ฟ้ามืดหม่นปกคลุมไปด้วยไอควันหมองเศร้า ในเวลาเย็นของวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕ ที่ท้องฟ้าครึ้มฟ้าครึ้มฝน ทางสายยาวทอดขนาดไปตามลำน้ำที่คดเคี้ยวจนมองไม่เห็นปลายทาง ข้าพเจ้าเดินตามทางสายนั้นไปด้วยความรู้สึกภายในใจที่ไม่ต่างกับบรรยากาศ 

สวนสาธารณะที่เข้าพเจ้าย่างก้าวเข้าไปอย่างไม่ตั่งใจย่ามบ่ายแก่ย่านบางกะปิที่ปรุงแต่งจัดแจงให้เป็นปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ที่ดัดแปลงจากโครงการแก้มลิงแล้วประบปรุงภูมิทัศน์ให้เป็นสวนสาธารณะ จากประโยชน์หนึ่งสิ่งเพิ่มเป็นหลายสิ่ง



จากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน จากความเหนื่อยล้าจากการดำเนินชีวิต จากความความหมองเศร้าจากความรักที่ผ่านพ้นไป ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจลงรถเมล์ที่นี่ เมื่อเดินเข้าลึกไปข้างใน ความอัดอั้นที่ตันอยู่ในใจก็ค่อย ๆ ทยอยหลังไหลออกไปพร้อม ๆ กับภาพที่ค้างคาอยู่ในหัวใจอันไม่อาจระบายกับใครได้ ทุกย่างก้าวมันได้ระบายความรู้สึกนั้น มันลดลง ลดลง และลดลง ลดลงไปตามเส้นทางอันแสนยาวและเลี้ยวลด แม้มันจะระบายออกมาไม่หมด แต่มันก็ทำให้สบายใจขึ้นได้บ้าง อย่างน้อย ๆ การเดินไปยังสถานที่อันสงบก็ทำให้เราสงบตามไปด้วย แม้จะเป็นช่วงเวลาหนึ่งก็ตาม



ต้นไม้บ้างสูงใหญ่ตัดแต่งกิ่งราก บ้างยังเล็กเพิ่งหัดตั้งไข่ใช้ไม้พยุง ได้อธิบายเรื่องราวของชีวิตว่า ไม่มีชีวิตไหนเติบโตได้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว ไม่มีสิ่งไหนดำเนินชีวิตไปตามลำพังได้ ทุกสิ่งที่มีการเกื่อนหนุน มีการช่วยเหลือ มีการตัดแต่ง และที่สำคัญต้องมีเพื่อน

ที่ใกล้จะปลายสุดของเส้นทาง ข้าพเจ้าเห็นสองหลาน ตา หรือจะเรียกว่าอากงก็ได้ เดินจูงมือกันไปตามเส้นทางนั้น ที่ไหลของหลานมห่อผ้ายาวสพายอยู่ ทั้งสองจูมือไปพูดคุยไป ไม่มีใครรู้หรอกว่า ทั้งสองพูดอะไรกัน ภูมิหลังของสองชีวิตนี้เป็นอย่างไรสุขหรือเศร้า ลำบากหรือสะดวกสบาย แต่ที่แน่ ๆ ภาพนี้สามารถทำให้คนที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์อย่างข้าพเจ้าเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว 



และเมื่อถึงปลายสุดแห่งเส้นทางเดิน เป็นลานเอนกประสงค์สำหรับให้ทำกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ อากงนั่งลงบนอัฒจรรย์ หลานเกะห่อผ้าออก ดึงกระบี่จีนออกมา ฟังอากงพูดสองสามนาที จากนั้นเธอก็ร่ายรำ

ผมยืนมองอยู่นานในที่ไม่ไกลนัก ถ่ายรูป และเดินหนีจากมา



ทางกลับมันเป็นอีกฝากหนึ่งตรงกับข้ามจากทางที่เดินมา ซึ่งก็คดเคี้ยวไม่แพ้กัน แต่ต่างกันตรงที่ขากลับข้าพเจ้าสาวเท้าเร็วขึ้น เพราะว่าฟ้าที่อัดอั้นได้ร้องโครมครามราวกับไล่ให้ข้าพเจ้าเดินไปให้พ้นจากความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ ราวกับบอกว่า ความสุขที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง มันเป็นเพียงภาพลวงตา มันตัดแต่ง มันหลอกลวง



ฟ้าร้องขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเริ่มโปรยเม็ดฝนเม็ดโต ใบไม้พริ้ใวไหวไปตามแรงลมพัดแรง ผงกใบขึ้นลงตามเม็ดฝน ราวกับบอกกับข้าพเจ้าว่า ชีวิตต้องร่ายรำ

วาทิน ศานติ์ สันติ
๑๒ เมษายน ๒๕๕๕
สวนนวมินทร์ภิรมณ์ คลองจั่น บางกะปิ