ก่อนอื่น ในการเขียนครั้งนี้ ผู้เขียนจะใช้คำว่า "จักรวาฬ" แทนคำว่า "จักรวาล" ในภาษาสมัยปัจจุบัน และ "จกฺกวาฬ" ในภาษาบาลี

     ต้นฉบับ เป็นภาษาบาลี ที่รจนาขึ้นเมื่อเกือบ ๕๐๐ ปี แต่มีการแปลและเรียบเรียงใหม่เมื่อ ๓๒ ปีที่แล้วโดยหอสมุดแห่งชาติ แต่ผู้เขียนก็จะพยายามสกัดแล้วสรุปมาให้ผู้อ่านเต็มความสามารถ

     คำว่า "จักวาฬ" ก็คือ โลกธาตุ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนมณฑลแห่งกงรถ ที่แวดล้อมโดยรอบ แต่ในที่นี้หมายเอาหินจักรวาฬ หรือภูเขา ได้แก่ เขาสิเนรุ เขาสัตบริภัณฑ์ ทวีปใหญ่ทั้ง ๔ ทวีปน้อย ๒,๐๐๐ และมหาสมุทร (เป็นหลัก)

     ดังนั้น ความหมายของคำว่า "จักรวาฬ" ก็คือคำว่า "ไป" หรือ "เป็นไปดุจล้อรถ" หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ กลมเช่นเดียวกับล้อรถ ซึ่งน่าจะเรียกว่า "จักกาวัฏ" มากกว่า "จักรวาฬ"

     ส่วนคำว่า "โลก" นั้นหมายถึง การประชุมและความสืบต่อแห่งขันธ์ทั้งหลายอันเนื่องด้วยอินทรีย์ ซึ่งอาจจะเรียกว่า "สัตว์โลก" ก็ได้

     ดังนั้น คำที่เรียกว่า "สัตว์" ก็เพราะว่ามีจิตซัดส่ายไปในอารมณ์ มีรูป เป็นต้น และที่เรียกว่า "โลก" ก็เพราะกุศล อกุศลและวิบากของกุศลและอกุศลนั้น

     ส่วนการประชุมและความสืบต่อแห่งรูปทั้งหลาย อันไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ เรียกว่า "โอกาสโลก" และโอกาสโลกนี้ อาจจะใช้คำว่า "ภาชนโลก" ก็ได้เพราะเป็นที่รองรับของสัตว์เหล่านั้น

     ดังนั้น โอกาสโลก จึงได้ชื่อว่า "โลกธาตุ" ก็เพราะทรงไว้ซึ่งโลก กล่าวคือสัตว์โลก หรือเพราะโลกคือความทรุดโทรมย่อยยับอันเนื่องมาจากการว่างจากสัตว์และชีพ(สิ่งมีชีวิต)

     จักรวาฬหนึ่ง ๆ ยาวและกว้างด้านละ ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ หากนับเส้นรอบวงกลมเป็น ๓ เท่าของความกว้าง จึงเท่ากับว่า จักรวาฬ(ของเรา)โดยรอบจึงมีขนาดเท่ากับ ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน์

     ในจักรวาฬ(ของเรา) มีมหาปฐพีหน้า ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ แต่ไม่ระบุส่วนกว้างไว้ อย่างไรก็ตามจักรวาฬนั้นมีมากกว่าแสนโกฏิจักรวาฬ

     มหาปฐพี(แผ่นดินในจักรวาฬหนึ่ง ๆ)นี้ ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ

     ในกัณฑ์(บท)นี้ ยังทำให้เกิดแนวคิด มหาปฐพี ๔ คือ แผ่นดินฝุ่น แผ่นดินศิลา(หิน) แผ่นดินลม และแผ่นดินน้ำ แต่บางมติก็ถือเอามหาปฐพี ๒ คือแผ่นดินฝุ่นและแผ่นดินศิลา หรือสรุปเหลือลงจริง ๆ ก็คงมีแต่แผ่นดินฝุ่นเท่านั้น โดยอาศัยรูปศัพท์ที่ว่า จะพึงย่อยไป

     อย่างไรก็ตาม แผ่นดินนั้น ตั้งอยู่ในการดำรงอยู่แห่งโลก ดังนั้นโลกจึงมีน้ำเป็นที่รองรับแผ่นดิน ซึ่งมีความหนา ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์ ส่วนลม(อากาศ) รองรับน้ำหนา ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์

     เป็นอย่างไรบ้าง นี้แค่บทแรกน่าสนุกหรือไม่? อ่านช้า ๆ ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ สุดท้ายเราจะเข้าใจเจตนาของพระเถระในยุคก่อน ท่านมักสื่อธรรมะอะไรแอบแฝงไว้ โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสเรื่องเหล่านี้มาทำไม?