมวยผมอยากตีบ แต่ทำเป็นสุภาพบุรุษไทยไปเรื่อยๆ ....ประมาณ 3 ชม. กว่าจะพ้นภาคบังคับ ที่รัฐบาล สคป. จัดให้
มีคนเขาบอกว่า ที่ สคป...ผู้ชายห้ามห้อย"ไอ้นั่น" ไว้ข้างขวา ห้อยได้ข้างซ้ายเท่านั้น ไม่งั้นถูกปรับ ๕๕๕
ครอบครัวเราทำ forex มานานพอควรเลยพอรู้ตัวเลขบ้างค่ะ แต่ค่าครองชีพในเมืองไทยสูงจริงๆ เมื่อเทียบกับที่นี่ ถ้าเอารายได้ที่นี่ คูณด้วย 24 แล้วจ่ายในเมืองไทยค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อยค่ะ สำหรับปริมจึงคิดอย่างเห็นแก่ตัวว่ายิ่งเงินบาทอ่อนตัวเท่าไหร่ตัวคูณจะมากขึ้นเท่านั้น
ตอนนี้สาวๆ สิงคโปร์ชอบไปช้อปปิ้งที่เมืองไทยกันมากค่ะ สินค้าคุณภาพดี ราคาถูก อาหารอร่อย ไปมาสะดวก แต่สาวๆ ไทยก็ชอบมาช้อปที่นี่ด้วยเหมือนกันค่ะ ไปเดินออร์ชาร์ดที บางทีนึกว่าอยู่สยาม พารากอน...
ไม่เคยได้ยินเรื่องตลกที่อาจารย์เล่าค่ะ เคยแต่ได้ยินสำนวนที่ว่า จอดผิดข้างหรือ = bad hair day
:)