ในยุคอินเทอร์เนตนี้ (พศ. ๒๕๔๒) เป็นการง่ายมากที่จะขอขมาลาโทษกันก่อนบวชต่อเพื่อนร่วมงาน ผู้เขียน ได้ทำการส่งไปรษณีย์ทางคอมพิวเตอร์ (อีเมล์) ไปยังเพื่อนร่วมงาน เขียนฉบับเดียวส่งกระจายเป็นลูกโซ่ไปถึงได้ทุกคน….ขอนมัสการพระคุณเทคโนโลยีฝรั่ง!!
ส่วนญาติผู้ใหญ่ที่อยู่บ้านนอกก็ใช้วิธีออกเดินสายด้วยตนเอง คือหลังจากทำพิธีโกนหัว ห่มผ้าขาวขลิบทองที่เหมือนครุยรับปริญญาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (องค์กรมหารวย) แล้ว ก็ถือดอกไม้ ธูปเทียน ใส่พานไปขอขมาลาโทษต่อผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
ต้องนับว่านี่เป็นประเพณีที่ดีมากจริงๆ เป็นอุบายที่จะทำให้ได้ประโยชน์ในทุกฝ่าย คนที่เคยถือโทษโกรธกันก็ให้อภัยต่อกันได้ในคราวนี้ พระก็จะได้ไม่ต้องพะวง สามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างดี ฆราวาสก็พลอยได้บุญไปกับอานิสงส์แห่งการให้อภัยทาน ให้โอกาสแก่ผู้ประสงค์จะสร้างบารมีในพระพุทธศาสนา เพราะหากไม่อโหสิกรรมต่อกันนาคก็ไม่อาจจะบวชเป็นพระได้
และที่น่ารักอีกอย่างสำหรับนาคก็คือ (อะแฮ่ม) ผู้ให้อโหสิกรรมนั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ที่พ่อนาคเคารพนับถืออยู่แล้ว ไม่มีอะไรจะต้องอโหสิกันสักเท่าไรหรอก เมื่ออโหสิกันพอเป็นพิธีแล้ว ท่านก็มักจะอดไม่ได้ที่จะต้องขอร่วมทำบุญด้วยใบแดงๆบ้าง ใบม่วงๆบ้าง เขียวหม่นๆบ้าง ตามแต่กำลังศรัทธา ทำให้พ่อนาคอดคิดติดตลกเล่นไม่ได้ว่า ถ้าหากถูกพิษIMF เล่นงานหนักๆ ต่อไปนี่อาจลองบวชสึก บวชสึก ไปเรื่อยๆ ขออโหสิกรรม ที่โน่นที ที่นั่นที ก็น่าจะพอดำรงชีวิตอยู่ได้ทีเดียว
ผู้เขียนเป็นคนที่มักไม่ค่อยยึดติดในรูปแบบแต่มักชอบเค้นเอาแต่เนื้อหามาแต่ไหนแต่ไร(ซึ่งมักจะเป็นการสวนกระแสวัฒนธรรมแบบไทยๆ) ในการบวชของตนเองก็เช่นกัน ได้พยายามตัดพิธีกรรมลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่นการขานนาคในคืนก่อนการบวช ได้ขอร้องแม่ว่าขอให้งด ได้วิเคราะห์ดูแล้วว่าข้อดีของการขานนาคก็มีอยู่เช่น การสรรเสริญบุญคุณของแม่ ว่ากันว่าหมอขานนาคที่เก่งๆนั้นสามารถเรียกน้ำตาให้นองหน้าพ่อนาคได้ทั้งคืน
.....เขาจะขานเป็นทำนองอ้อยสร้อย พรรณาถึงความอดทนเหนื่อยยากเจ็บปวดของแม่ที่ต้องอุ้มท้อง คลอด และเลี้ยงดูเช็ดเยี่ยวเช็ดขี้เรามา แต่กว่าจะพรรณาหมด ก็ต้องควักเงินจ่ายค่าขานนาคมากโข เช่น เขาอาจขานว่าแม่ต้องแพ้ท้องอยากกินมะยมเปรี้ยวแต่เงินก็หมดลงพอดีจึงไม่มีเงินจะไปหาซื้อมะยม ญาติโยมก็ต้องเอาเงินให้หมอนาค(เพื่อไปซื้อมะยมดอง) ตอนจะคลอดก็ต้องเสียค่ารถ ค่าโรงพยาบาล ค่าหยูกยาไปตลอดทาง กว่าจะเลี้ยงโตจนมีอายุครบได้บวชเรียน ก็ต้องเสียเงินไปเยอะ (ไม่งั้นหมอไม่ยอมขานต่อ) หมอขานนาคที่เก่งๆก็คงจะได้เงินโขอยู่
นั่นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นข้อดีของการขานนาค เพราะทำให้พ่อนาคได้มีจิตใจหวนรำลึกถึงพระคุณในอดีตของพ่อแม่ได้เหมือนกัน และยังทำให้ญาติโยมได้มีโอกาสมาพบปะร่ำลา ขอขมาลาโทษกันก่อนบวช แต่นั่นก็กลับกลายเป็นจุดอ่อนของการทำพิธีขานนาคไปได้ เพราะการมาพบปะกันของกลุ่มคนไทยเรานั้นมักนิยมทำกรรมสองอย่างเสมอ คือ กินเหล้า กับ เล่นไพ่ ผู้เขียนเล็งเห็นโทษข้อนี้ของการจัดงานขานนาค ประกอบกับเราเองก็บวชตอนแก่ พระคุณของพ่อแม่ก็ซาบซึ้งเป็นล้นพ้นพอเพียงอยู่แล้วโดยไม่ต้องให้หมอนาคมาขานให้ฟังหรอก จึงขอให้งดการขานนาคเพราะเกรงว่าจะได้บาปมากกว่าบุญในการที่จะมาถือบวชนี้
ในเช้าวันบวชก็มีญาติผู้ใหญ่ที่ได้รับเชิญมาสัก ๑๐ คนเห็นจะได้ ไม่ต้องการให้เชิญคนมาเป็นสักขีพยานทั้งอำเภอเหมือนที่โยมแม่ท่านต้องการ แต่กลับต้องการให้มีกลองยาวตีแห่รอบโบสถ์สักสามรอบเพราะเห็นว่ามันเป็นพิธีที่พอไปวัดไปวาได้ (มีติดสนุกไร้มลพิษสักเล็กน้อยน่าจะเป็นการดี) แต่โยมแม่ไม่เข้าใจความประสงค์ของพ่อนาค ก็เลยไม่ได้ว่าจ้างวงกลองยาวไว้ล่วงหน้า
ก็เลยแห่นาครอบโบสถ์กันแห้งๆ แต่แล้วบรรดาผู้แก่เฒ่าท่านคงจะนึกเปรี้ยวปาก ท่านก็โห่ฮิ้วกันขึ้นมาเองอย่างสนุกสนาน แถมมีการตามด้วยการทำเสียงเลียนแบบฆ้องกลองและมีการร่ายรำไปด้วยอย่างสนุกสนาน
อ้อ..มีเพื่อนคณาจารย์ที่ทราบข่าวทางอีเมล์มาร่วมงานบวชด้วยหนึ่งคันรถ มีอาจารย์ฝรั่งมาร่วมพนมมือแต้อยู่ด้วยคน น่ารักดี
...คนถางทาง
เอาแบบง่ายๆ เข้าว่าก็ดีเหมือนกันนะครับ