หลังจากแต่งงานแล้วโชคดีที่อาม่า ให้ลูกชายท่านมาอยู่บ้านเรา แต่เพื่อให้ทางบ้านแฟนเราไมรู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก จึงจะมาแวะที่บ้านอาม่าทุกวันหลังเลิกงาน และ จะมานอนบ้านอาม่า ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และแล้ววันแรกที่มานอนบ้านอาม่า ก็มาถึงรู้สึกหวั่นๆ เพราะชื่อเสียงความโหดของครอบครัวคนจีนที่มีต่อลูกสะใภ้ นั่นมันฝังหัวเรา อยู่ โดยเฉพาะ เรื่องของสะใภ้อีกคนของอาม่านั้น มีคนเล่าให้ฟังว่า เยี่ยงทาสในบ้าน ต้องดูแลทุกคนในบ้านหมด สะใภ้อีกคนเป็นคนไทยเหมือนกัน เป็นภรรยาลูกคนที่ 6 ของอาม่า ซึ่งเรา จะเรียกว่า หลักแป๊ะ และเรียกพี่สะใภ้ว่า หลักอึ้ม หลักอึ้ม ชื่อเล่นว่า ชิน แต่คนขางนอกจะเรียก โอชิน เขาคงเปรียบกับวรรณกรมญี่ปุ่นที่มาฉายบ้านเราที่คนติดกันทั้งเมือง เรื่อง “โอชิน”
วันแรกที่ ไปนอนบ้านอาม่านั้นก็ได้ไปเห็นชีวิตของหลักอึ้ม เป็นคนขยันมาก ทำโน่นนี่นั่นให้ทุกคนไม่หยุด ทำกับข้าวล้างจาน กวาดบ้านถูบ้านทุกอย่าง แต่ไม่ได้มีใครบังคับ แต่หลักอึ้มชอบทำ ชลัญจะช่วยล้างจานก็ไม่ให้บอกทำไม่ถูกใจ จะทำเอง เพราะขั้นตอนการล้างจานของเธอจะพิถีพิถัน มาก เป็น ขั้นเป็นตอน ถ้าทำผอดขั้นตอนหลักอึ้มจะเอามาทำใหม่ เขาจะบอกเราว่า โช้ยซิ้มไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวหลักอึ้มทำเอง แม้แต่อาหารการกินนี่หลักอึ้มจะรู้หมดว่าใครชอบอะไรไม่ชอบอะไร แทบจะบอกว่า ทุกอย่างในบ้านหลักอึ้มเป็นคนดูแล เวลารับประทานอาหาร ถ้ามีปลาหลักอึ้มจะแกะเอา แต่เนื้อไว้ เคยถามว่า ทำไมต้องแกะ หลักอึ้มบอก ถ้าไม่แกะไม่มีคนกิน เราอยากให้เขากินก็ต้องแกะ แต่โซ้ยซิ้มไม่ต้องทำถ้าแกะมีก้างปนเดี๋ยวจะถูกบ่น โดยเฉพาะโซ้ยเจ็ค(หมายถึงสามีเรา ) ตานี่เรื่องมากลูกชายเล็กก็งี้ มาถึงเวลารับประทานอาหาร ทุกคนนั่งรวมที่โต๊ะ ขณะที่กินอาหารก็ได้เรียนรู้มารยาทหนึ่งที่ดี คือการเลื่อนอาหารให้กัน เวลาที่จะขยับอาหารให้กันต้องยกห้ามเลื่อนอาหารไป เป็นมายาทที่ไม่ดี เหมือนไม่ตั้งใจ เมื่อถึงเวลานอนเราก็จะนอนกับอาม่า เพราะก้อนแต่งงานสามีนอนกับอาม่า แต่หลั่งแต่งงาน ยี่โก ( พี่สาวคนที่สองของสามี) มานอนกับอาม่าแทน อาม่าตื่นเช้ามาก ประมาณตี 3 ครึ่งจะลุกออกมาข้างนอก สักตี 4 ได้ยินเสียงอาม่า โวกเหวก เรียกหลักอึ้มตื่น ชลัญก็ร้อนตัวรีบออกมาช่วย อ่าม่าถาม “อาโจ้รื้อออกมาทำมาย” ม่าเรียกอาชิง” รื้อไปนอนต่อยังไม่เช้า ด้วยความเกรงใจก็บอกอาม่าว่าตื่นแล้ว สักพักหนึ่งหลักอึ้มลงมา เห็นชลัญจึงถามโซ้ยซิ้มรีบตื่นทำไม ไปนอนต่อยังเช้าอยู่เลย เราบอกจะมาช่วย หลักอึ้มบอกไม่ต้องช่วยมันเป็นหน้าที่เขา ที่บ้านคนที่ทำงานนอกบ้านก็รับผิดชอบหาเงินในบ้านไป หลักอึ้มเป็นแม่บ้าน ก็ต้องดูแลบ้าน โซ้ยซิ้มมาก็ช่วยไม่ถูกหรอกเพราะการทำอาหารที่นี่มีหลายอย่างที่เหมาะกับแต่ละคน มาก็มานั่งดูหลักอึ้มเปล่าๆ ชลัญก็เลยขอนั่งดู ก็รู้ว่าหลักอึ้มทำงานอย่างมีความสุข ร้องเพลงลูกทุ่งที่ชอบไป ดูไม่กดดันสักนิด ไม่เหมือนคนภายนอกว่าเลย พอได้เวลาที่คนอื่นๆตื่นหลักอึ้มก็จะมีเครื่องดื่มที่เหมาะกับทุกคน ตื่นขึ้นมาก็คุยหัวเราะสนุกสนาน ไม่มีความเครียดสักนิด
สรุปว่าที่คนอื่นเห็นว่าหลักอึ้มถูกทารุนนั้นผิด เพราะสิ่งที่หลักอึ้มทำเกิดจากความพึงพอใจที่จะทำ มีความสุขที่ได้ทำให้ทุกคนในครอบครัว ชลัญก็ได้รับส่วนนี้ด้วย โดยไม่คิดว่านี่เป็นสะใภ้จะต้องมาทำเหมือนกัน
แวะมาให้กำลังใจสะใภ้ครอบครัวชาวจีนนะคะ
สิ่งหนึ่งที่ควรศึกษาไว้ ความรัก.. หากมากเกินไป ก็ห่างไกลเหตุผล ... เหมือนการกอด กอดเบาๆ อบอุ่น สบายๆ แต่หากกอดแน่นเกินไป ก็อึดอัด หายใจไม่ออก ที่สุดก็ต้องผละจากกันให้เป็นอิสระ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของคนที่เคยเป็นสะใภ้คนจีนค่ะ
คนชอบทำอาหารเนี่ยโรคจิตเหมือนกันหมด ห้ามใครมาช่วย เดี๋ยวจะมาแย่งเครดิทความอร่อย ผมเองก็เป็นอย่างนั้น
เราก็เป็นคยไทยที่แต่งไปเป็นสะใภ้จีนเหมือนกันแต่ชีวิตช่างต่างกันเยอะ แฟนเราเป็นลูกคนที่7 ของครอบครัว มีพี่สาว 5 คน พี่ชาย 1คนและน้องชาย1คน ทุกคนแต่งงานไปหมดแล้วเราแต่งเป็นคู่สุดท้ายของตระกูล พีสาวแต่งออก ส่วนลูกชายทุกคนต้องแต่งเข้า ดังนั้น ทั้งครอบครัวพี่ชาย ครอบครัวน้องชาย ครอบครัวเรา พ่อแม่เค้าต้องอยู่ด้วยกันในบ้านอาคารพาณิชย์หนึ่งห้องเล็กๆ ตัวบ้านมีทั้งหมด 4 ชั้น หน้าที่เราต้องทำความสะอาด 3ชั้น ครึ่ง ทุกเช้าสิ่งที่ต้องทำคือ ไหว้เจ้าซักผ้าถูบ้านเตรียมข้าวให้แม่สามี ก่อนออกไปทำงานเป็นอย่างนี้ทุกวัน กลับมาบ้านทุ่มก่าๆทานข้าวเสร็จก็ต้องรีดผ้าไม่ก็ทำความสะอาดบ้านหรือล้างห้องน้ำ ก่าจะทำงานเสร็จก่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน ตีหนึ่ง แล้วก็ต้องตื่นตี5
แต่ที่น่าน้อยใจไม่ใช่การที่ต้องทำงานหนัก แต่เป็นยึดถือประเพณีอย่างเคร่งครัดของครอบครัว บ้านเรามีกิจการของตัวเองอยู่แล้วซึ่งเราเป็นคนสร้างขึ้น
เเละเราก็เป็นเสาหลักของครอบครัว ก่อนแต่งเราได้คุยกับแฟนเราว่าเราจะทำธุรกิจของเราต่อเพราะเราเป็นเสาหลักก็ตกลงกันได้ด้วยดี แต่พอแต่งมาพี่สาวและแม่แฟนไม่พอใจ และไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องไปทำกิจการเรา พวกเค้ากดดันให้เราถอยออกมาจากกิจการครอบครัว โดยบอกเราว่าเราเป็นคนของทางนี้หน้าที่เราคือต่อไปต้องมาสร้างความรุ่งเรืองให้ตระกูลสามี ไม่ใช่ตระกูลตัวเองแล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าทางเค้าจะไม่มีกิจการให้เราออกมาทำ เราก็ควรสร้างกิจการใหม่เพื่อลูกชายเค้า เค้าบอกว่าไม่ได้แช่งนะแต่แม่เราไม่สามารถอยู่กับเราไปได้ตลอด แต่เป็นสามีที่จะอยู่กับเราดังนั้นอาจจะดูใจร้ายแต่เราก็ควรเลือกสามี
แต่ตัวสามีดิฉันนอกจากจะไม่เคยทำหน้าที่ลูกเขยแล้ว ยังยื่นขอเสนอว่าหากดิชั้นไม่สามารถสร้างกิจการใหม่ร่วมกันๆได้ ซึ่งมันจะสามารถแสดงถึงการมีอนาคตร่วมกัน หากชั้นทำไม่ได้ก็ต้องเลิกกัน นอกจากนี้การตัดสินใจทุกอย่างในครอบครัวไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ขึ้นอยู่กับพี่สาวและแม่ทั้งสิ้น
เค้าชอบพูดเสมอว่าถึงแม้บ้านดิฉันจะไม่มีเงินแต่มีที่ดิน แบ่งที่ดินให้นิดๆหน่อยๆจะไม่ได้ เลยเหรอ รู้รึป่าวว่าก่อนแต่งงานมีผญเข้ามาให้เลือกเยอะแต่ไม่ได้เลือก แต่ถ้ารู้ว่าไม่มีอย่างนี้เค้าจะไม่แต่งกับดิฉันแต่จะไปแต่งกับคนอื่นที่เหมาะสมกว่า
ขอบคุณ คุณ นา นะค่ะที่มาแสดงความคิดเห็นในบันทึกนี้ ดิฉัน อาจโชคดีกว่าใครหลายคนที่ เป็นสะใภจีน ยอมรับค่ะว่า ครอบครัวคนจีนเป็นอย่างที่คุณเล่ามา แต่ด้วยสามีดิฉันเขาเป็นคนแข็ง มีเหตุผล เราก็เลยช่วยเป็นทัศนคติ ของคนในครอบครัวได้ ขอให้กำลังใจนะค่ะ เข้มแข็งและเผชิญหน้ากับหน้าที่ของเราด้วยสติ ที่สำคัญคนข้างกายคุยกันให้เข้าใจ ไม่ใครบ่งการชีวิตของเราได้ หากกเราและคู่ชีวิต ก้าวเดินไปพร้อมกัน ให้กำลังใจค่ะ