เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ นางสาวเดือนได้อีเมลล์มาหารือโครงการบางกอกคลินิกเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนี้
“หนูมีใบเกิด หนูมีทะเบียนบ้าน หนูมีบัตรประจำตัวบุคคลพื้นที่สูงที่เป็นสีชมพู หนูขอสัญชาติไทยมาหลายปีแล้ว แต่หนูยังไม่ได้เลยแล้วหนูก็จะจบปวช.แล้ว แล้วหนูควรจะทำอย่างไรต่อดีคะ หนูยื่นใบคำร้องขอสัญชาติไทยที่ อำเภอเวียงแหงเมื่อประมาณปี ๔๘ แล้วไปยื่นอีกทีตอนปี ๕๐ หนูคุยกับทนายท่านหนึ่งท่านแนะนำให้หนูไปยื่นคำรองใหม่ ทนายบอกว่าให้ไปยื่นคำรองในมาตรา ๒๓ โดยไม่ต้องผ่านทางกระทรวง นายอำเภอสามารถตรวจสอบได้เลย หนูได้โทรไปสอบถามทางอำเภอเวียงแหงฝ่ายทะเบียนขอสัญชาติ หนูให้แม่เอาเอกสารไปให้ นายทะเบียนดูเขาบอกว่าในส่วนเรื่องเอกสารไม่มีปัญหาแต่ตอนนี้ยังต้องรอกรอบกฎหมายจากทางกระทรวง ถึงจะขอได้ พอหนูโทรเขาไปสอบถามทางกระทรวงทางกระทรวงบอกว่า สามารถขอมาตรา ๒๓ ได้ แต่ทางอำเภอบอกว่ายังไม่ได้ในส่วนของหนูนอกจากนั้น คือตอนนี้หนูเรียนอยู่แล้วหนูจะจบ ปวช.แล้วทางโรงเรียนเขาไม่สามารถออกเกรดให้หนู เพราะทางโรงเรียนส่งเข้าที่กระทรวง ทางกระทรวงก็ขอใบอนุญาตที่ลงมาเรียนค่ะ แล้วหนูไม่ได้ทำตั้งแต่แรก หนูไม่รู้ว่าต้องมีใบขออนุญาติลงมาเรียน
อีกประการหนึ่ง เห็นอาจารย์ที่โรงเรียนบอกหนูว่าในใบ รบ.จะเขียนว่าสัญชาติไทยใหญ่ แล้วจะมีปัญหาตามมาทีหลังรึเปล่าค่ะ อย่างนี้หนูควรทำอย่างไรดีคะ”
โดยการรวบรวมพยานหลักฐานโดยนางสาวพวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ นักกฎหมายผู้รับผิดชอบคำร้อง พบว่า นางสาวเดือนเป็นบุตรที่เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๑ จากนางยอดและนายทุน ซึ่งเป็นคนในชาติพันธุ์ไทยใหญ่ที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่เกิดและอาศัยอยู่ในประเทศพม่า ได้อพยพหนีภัยความตายเข้ามาในประเทศไทยทางด้านกิ่งอำเภอเวียงแหงตั้งแต่ก่อนการเกิดของนางสาวเดือน
นางยอดและนางสาวเดือนได้รับการบันทึกในแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงโดยกิ่งอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๔
นางยอดคลอดนางสาวเดือนที่บ้านและไม่รู้ความรู้กฎหมายที่จะไปแจ้งการเกิดให้แก่นางสาวเดือน อีกทั้งในขณะที่นางสาวเดือนเกิด นางยอดก็ยังมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายและยังไม่ได้รับการผ่อนผันให้สิทธิอาศัยในประเทศ จึงไม่มีความคิดที่จะทำการสิ่งใดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย นายยอดเพิ่งมาร้องขอทำสูติบัตรให้แก่นางสาวเดือนในวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ต่ออำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และในโอกาสนี้ อำเภอนี้ก็ได้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราวตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร (ท.ร.๑๓) ณ เลขที่ ๓๔ หมู่ที่ ๑ ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นทะเบียนบ้านเดียวกันกับนางยอด นางสาวเดือนได้รับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๗ เอกสารทางทะเบียนราษฎรทั้งหมดระบุว่า นางสาวเดือนเป็นคนสัญชาติไทยใหญ่
ในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ อำเภอเวียงแหงได้ออกถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ประเภทบุคคลบนพื้นที่สูง ให้แก่นางสาวเดือน ซึ่งบัตรนี้ออกโดยกรมการปกครองซึ่งทำหน้าที่สำนักทะเบียนกลางโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
นางสาวพวงรัตน์พบอีกว่า นางสาวเดือนมีน้องอีก ๒ คน กล่าวคือ (๑) นางสาวดาวซึ่งเกิดเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๓ และ (๒) นายสาม ซึ่งเกิดวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๗ น้องทั้งสองของนางสาวเดือนเกิด ณ ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับการบันทึกรายการสถานะบุคคลในทะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราวตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร (ท.ร.๑๓) แล้ว โดยมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๗ และได้รับการออกบัตรบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ประเภทบุคคลบนพื้นที่สูงแล้วเช่นกัน เอกสารทางทะเบียนราษฎรทั้งหมดระบุว่า นางสาวดาวและนายสามเป็นคนสัญชาติไทยใหญ่
---------
๑. กรณีศึกษานางสาวเดือน : สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๒๓ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ของคนเชื้อสายไทยใหญ่ที่เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ [1]
---------
โดยหลักกฎหมายสัญชาติไทย ถามว่า นางสาวเดือนเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
มาตรา ๒๓ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นบทบัญญัติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติใน พ.ศ.๒๕๕๐ มุ่งที่จะออกมาเพื่อขจัดปัญหาความไร้สัญชาติหรือความเสมือนไร้สัญชาติให้แก่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕
บุคคลจะมีลักษณะเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ นี้ ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงครบ ๓ ประการดังต่อไปนี้ (๑) จะต้องเป็นบุคคลที่ฟังได้ว่า เป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย (๒) จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ซึ่งหมายความ จะต้องเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว (๓) เป็นบุคคลผู้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และ (๔) เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย
ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไป ก็คือ นางสาวเดือนมีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบของมาตรา ๒๓ นี้หรือไม่ ?
ข้อพิจารณาในประการแรก ก็คือ นางสาวเดือนเกิดในประเทศไทยหรือไม่นั้น ? จะเห็นว่า ประเด็นชัดเจนอย่างไม่มีข้อโต้แย้งว่า เดือนเกิดในประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๑ เพราะมีการรับรองโดยสูติบัตร ซึ่งเป็นเอกสารมหาชนตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทยที่ออกโดยสำนักทะเบียนพญาไท กทม.
ในประการที่สอง ข้อพิจารณาที่ว่า เดือนเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ หรือไม่นั้น ? จะเห็นว่า เมื่อเดือนเกิดใน พ.ศ.๒๕๓๑ จากบิดาและมารดาต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองไทยแบบไม่ถาวร เดือนจึงตกอยู่ภายใต้ข้อ ๒ แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ อันทำให้ไม่มีสัญชาติไทยในขณะที่เกิด แม้เกิดในประเทศไทย และทำให้ตกเป็นคนเข้าเมืองเมื่อมีการประกาศใช้มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ โดยผลของมาตรา ๑๑ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕
ในประการที่สาม ข้อพิจารณาที่ว่า เดือนเป็นบุคคลผู้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่นั้น ? จะเห็นว่า ข้อเท็จจริงก็ปรากฏชัดเจนทั้งตามแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงโดยกิ่งอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๔ และทะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราวตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร (ท.ร.๑๓) ซึ่งเป็นเอกสารตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรว่า เธออาศัยอยู่ตลอดมาตั้งแต่เกิดในประเทศไทย ดังนั้น เดือนจึงมีความสัมพันธ์โดยข้อเท็จจริงกับประเทศไทย
ในประการที่สี่และสุดท้าย ข้อพิจารณาที่ว่า เดือนเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยหรือไม่นั้น ? เมื่อไม่ปรากฏว่า เธอมีประวัติอาชญากรรม ก็ย่อมสรุปได้ว่า เธอเป็นบุคคลที่มีความประพฤติดี
โดยสรุป จึงฟังได้ว่า นางสาวเดือนเกิดในประเทศไทยและเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง จึงหมายความต่อไปว่า นางสาวเดือนมีสัญชาติไทยตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ และมีสิทธิร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรตามกระบวนการที่กำหนดในมาตรา ๒๓ วรรค ๒ ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน”
เดือนเป็นตัวอย่างของมนุษย์ในเชียงใหม่ที่มีสถานะเป็นคนไร้รัฐตั้งแต่เกิดจนถึงเมื่อได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติประเภทบุคคลบนพื้นที่สูงใน พ.ศ.๒๕๓๔ แต่การบันทึกนี้ก็ไม่นำไปสู่การจดทะเบียนคนเกิดและคนอยู่ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย จนกระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคลที่มีผลให้ส่วนราชการไทยเร่งรัดที่จะจัดการแก้ปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติให้แก่มนุษย์ที่อาศัยในประเทศไทย ดังจะเห็นว่า นางสาวเดือนได้รับการออกบัตรประจำตัวบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยใน พ.ศ.๒๕๔๘ และเริ่มต้นยื่นขอมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ในปี พ.ศ.๒๕๔๘ และ พ.ศ.๒๕๕๐
ในที่สุด โดยมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ นางสาวเดือนก็ได้รับสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยผลของกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ เธอไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรอคอยคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อการอนุญาตให้มีสัญชาติไทยอีกต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียใจที่เธอยังคงไร้สัญชาติอยู่ต่อไปจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่สามารถที่จะใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ทั้งที่สิทธิเป็นของเธอมากว่า ๔ ปี
ปัญหาการจัดการประชากรของรัฐไทยให้มีความมั่นคงทางมนุษย์ (Human Security) เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย ภาควิชาการจึงควรจะเน้นหนักให้นักศึกษากฎหมายให้มีความแม่นยำอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความมั่นคงของประเทศไทย ผู้สอนจึงขอให้นักศึกษากฎหมายโปรดช่วยกันทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิที่จะคุ้มครองนางสาวเดือนให้ใช้สิทธิในสัญชาติไทยที่มีอยู่ให้ได้โดยเร็ววัน
--------
๒. กรณีศึกษานางสาวเดือน : สิทธิในความเป็นราษฎรไทยของคนเชื้อสายไทยใหญ่ที่เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕[2]
---------
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางสาวเดือนมีสถานะเป็นราษฎรไทยหรือไม่ ? ถ้ามี เธอมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทใด ?
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล นิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่น จะเห็นว่า ปัญหาสถานะความเป็นราษฎรไทยเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน ดังนั้น ปัญหานี้ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี ซึ่งก็คือ กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของประเทศไทย อันได้แก่ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑
โดยหลักกฎหมายการทะเบียนราษฎรซึ่งพัฒนาในรัฐไทย ความเป็นราษฎรไทยมีอยู่ ๒ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) ความเป็นราษฎรไทยเพราะถูกบันทึกในทะเบียนบ้านด้วยเหตุที่มีสิทธิอาศัยตามกฎหมายไทย ดังปรากฏตามมาตรา ๓๖ และ ๓๘ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และ (๒) ความเป็นราษฎรไทยเพราะถูกบันทึกในทะเบียนประวัติด้วยเหตุที่เป็นคนไร้รัฐซึ่งไม่อาจส่งกลับหรือไม่ควรส่งกลับไปยังประเทศต้นทางหรือประเทศที่สาม
เราพบว่า นางสาวเดือนมีชื่อในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๔ หรือทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของรัฐไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า นางสาวเดือนจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๔ แต่สิทธิในความเป็นราษฎรไทยของนางสาวเดือนมีอยู่ ๒ ลักษณะตามช่วงเวลา กล่าวคือ
ช่วงเวลาแรก ก็คือ ช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๕๓๔ จนถึง พ.ศ.๒๕๔๗ ซึ่งนางสาวเดือนได้รับการบันทึกรายการสถานะบุคคลในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ซึ่งมีชื่อว่า “แบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง” สาเหตุที่ทำให้รัฐไทยต้องยอมรับบันทึกนางสาวเดือนในทะเบียนประวัติ ก็คือ ความเป็นคนไร้รัฐของนางสาวเดือน ซึ่งเกิดจากบุพการีไร้รัฐเชื้อสายไทยใหญ่ ซึ่งอพยพมาจากรัฐฉานในประเทศพม่าที่มีการสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังไทยใหญ่ที่ต่อต้านรัฐบาลพม่า อันเป็นเหตุให้ไม่อาจจะผลักดันออกไปยังประเทศต้นทางได้ และทั้งที่นางสาวเดือนและครอบครัวจะไม่มีลักษณะของคนต่างด้าวที่ถูกกฎหมายคนเข้าเมืองไทย รัฐไทยก็มีหน้าที่รับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรให้แก่นางสาวเดือนและครอบครัว แม้จะบันทึกในทะเบียนบ้านไม่ได้ ก็จะต้องบันทึกในทะเบียนประวัติ ในช่วงเวลานี้ เธอจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนในทะเบียนประวัติ
ช่วงเวลาที่สอง ก็คือ ช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนางสาวเดือนได้รับการบันทึกรายการสถานะบุคคลในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓) ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย สาเหตุที่ทำให้รัฐไทยต้องยอมรับบันทึกนางสาวเดือนในทะเบียนบ้าน ก็คือ ความเป็นผู้ทรงสิทธิอาศัยในประเทศไทยของนางสาวเดือน และเมื่อสิทธิอาศัยตามกฎหมายคนเข้าเมืองที่นางสาวเดือนได้รับ มีลักษณะเพียงชั่วคราว และยังมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ตาม รัฐไทยก็มีหน้าที่รับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรให้แก่นางสาวเดือน ในช่วงเวลานี้ เธอจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓)
สรุปอีกครั้ง ก็คือ ก่อน พ.ศ.๒๕๓๔ แม้นางสาวเดือนจะเกิดและอาศัยจริงในประเทศไทยจึงมีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนในประเทศไทย แต่ก็ไม่มีสถานะเป็นราษฎรไทย ความเป็นราษฎรเริ่มต้นใน พ.ศ.๒๕๓๔ และนับแต่ พ.ศ.๒๕๓๔ จนถึง พ.ศ.๒๕๔๗ เธอจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนในทะเบียนประวัติ และนับแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน เธอจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓) และในอนาคต หากเธอพิสูจน์สิทธิในสัญชาติไทยได้ เธอก็จะมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) เพราะความเป็นคนสัญชาติไทยจะนำไปสู่สิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทยตามมาตรา ๓๔ (๓) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
--------
๓. กรณีศึกษานางสาวเดือน : สิทธิทางการศึกษาของคนเชื้อสายไทยใหญ่ที่เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕[3]
---------
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า ด้วยเหตุที่เธอไม่ได้รับอนุญาตจากอำเภอเวียงแหงให้ออกนอกพื้นที่ที่มีสิทธิอาศัยเพื่อการศึกษา โรงเรียนมีอำนาจที่จะไม่ออกเอกสารรับรองผลการศึกษาให้แก่นางสาวเดือนหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? การที่โรงเรียนไม่ยอมออกเอกสารรับรองผลการศึกษาให้แก่นางสาวเดือนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ? ถ้าชอบ กฎหมายใดที่ให้อำนาจแก่โรงเรียนที่จะทำเช่นนั้น ?
กรณีตามคำถามเป็นกรณีตามกฎหมายมหาชน เพราะเป็นเรื่องของสิทธิทางการศึกษา ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้บริการการศึกษาแก่มนุษย์บนดินแดนของตน ซึ่งโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ก็ย่อมเป็นไปตามกฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณี ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่น ซึ่งก็เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศมีความชัดเจนอย่างยิ่งในเรื่องของสิทธิทางการศึกษา
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องของสิทธิในการศึกษาของมนุษย์เป็นเรื่องของสิทธิที่ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งประเทศไทยก็ยังได้ผูกพันที่จะเคารพสิทธิดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในกติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ค.ศ.๑๙๖๖ และอนุสัญญาระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.๑๙๘๕
นอกจากนั้น ในส่วนของกฎหมายของรัฐไทยซึ่งเป็นรัฐคู่กรณี จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๐ จนถึง พ.ศ.๒๕๕๐ ก็ยังได้ยอมรับเอาหลักสิทธิมนุษยชนบรรจุไว้ในมาตรา ๔ อันทำให้สิทธิมนุษยชนในการศึกษาจึงเป็นสิทธิที่รัฐไทยไม่อาจปฏิเสธที่จะให้แก่มนุษย์ทุกคนที่ปรากฏตัวบนแผ่นดินไทย
จึงสรุปได้ว่า นางสาวเดือนจึงมีสิทธิในการศึกษาในระบบการศึกษาไทย แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ หรือแม้ในสถานการณ์ที่ฟังได้แล้วว่า เป็นคนต่างด้าวก็ตาม หรือแม้ไม่มีใบอนุญาตออกนอกพื้นที่อาศัยเพื่อการศึกษา ก็ตาม ในทางตรงข้าม รัฐไทยจะต้องเคารพในสิทธิในการศึกษาของนางสาวเดือน ดังนั้น เธอจึงมีสิทธิที่จะสมัครเรียนในโรงเรียนซึ่งกระทรวงศึกษาไทยจัดการศึกษา และเธอจึงมีสิทธิที่จะได้วุฒิบัตรเมื่อจบการศึกษาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เช่นกัน
--------
๔. กรณีศึกษานางสาวเดือน : สิทธิในกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวกับสิทธิทางการศึกษาของคนเชื้อสายไทยใหญ่ที่เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕[4]
---------
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า หากโรงเรียนยังคงปฏิเสธที่จะออกเอกสารรับรองผลการศึกษาให้แก่นางสาวเดือนอันเป็นผลให้ไม่อาจได้รับวุฒิการศึกษาเพื่อการศึกษาต่อ เธอผู้นี้อาจใช้กระบวนการยุติธรรมใดบ้างเพื่อการบังคับการตามสิทธิทางการศึกษาดังกล่าว ?
การปฏิเสธการออกเอกสารรับรองผลการศึกษาย่อมนำไปสู่ความไม่สามารถที่จะได้มาซึ่งเอกสารรับรองวุฒิการศึกษา ดังนั้น การกระทำนี้ของโรงเรียนจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทางการศึกษาของผู้ศึกษาอย่างแน่นอน และเป็นเรื่องที่รัฐเจ้าของดินแดนที่ตั้งของสถาบันการศึกษาจะต้องมีหน้าที่จัดการป้องปรามการละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ ทั้งนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้บริการการศึกษาแก่มนุษย์ที่ปรากฏตัวบนแผ่นดินของตน
โดยพิจารณาข้อเท็จจริงตามโจทย์ ข้อพิพาทน่าจะเป็นระหว่างนางสาวเดือนผู้ศึกษา โรงเรียน และกระทรวงศึกษาธิการของรัฐไทย ปัญหาจึงต้องพิจารณาว่า การจัดการข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนี้ควรจะทำอย่างไร ? มีกฎหมายใดกำหนดแนวคิดและวิธีการจัดการเอาไว้หรือไม่ ?
โดยหลักกฎหมายทั่วไปแล้ว การจัดการข้อพิพาทโดยสันติวิธีอาจทำได้โดยเอกชนเอง แต่เมื่อการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีทำมิได้ เนื่องจากฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ละเมิด ไม่ย่อมเลิกกระทำการอันเป็นละเมิดหรือเยียวยาผลของการละเมิด เอกชนก็ไม่มีอำนาจเข้าบังคับผู้ละเมิดเอง เอกชนจะต้องไปร้องขอต่อองค์กรของรัฐที่มีเขตอำนาจให้เข้าจัดการข้อพิพาทนั้น
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล การระงับข้อพิพาทของเอกชนย่อมเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน ซึ่งรัฐอธิปไตยทุกรัฐก็จะมีกฎหมายภายในของตนเพื่อกำหนดแนวคิดและวิธีการระงับข้อพิพาทในลักษณะต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีความเป็นไปได้ที่รัฐจะร่วมมือกันทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อกำหนดกฎหมายวิธีพิจารณาความระหว่างประเทศ หรือไปไกลถึงการทำสนธิสัญญาเพื่อจัดตั้งองค์กรระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็นสถาบันศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศก็เป็นได้
ในเรื่องของข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยนั้น ประเทศไทยมีกฎหมายภายในว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวคือ มาตรา ๒๕๖[5] แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ และมาตรา ๑๕ (๒) [6] แห่ง พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อทำหน้าที่จัดการปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และนอกจากนั้น เมื่อรัฐไทยได้มี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐไทยที่จะให้บริการการศึกษาแก่มนุษย์ทุกคนที่ปรากฏตัวบนแผ่นดินไทย (Education for all) ดังนั้น การละเมิดสิทธิมนุษยชนทางการศึกษาจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่นำไปสู่การฟ้องหน่วยงานการศึกษาของรัฐไทยต่อศาลปกครองได้ โดยผู้ถูกละเมิดสิทธิทางการศึกษาเองและโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ[7]
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังได้เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทางการศึกษา ๒ ฉบับ กล่าวคือ (๑) กติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ และ (๒) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.๑๙๘๙/พ.ศ.๒๕๓๒ ดังนั้น คณะกรรมาธิการสหประชาชาติที่มีหน้าที่ดูแลการรักษาการตามสนธิสัญญาทั้งสองฉบับจึงมีเขตอำนาจที่จะเรียกให้รัฐไทยเคารพต่อสิทธิมนุษยชนทางการศึกษาของมนุษย์ที่ศึกษาในประเทศไทย คณะกรรมาธิการดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศสำหรับประเทศไทยอีกด้วย
ดังนั้น หากโรงเรียนยังคงปฏิเสธที่จะออกเอกสารรับรองผลการศึกษาให้แก่นางสาวเดือนอันเป็นผลให้ไม่อาจได้รับวุฒิการศึกษาเพื่อการศึกษาต่อ เธอผู้นี้จึงอาจใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมเพื่อการบังคับการตามสิทธิทางการศึกษาต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อให้คณะกรรมการนี้ใช้สิทธิแทนเธอต่อไปยังศาลปกครอง หรือเธออาจใช้สิทธิฟ้องโรงเรียนและกระทรวงศึกษาธิการต่อศาลปกครองได้ ภายหลังการอุทธรณ์การปฏิเสธของโรงเรียนไปยังกระทรวงศึกษาธิการตามที่กำหนดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็อาจร้องขอให้คณะกรรมาธิการสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนเข้าแนะนำรัฐบาลไทยเพื่อการบังคับการตามสิทธิมนุษยชนทางการศึกษาของเธออีกด้วย