ทำไมแม่ถึงไม่ให้ซื้อผักเลยสักชนิด ทั้ง ๆ ที่ทั้งสวยและราคาก็ไม่แพงมาก?

           เคยมีคนบอกว่า ‘บ้านฉันโชคดี ปลูกอะไรก็งามไปหมด’ แต่ฉันกลับมองว่าการทำการเกษตรไม่ใช่เรื่องของโชค หากอยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ บางคนมักคิดว่าตัวเองมือร้อน ปลูกอะไรไม่ค่อยรอด ความจริงแล้วที่ไหนมีดิน น้ำ ปุ๋ย ที่นั่นย่อมมีผลผลิตทางการเกษตรให้เราได้เก็บกินเสมอ อย่างน้อยๆการปลูกพืชผักสวนครัวไว้ในบ้านก็ทำให้เราไม่ต้องควักสตางค์จ่ายค่าผัก อีกอย่างยังได้เรื่องสุขภาพไปเต็ม ๆ เพราะถึงแม้ประเทศไทยจะเริ่มรณรงค์การทำเกษตรอินทรีย์  คุณมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรือว่าเกษตรที่ไม่มี GAP จะปลอดภัยจากสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์

          ต้นเดือนที่ผ่านมามีโอกาสไปเดินตลาดกับคุณแม่ เห็นยอดชะอมสวยมาก สีเขียวเข้มน่ารับประทานเชียว เห็นแล้วนึกถึงไข่เชียวยอดชะอม ทานคู่กับน้ำพริกกะปิ นึกแล้วน้ำลายสอคิดที่จะซื้อชะอมกลับไปทำกับข้าวกินทันที แต่ก็โดนคุณแม่รั้งไว้ก่อน พร้อมกับกระซิบบอกว่าไปหากินแถว ๆ บ้านเรา และไม่เพียงแต่ชะอมเท่านั้นที่คุณแม่ไม่ให้ซื้อ ผักทุกชนิดในตลาดคุณแม่ห้ามหมด พอเดินออกจากตลาดเลยถามแม่ว่า ‘ทำไมแม่ถึงไม่ให้ซื้อผักเลยสักชนิด ทั้ง ๆ ที่ทั้งสวยและราคาก็ไม่แพงมาก?’ แม่ตอบสั้น ๆ ว่า ‘ตั้งแต่แม่เป็นเกษตรกรมา แม่ไม่เคยเห็นผักที่เด็ดออกจากต้นแล้วไม่เหี่ยว’ ที่แม่พูดถูกเป๊ะ!! ยิ่งอากาศร้อนแดดแรงเช่นปัจจุบันด้วยแล้วไม่มีทางเลยที่ผักจะสดเด้งอยู่ทั้งวัน ฉะนั้นผักในตลาดที่สดอยู่ได้ทั้งวันเพราะอะไร??  นี่ยังไม่นับรวมขั้นตอนการปลูกโดยใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงอีก แบบนี้กินผักจะให้ประโยชน์หรือให้โทษมากกว่ากัน!!

        ด้วยเหตุนี้แม่จึงบอกว่าอะไรที่เราปลูกทานเองที่บ้านได้ก็ปลูกเถอะลูก ซึ่งนอกจากเราจะไม่ต้องควักสตางค์จ่ายเงินค่าผักแล้ว ยังปลอดภัยต่อชีวิตของเราอีกด้วย เพราะผักที่เติบโตตามธรรมชาติจะให้ประโยชน์และให้คุณค่ากับชีวิตของเรามากกว่าผักตลาด

        ‘บวบหอม’ เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ทางบ้านมีทานไม่เคยขาด ด้วยเหตุที่ปลูกง่าย ให้ลูกดกโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยและฉีดยาฆ่าแมลง หากปลูกในฤดูร้อนคงต้องให้น้ำเยอะหน่อย แต่ถ้าในฤดูฝน แค่นำเมล็ดกลบดินไว้เฉย ๆ ก็ออกลูกมาให้ทาน ชนิดที่ว่ากินกันไม่ทันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้จะต้องเตรียมดินที่ปลูกให้เหมาะสมเสียก่อน หากดินร่วนอยู่แล้วก็นำปุ๋ยคอกคลุกเคล้าเข้าไป หลังจากนั้นก็หย่อนเมล็ดลงดินแค่หลุมละเมล็ด ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่งอกเพราะหากเมล็ดพันธุ์สมบูรณ์ เมื่อเจอดินกับน้ำ เมล็ดจะงอกหมด

          สำหรับการปลูกบวบหอมที่บ้านจะปลูกล้อมรอบต้นมะม่วงที่ถูกน้ำท่วมตายเมื่อปีที่ผ่านมา ใช้เมล็ดบวบหมดไป 5 เมล็ด แล้วปล่อยให้เลื้อยขึ้นต้นมะม่วง ระหว่างที่บวบกำลังโตก็รดน้ำใส่ปุ๋ยบ้าง ตอนต้นยังเล็กอายุ ตั้งแต่ 1 อาทิตย์-20 วันใส่ปุ๋ยขี้หมูแห้งพร้อมกับยกดินกลบลำต้นเพื่อป้องกันรากลอย  หลังจากที่บวบเริ่มให้ดอกก็ใส่ปุ๋ยขี้วัวกลบที่โคนต้น ส่วนการให้น้ำ โดยเฉพาะหน้าแล้งต้องรดน้ำเยอะ ๆ เพื่อป้องกันบวบขม แต่หากเป็นบวบที่ขมอยู่แล้วโดยเฉพาะบวบเหลี่ยมให้ถอนทิ้งแล้วหาพันธุ์ใหม่มาปลูก เพราะบวบที่ขมโดยสายพันธุ์ต่อให้รดน้ำให้ฉ่ำยังไงก็ไม่ทำให้หายขม

         ซึ่งวิธีสังเกตว่าบวบขมหรือไม่ขมนั้น หากเป็นบวบเหลี่ยมผิวบวบจะมีหนามเล็ก ๆ คล้ายผิวมะระขี้นก สังเกตได้ด้วยตาและใช้มือคลำที่ผิวบวบ ถ้ามีหนาม ๆ แสดงว่าขมชัวร์ ส่วนบวบหอมนั้นพันธุ์ที่ขมส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ ป้อม ๆ ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม ผิวบวบจะมีสีเข้มและสวยผิดหูผิดตา

          แน่นอนว่าทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานี้จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย หากเราไม่เริ่มหย่อนเมล็ดพืชลงดินตั้งแต่วันนี้...

 

 

 

 

 

คุณป้าบอกว่า 'ลูกเดียวก็อิ่ม' ไม่เอาเยอะ

คุณแม่กับบวบที่เก็บไว้ทำพันธุ์