คำถามข้างต้น ... เป็นคำถามที่ข้าพเจ้าใช้ถามตนเองเมื่อหลายปีก่อน หากนับย้อนไปจริงๆ ก็คงประมาณ ต้นปี ๒๕๔๙ เป็นปีที่ข้าพเจ้ากลับมาทำงานที่โรงพยาบาลยโสธร
เป็นการเลือกกลับมาทำงานเพราะที่นี่คือบ้าน ... แหล่งที่ให้การสนับสนุนชีวิตแห่งการทำงานและการศึกษา แต่ถ้าจะว่าไปจริงๆ คือ การกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านกับแม่ อยู่ใกล้ชิด ซึ่งเราไม่อาจทราบได้ว่าจะอีกนานเท่าไร แต่เมื่อมาถึงวันนี้ก็เข้าปีที่ ๗ แล้ว
การมาอยู่ที่นี่หากเทียบกับวุฒิทางการศึกษา ข้าพเจ้าคิดว่าหลายท่านคงบอกว่าทำไมไม่เข้าไปในระบบการศึกษาและสอนหนังสือ แต่ข้าพเจ้าคิดต่างออกไปว่า การอยู่พื้นที่หน้างานทำให้ข้าพเจ้าได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมามากกว่า เพราะคือบทพิสูจน์ว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำตนเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารในการถ่ายทอดทฤษฎีจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง หากแต่ข้าพเจ้าลงมือกระทำการนำองค์ความรู้ที่เรียนมามาใช้ว่าจะสามารถใช้ได้จริงไหม ... ก้าวเข้าสู่การปฏิบัติ
พื้นที่ไหนล่ะเหมาะสม...ก็พื้นที่บ้านเกิดเมืองนอนนี่แหละ
ชีวิตไม่ได้ปรารถนาว่าจะต้องยิ่งใหญ่โต หรือร่ำรวย มีชื่อเสียง .... ชีวิตต้องการเพียงว่า ในจิตใจนี้เหลือซอกหลืบใดที่ข้าพเจ้ายังไม่ถ่องแท้ในการเรียนรู้
ข้าพเจ้า...นำวิถีการทำ R2R มาใช้ที่โรงพยาบาลยโสธร เริ่มทำในกลุ่มเล็กๆ ... เป็นการเรียนรู้การทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหาหน้างาน ได้ฝึกวิธีคิดและนำพาผู้คนได้ฝึกฝนวิธีคิดผ่านการเรียนรู้ที่มีคุณค่าและมีความสุข ... และแล้ว R2R ที่นี่ก็ต้องพับลง เงียบลง...
ข้าพเจ้าก็เปลี่ยนบทบาทของการทำเฉพาะในหน่วยงานเล็กๆ แม้ทำคนเดียวก็ทำ... ทำไป เรียนรู้ไป ไม่ท้อ ไปทางหนึ่งไม่ได้ มันก็มีอีกทางหนึ่ง... ขึ้นอยู่กับวิถีแห่งการคิดและกำลังใจที่มี
เพิ่มบทบาทของการเป็น R2R-Facilitator ผสมผสานกับการเป็นวิทยากรกระบวนการ ไปชี้ เชียร์ การทำ R2R ที่อื่นๆ ผสมผสานเชื่อมเข้าไปสู่กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพ ช่วยเหลือในการเรียนรู้องค์ความรู้ทางวิจัยแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่พูดเรื่องที่ยากลำบาก เชื่อมโยงจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งให้รู้จักกัน ได้ไปเจอกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้นึกถึงเหมือนกับตนเองเป็นนกตัวเล็กๆ ที่นำเมล็ดพันธุ์พืชหนึ่งไปโปรยอีกที่หนึ่ง เกิดการออกดอกออกผลบ้าง...แตกต่างกันออกไป
การทำงานเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ร่ำรวยขึ้น ไม่ได้รับการประกาศเกียรติคุณใดใด... แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับนั้นยิ่งใหญ่และมากมายกว่าที่เอ่ย คือ...
ความอดทน...อดทนต่อปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นของการทำงานร่วมขับเคลื่อน R2R นี้ รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว เหตุการณ์หรือบุคคล... แต่ข้าพเจ้าก็อาศัยความอดทน นอบน้อม และยอมรับ ไม่สร้างความขัดแย้ง
การรักษาซึ่งสัจจะที่ตั้งไว้ คือ การได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือพัวพันงานนี้ ไม่ใช่เหตุบังเอิญหากแต่เป็นบุพกรรมอันมีเหตุสืบเนื่อง เพื่อให้เราได้ทำหน้าที่ ... หน้าที่ที่ไม่ใช่คำสั่ง หากแต่เป็นหน้าที่ที่เราได้เกิดการตระหนักรู้ ถึงความเสียสละ ที่ไม่เห็นแก่ตัว สามารถเผื่อแผ่องค์ความรู้ที่ตนเองได้เรียนรู้มาสู่สาธารณชน ที่เขามองเห็นคุณค่าในตัวเราที่มี...
ใจที่มีความเมตตากรุณา จากการเรียนรู้ว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลที่มีตามธรรมชาติ ทำให้ใจเราอ่อนโยนที่จะสนับสนุนให้กระบวนการเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นอิสระ ไม่บีบบังคับ แต่ก็ไม่เหลาะแหละ หากแต่คอยเอื้อว่า ทำอย่างไรเราจะสามารถพูดเรื่องยากๆ ให้ผู้คนได้เข้าใจอย่างง่ายๆ ได้...เป็นโจทย์ที่ข้าพเจ้าได้ฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ
ได้ฝึกฝนการใช้ปัญญา... ในยามที่มีปัญหาและอุปสรรค ความอดทนหนุนนำทำให้เราใจเย็น และค่อยๆ ใคร่ครวญว่าเราจะสามารถผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้ด้วยความนอบน้อมมากเพียงใด... สำหรับข้าพเจ้ามองว่าเรื่องนี้เป็นความท้าทาย ในการที่ได้ฝึกฝนตนเอง
ที่สำคัญ...ที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการของการพัวพันกับงาน R2R คือ ข้าพเจ้าได้ฝึกฝนการเสียสละ อันเป็นการเสียสละออกจากความเห็นแก่ตัว หากว่าข้าพเจ้าไปทำงานเป็นอาจารย์ หรือนักวิชาการอิสระ และรับจ้างเป็นวิทยากร ที่มีค่าตัวต่อชั่วโมง อย่างน้อย ๑,๕๐๐ บาทต่อชั่วโมงคิดเป็น ๑๒,๐๐๐ บาทต่อวัน ไม่รวมค่าเดินทางค่าที่พัก ชีวิตข้าพเจ้าก็คงจะร่ำรวยกว่านี้ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำ บางครั้งก็ถามตนเองเหมือนกันว่า ทำไมไม่ทำ ... ทำไมต้องมาอดทนเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ ใครก็ถามกันจนกลายเป็น norm ของคนปกติทั่วไปที่ร่ำเรียนมาและมีวุฒิการศึกษา ... บางครั้งเหนื่อยอย่างมากในการเดินทาง เพราะข้าพเจ้านั้นทานอาหารเพียงมื้อเดียว ขับรถไปกลับเอง ช่วยชาติประหยัดเพราะหากส่งรถมารับ ต้องเกิดการสูญเสียในการขับรถตั้ง ๔ เที่ยว หากเราไปกลับเองก็เพียงแค่ ๒ เที่ยวเท่านั้นเอง เดินทางไปบางที่บางแห่งการดูต้อนรับตระหนักในความใส่ใจน้อย แต่ก็ได้อดทน เพราะนี่คือ เส้นทางการฝึกฝนตนเอง และแล้วข้าพเจ้าก็ผ่านมาได้ ปาเข้าไป ๗ ปีแล้ว...
ได้ฝึกฝนตั้งมั่นในความดีงามที่ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ทำสิ่งอันเป็นอกุศล อย่างน้อยชีวิตการทำงาน ยึดเอาหลักศีล ๕ มาเป็นกรอบ โกรธเกลียดใครไหม ลักขโมยไหม โดยเฉพาะเวลางานราชการ ไม่ไปกระตุ้นให้ผู้คนเกิดกามราคะเกิดใคร่อยากได้นั่นนี่ในชื่อเสียง หรือแม้แต่ใจเราเองด้วย...รักษาสัจจะ และที่สำคัญกระทำงานทุกย่างก้าวด้วยความมีสติสัมปะชัญญะ check และตรวจสอบใจตนเองอยู่เสมอ
นำพาตนเองให้พากเพียรอยู่เสมอ ... บางครั้งการได้หยุดพักสบายๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่การทำงานเช่นนี้ ได้ฝึกฝนตนเองทำงานแบบไม่มีวันหยุดพักผ่อนเลย ทำไปเรียนรู้ไป ใคร่ครวญไป... ทำไปทำมาก็เกิดเป็นนิสัย เกิดเป็นความเคยชิน โดยเฉพาะได้กำไรในเรื่องการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างให้เกิดความคุ้มค่า
ที่แน่ๆ ...การเข้าได้มาพัวพันการทำงาน R2R ทำให้ข้าพเจ้าได้รักษาซึ่งสัจจะที่อธิษฐานไว้ว่า "ชีวิตที่เหลืออยู่ จะทำสิ่งที่ก่อเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุดเท่าที่ศักยภาพนี้มีอยู่"... และแล้วก็ได้ทำตามที่อธิษฐานจิตนี้ไว้
ที่สุดแล้ว...
ได้เรียนรู้ผ่านการฝึกฝนถึงการวางลง ... เมื่อปัญหาและอุปสรรคเกิดแต่แก้ไขไม่ได้ ก็คงต้องวางลงด้วยใจที่นอบน้อม
...
๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕

เรียน อาจารย์ ครับ เป็นบันทึกที่ยืนยันแรงบันดาลใจของผมได้ดีมากครับ ขอบคุณที่ทำให้เห็นแง่งามในความคิดและชีวิตครับ
เมื่อผมได้รู้จักอาจารย์....(ผมขอลอกประโยคของอาจารย์นะครับ)....ทำให้นึกถึงเหมือนกับตนเองเป็นนกตัวเล็กๆ ที่นำเมล็ดพันธุ์พืชหนึ่งไปโปรยอีกที่หนึ่ง เกิดการออกดอกออกผลบ้าง...แตกต่างกันออกไป....(ผมพยายามที่เป็นนกตัวเล็ก ๆ ตัวนั้นครับ)...
บทความนี้..ทำให้ได้คิดมากมายค่ะ