ในการศึกษาเพื่อจัดทำขอบข่ายของข้อมูลนั้น กรณีศึกษาจะศึกษาในเรื่องราวของข้อมูลด้านต่างๆ คือ
1. ข้อมูลด้านกายภาพและชีวภาพ ที่บ่งบอกถึงสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีนั้น เช่น ในกรณีศึกษาเรื่องตลาดชุมชน ผู้เรียนจะต้องศึกษา สืบค้น เกี่ยวกับที่มาของการตั้งตลาด สถานที่ตั้ง ตลาดชุมชน บริเวณตลาด และสภาพใกล้เคียง น้ำดื่มน้ำใช้ อาคารสถานที่ติดต่อกับตลาดชุมชน สภาพรอบๆ ตลาดชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ผู้เรียนจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ให้เห็นสภาพความเชื่อมโยงสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น
2. ข้อมูลเกี่ยวกับประชาชน คนจะมีส่วนผูกพันกับปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดชุมชนอย่างแน่ชัด ดังนั้นผู้เรียนจะต้องศึกษาสังเกต สืบสอบถึงข้อมูลด้านวัฒนธรรมสังคมความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ นโยบายการปกครอง เนื่องจากการร่วมใช้บริการตลาดชุมชน และทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยเฉพาะเรื่องราวที่ผู้เรียนศึกษานั้น ต้องสังเกต ศึกษา สืบค้น ให้เห็นภาพข้อมูลเหล่านั้นให้ชัดเจนว่า ข้อมูลนั้นมีผลกระทบหรือพัวพันกับปัญหาที่กำลังศึกษาอยู่อย่างไร โดยที่ผู้เรียนจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ให้ได้ว่า
- ผู้บริการ (พ่อค้า แม่ค้า เจ้าของตลาด) ผู้รับบริการ ผู้เกี่ยวข้องมีใครบ้าง มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาอย่างไรบ้าง
- มีใครบ้างที่มีส่วนพัวพันในการสร้างปัญหาหรือเกี่ยวข้องด้วย
- ประเด็นปัญหาทางสังคมในตลาดชุมชนนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครมีส่วนเกี่ยวข้องต่อปัญหานั้นๆ
สำหรับรูปแบบในการเก็บบันทึกข้อมูลในด้านประชากรนั้น ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ทั้งในรูปแบบของการนำตัวอย่างการเก็บข้อมูลประชากรที่หลากหลายรูปแบบมาให้ผู้เรียนศึกษา แล้วผู้เรียนคิดกำหนดสร้างรูปแบบเป็นของผู้เรียนเอง หรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดประเด็นย่อยๆ ที่จะเก็บข้อมูล นำมาจัดสร้างรูปแบบด้วยตนเอง โดยมีผู้สอนคอยเป็นผู้แนะนำเพิ่มเติม ถ้าผู้เรียนพึงประสงค์
การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดออกแบบการสำรวจเก็บข้อมูลนั้น ถ้าผู้สอนคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดออกแบบเอง จะเป็นการฝึกวิธีการเรียนรู้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้เรียน ซึ่งผู้สอนจะคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดด้วยการถามตนเองว่า
1) เราจะเก็บข้อมูลด้านใดบ้าง
(ด้านกายภาพ ชีวภาพ ด้านสังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านนโยบาย)
2) ข้อมูลแต่ละด้านนั้นเราควรเก็บในเรื่องใดบ้าง
ด้านกายภาพชีวภาพ (แหล่งน้ำพื้นที่ทำการเกษตร อาคาร บ้านเรือน ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ข้อมูลต่างๆ ที่สามารถมองเห็นภาพจริงในชุมชน ถ้ามีหลักฐานปรากฏข้อมูลจากอดีตด้วยก็ควรเก็บมา เพื่อที่จะสามารถนำมาประกอบการวิเคราะห์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม)
ด้านสังคมวัฒนธรรม (จำนวน วัย เพศของประชาชนในชุมชน (ถ้ากรณีตลาดชุมชนก็ของผู้เกี่ยวข้องในการใช้บริการตลาดชุมชน) ค่านิยมทางวัฒนธรรม หรือวิธีการปฏิบัติการทางศาสนา ความเชื่อและวิธีการปฏิบัติตนต่อความเชื่อนั้นๆ เช่น การทรงเจ้าเข้าผี การดูหมอดูทำนายทายทัก ฯลฯ)
ด้านเศรษฐกิจ ที่มีส่วนในการสร้างปัญหาหรือผลกระทบ (ฐานะของประชาชนในชุมชน อาชีพของประชาชนในชุมชน การใช้ทรัพยากรของแต่ละอาชีพมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร การเป็นเจ้าของที่ดินในชุมชน กลุ่มความร่วมมือต่างๆ ในชุมชน ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ระหว่างอาชีพ ค่านิยมในการใช้ทรัพยากรของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม)
นโยบาย ที่มีส่วนในการสร้างปัญหา (ระเบียบข้อตกลง กฎหมาย ข้อบังคับในชุมชน การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชน องค์กรต่างๆ ในชุมชน บทบาทหน้าที่ขององค์กรในชุมชน นโยบายของชุมชน)
3) ข้อมูลแต่ละด้านเราควรเก็บจากแหล่งข้อมูลใดบ้าง
(สำเนาทะเบียนบ้าน สอบถามจากผู้นำท้องถิ่น สัมภาษณ์จากชุมชน สังเกตพฤติกรรมชุมชน ค้นคว้าจากหลักฐานเอกสารในชุมชน เช่น เอกสารรายงานของรัฐบาล ศึกษาจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับชุมชนนั้นๆ ศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในชุมชน หรือจากภูมิปัญญาท้องถิ่น)
4) เราจะเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการใด
(สัมภาษณ์ จดบันทึก ใช้แบบสอบถามเชิญประชุมแบบเสวนา สนทนา ค้นคว้าจากเอกสารหลักฐานต่างๆ เช่น สำมะโนประชากร สำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารวิชาการ เอกสารรายงาน ได้ข้อมูลมาจัดแยกเป็นหมวดหมู่เก็บไว้เป็นแฟ้มข้อมูลหรือซองข้อมูล)
5) เราจะตั้งคำถามว่าอย่างไรบ้าง (ดูในบทต่อไป)
6) เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในการออกไปปฏิบัติการเก็บข้อมูลในชุมชน (ตรงนี้ผู้สอนต้องให้นักเรียนสร้างข้อตกลง การปฏิบัติตนเกี่ยวกับมารยาทในการปฏิบัติตนต่อแหล่งข้อมูล คุณธรรมจริยธรรมของนักเก็บข้อมูลและของผู้เรียนที่ดี)
ทั้งนี้ในการออกแบบการเก็บข้อมูล จะมีรายละเอียดต่างๆ มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เรียนว่า จะต้องใช้ข้อมูลมากน้อยเพียงใดและข้อมูลเหล่านั้นจะมีความลึกซึ่งมากน้อยเพียงใด ก็อยู่ตรงที่กลุ่มมาร่วมอภิปรายหาข้อสรุปกัน ซึ่งจากประสบการณ์พบว่า ครั้งหนึ่งๆ ผู้เรียนออกแบบข้อมูลเท่าที่นึกได้ แต่พอมาอภิปรายหาข้อสรุปปรากฏผลว่าข้อมูลน้อย ต้องออกแบบเพิ่มเติมและไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมตั้งหลายครั้ง ซึ่งต้องตรงกับที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า การเรียนรู้แบบกรณีศึกษา การจะได้ข้อมูลจากชุมชนไม่ใช่ไปครั้งเดียวแล้วจะได้ข้อมูลพอเพียง แต่ต้องไปหลายๆ ครั้ง เป็นกระบวนการย้อนกลับ (Interactive) ในรูปแบบของวงกลม (Circular) ผู้เรียนจะต้องออกไปเก็บข้อมูลหลายๆ ครั้ง หลายๆ ด้าน จนกระทั่งเกิดความพอใจในข้อมูล แล้วจึงจะหยุด เพราะข้อมูลถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
สำหรับการจัดเก็บข้อมูลหรือจัดการกับข้อมูลเบื้องต้นนั้น ผู้สอนต้องฝึกให้ผู้เรียนเก็บข้อมูลเป็นระบบ เป็นด้านๆ ใส่ซองไว้ ข้อมูลใดที่ใช้แล้วเก็บรวบรวมไว้ให้ดี ส่วนที่ยังไม่ใช้หรืออาจจะเป็นส่วนเกินของการอภิปราย ครั้งนั้นก็จัดเก็บไว้ต่างหาก เพราะในตอนสรุปอาจจะต้องอาศัยข้อมูลเหล่านั้นอีก และเป็นการฝึกนิสัยการจัดการข้อมูลอีกทางหนึ่งด้วย แต่ทั้งนี้ในการออกแบบการเก็บข้อมูลและข้อมูลที่เก็บได้นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องมีประเด็นตรงตามที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ก็ได้ ที่นำเสนอให้เห็นภาพชัดเจนเป็นรายข้อนั้น เพื่อง่ายต่อการดำเนินการสอนให้บูรณาการกับสรรพวิชาต่างๆ และสามารถศึกษาเจาะลึกเข้าถึงข้อมูลในชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี
การนำเรื่องย่อยมาเรียนรู้เก็บข้อมูลศึกษาเรียนรู้ ผู้สอนสามารถเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดสร้างขอบข่ายการเรียนรู้ได้ตามอิสรภาพที่ตรงกับเนื้อหาเรื่องราวที่จะเรียนรู้แต่ละเรื่อง ซึ่งเรื่องบางเรื่องอาจจะไม่ได้อาศัยข้อมูลตามที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ก็ได้ แต่ทว่าวิธีการวางแผนการเรียนรู้นั้นน่าจะอาศัยวิธีการดังกล่าวมาแล้ว เพื่อง่ายต่อการคิดวางแผนการเรียนรู้และได้ผ่านการนำใช้ได้ผลมาแล้ว
สำหรับประเด็นย่อยๆ ในการวางแผนนั้น ผู้เรียนสามารถคิดเพิ่มเติมเข้าไปได้อีกมาก เช่น
- จะไปเก็บข้อมูลอย่างไร
- จะไปเมื่อไร
- จะนำข้อมูลมานำเสนอในรูปแบบใด
- จะนำเสนอข้อมูลแก่ใครอย่างไร
สิ่งเหล่านี้ผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียนคิด แล้วนำเสนอในการวางแผน
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบกรณีศึกษานี้ ผู้สอนควรสำเนียกอยู่เสมอว่า หัวใจสำคัญ อยู่ที่
1. การตั้งคำถามแบบเจาะลึกถึงข้อมูลของเรื่องที่จะเรียนรู้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ปัญหา สภาพของปัญหา เหตุที่ก่อให้เกิดปัญหา วิธีการแก้ไขปัญหา และผลที่ได้รับ
2. การวางแผนการเรียนรู้ และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้
3. การปฏิบัติงานในรูปแบบของกระบวนการกลุ่ม
4. การมีส่วนร่วมของชุมชน
ประเด็นหลักทั้ง 4 ข้อนี้ ผู้สอนจะต้อง พาทำ นำเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเดินสู่เป้าหมายของประเด็นหลักนี้ให้ได้มากที่สุด อย่าไปมัวติดอยู่ที่รูปแบบการเขียนรายงานของผู้เรียน และแม้แต่รูปแบบการเขียนแผนการเรียนรู้ของผู้สอน ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของผู้สอน ที่สร้างความกังวลใจให้ผู้สอนมากที่สุด รูปแบบการเรียนผู้เรียนคิดสร้างเองได้คือรูปแบบที่ดี
จงเข้าใจว่า การสอนแบบกรณีศึกษา คือ การเรียนรู้วิธีการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองอีกวิธีหนึ่ง
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...