โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกไม่ได้เป็นเพียงทุนศึกษาต่อ : (๒) เป็นกลไกเข้าสู่การวิจัยที่พรมแดนความรู้
เช้าวันที่ ๗ เม.ย. ๕๕ ผมมีโอกาสแสดงความยินดีกับ รศ. ดร. โกศัลย์ คูสำราญ รอง ผอ. คปก. ในผลสำเร็จของ คปก. และของ RGJ – PhD Congress จึงได้ทบทวนว่า ดร. โกศัลย์มาทำงานที่ คปก. เป็นเวลาถึง ๑๒ ปีแล้ว ท่านเป็นคนละเอียดและมีความรู้ดีมาก ท่านเรียนหนังสือรุ่นหลังผมปีเดียว ระบบงานของ คปก. ที่มีระบบข้อมูลแม่นยำและทันเวลา ช่วยให้การบริหารงานมีความคล่องตัว รวมทั้งบริหารภาพใหญ่ได้อย่างดี และมีความต่อเนื่อง มาจาก ดร. โกศัลย์นี่เอง
ผมถือโอกาสคุยกับหลายท่านที่มาร่วมงาน เพื่อทำความเข้าใจภาพใหญ่ของ คปก. และได้ความเห็น ที่ยืนยันว่า คปก. ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนาวัฒนธรรมวิจัยแบบจริงจังพิถีพิถันในคุณภาพ พัฒนา วัฒนธรรมการจัดการงานวิจัย ส่งเสริมนักวิจัยที่มีคุณภาพสูง ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยมีกิจกรรม RGJ – PhD Congress, กิจกรรมของเครือข่าย คปก., และเงื่อนไขอื่นๆ ของ คปก. เป็นตัวสื่อสารเคลื่อนไหววัฒนธรรมเหล่านี้
วัฒนธรรมวิจัยเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมาก และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมถามผู้มาร่วม ประชุมที่ทำงานวิจัยทางด้าน molecular biomedical research ท่านหนึ่ง ที่มาร่วมประชุมวิชาการ คปก. อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตั้งแต่ต้น ว่าผลงานวิจัยของ นศ. คปก. ที่นำมาเสนอในการประชุมมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง ไปอย่างไร ได้คำตอบว่า งานวิจัยมีความซับซ้อนและมีธรรมชาติเป็น systems science มากขึ้นๆ ซึ่งเป็นไปตาม แนวโน้มโลก ในขณะที่ผลงานวิจัยของการประชุมวิชาการใหญ่อีกชุดหนึ่งของ สกว. คือ การประชุมนักวิจัยใหม่ พบเมธีวิจัยอาวุโส ที่ผลงานที่มานำเสนอเป็นของนักวิจัยใหม่ หลังจบปริญญาเอกไปแล้ว ผลงานที่เอาไปนำเสนอ ในที่ประชุมนั้น สู้ของ คปก. ไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นเพราะความเข้มข้นของ mentoring สู้ของ คปก. ไม่ได้
ท่านผู้นี้ให้คำอธิบายว่า นศ. คปก. ได้สัมผัสใกล้ชิดกับ mentor / co-advisor ต่างประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่ พรมแดนความรู้ ได้ทำงานในห้องปฏิบัติการในโครงการวิจัยของ mentor เหล่านี้ จึงช่วยให้ผลงานวิจัย คปก. จำนวนมากเป็นงานวิจัยที่พรมแดนความรู้ (มี originality สูง) แต่ผู้ได้รับทุนนักวิจัยใหม่ไม่มีกลไกสนับสนุน (บังคับ?) ความร่วมมือกับต่างประเทศ โอกาสทำงานวิจัยที่พรมแดนความรู้จึงจางลงไป เมื่อผมนำข้อสังเกตนี้ ไปถามความเห็นเมธีวิจัยอาวุโสท่านอื่นๆ ก็ได้ความเห็นตรงกัน
ข้อคิดนี้ ชี้ให้เห็นคุณประโยชน์ของการออกแบบ คปก. ให้ นศ. ต้องมี co-advisor ต่างประเทศ และมีเวลาไปวิจัยร่วมกับ co-advisor ในต่างประเทศ ๖ - ๑๒ เดือน และการจัดการ คปก. ร่วมกับกลไก ความร่วมมือจากต่างประเทศ ให้เกิดความร่วมมือในการวิจัยระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาไทย (และมหาวิทยาลัยไทย) กับนักวิจัยและสถาบันวิจัยต่างประเทศ
เท่ากับ คปก. ได้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทย ในด้านการเป็นกลไกส่งเสริมความร่วมมือ กับต่างประเทศในด้านการวิจัยนั่นเอง ผมเดาว่ากลไกสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยกับต่างประเทศ ของประเทศไทย ที่ได้ผลจริงจังที่สุด คือ คปก. นี่เอง เป็นโครงการที่การลงทุนทำข้อตกลงความร่วมมือ มีน้อยมาก เมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ แต่ได้ผลในทางปฏิบัติมาก เพราะมันฝังแฝงอยู่ในกิจกรรมสร้างบัณฑิต ปริญญาเอก ผ่านตัวนักศึกษาที่มีสติปัญญาสูง มีความมุ่งมั่นสูง และขยันทำวิจัย ทำให้ co-advisor ต่างประเทศ ให้ความเอ็นดู และเกิดความนับถือระบบงาน คปก. และเห็นความสามารถของอาจารย์ที่ปรึกษาหลักของไทย
ผู้มาร่วมประชุมระดับอาวุโสมากท่านหนึ่ง ร้องทุกข์จากการคุยกันในวงกาแฟว่า คปก. ยึดมั่นถือมั่น กับกติกา GPA ตอนจบ ป. ตรี มากเกินไป ทั้งๆ ที่ตอนทำปริญญาโท ได้แสดงความสามารถ มีผลงานเด่นสุดๆ แต่ GPA ตอนจบ ป. ตรี ไม่ถึง 3.00 ก็ถูก คปก. ปฏิเสธ
ผมมองว่า นี่คือพื้นที่ของความยืดหยุ่นและวิจารณญาณ โดยผู้ใช้วิจารณญาณต้องเข้าใจปรากฏการณ์ late bloomer หรือ นศ. ที่ตอนเรียน ป. ตรี ทำกิจกรรมมากจนได้คะแนนไม่ดี เรื่องแบบนี้ต้องเอารายละเอียด เชิงบริบทอีกมากมายมาขึ้นตาชั่งแห่งวิจารณญาณ เวลามีคนเอาเรื่องทำนองนี้มาให้ผม (โดยผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับ งานโดยตรง) ผมจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะเจียมตัวว่าไม่มีข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ นอกเหนือจากที่ผู้เล่าบอก
กลับมาที่การเปรียบเทียบคุณภาพผลงานวิจัย คปก. กับผลงานวิจัยของผู้รับทุนนักวิจัยใหม่ น่าจะเป็นเครื่องบอกว่า เราต้องการการจัดการทุนนักวิจัยใหม่ ที่ช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือกับต่างประเทศ ให้มากขึ้น โดยที่จะต้องจัดการอย่างซับซ้อนยิ่งกว่าของ คปก. เพราะนักวิจัยใหม่ควรมีอิสระทางความคิด มากขึ้น คือปลดตัวเองออกจากการอยู่ใต้ภาวะผู้นำของอาจารย์ผู้ใหญ่หรือที่ปรึกษา หรือหากยังดำรง ความสัมพันธ์ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แนวราบ หรือเท่าเทียมกัน ความร่วมมือกับต่างประเทศ ที่เราส่งเสริมให้แก่นักวิจัยใหม่ ควรคำนึงถึงประเด็นนี้อย่างจริงจัง
ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งของการจัดการ คปก. กับนักวิจัยใหม่ คือ คปก. มีการ outsource กิจกรรม ส่งเสริมความคึกคัก จริงจังทางวิชาการ ให้เครือข่าย คปก. ที่นำโดย ศ. ดร. วิชัย ริ้วตระกูล และ ศ. ดร. มนัส พรหมโคตร รับไปดำเนินการ ส่วนทุนนักวิจัยใหม่ ไม่มีการจัดการส่งเสริม คือปล่อยให้นักวิจัยใหม่ดูแลตนเอง ประเด็นนี้น่าจะได้รับการพิจารณา ว่าควรเสริมการจัดการบางอย่างเพิ่มขึ้น ให้แก่ทุนนักวิจัยใหม่หรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๘ เม.ย. ๕๕
ผมน่าจะเป็นคนแรก (แต่ประมาณพศ. ๒๕๓๕) ที่แพร่ข้อมูลว่า ไทยเราส่งนร. ไปเรียนนอกกันมา 100 ปีแล้วแต่ทำไมยังด้อยพัฒนา จึงขอให้หันมา "เรียนในประเทศ" ดีกว่า เพื่อเอาปัญญามาพัฒนาชาติเรา ดีกว่าส่งไปพัฒนาชาติอื่น
ต่อมา ผมเขียนบทความด่า "สกว" ว่าเป็นหน่วยงาน "ทำลายชาติ" เพราะให้แต่เงินสนับสนุนการวิจัยที่ "เห่อฝรั่ง " แบบไม่ดูหัวแม่เท้าตนเอง จนกระทั่งบัดนี้สกว. หันมาให้ทุนแบบไทยๆ มากขึ้น โดยเฉพาะด้านเกษตร
ผมดีใจมากที่ สกว. จัดตั้งโครงการ คปก. (แอบคิดในใจว่า การด่าแหลก ของผมคงมีส่วนแน่ๆ)
แต่ผมก็ยังแย้งว่า ทำไมต้องบังคับให้ นศ. ไปทำวิจัยเมืองนอก และให้เงินอจ.เมืองนอก มาเที่ยวเมืองไทย มันใช้เงินมากจริงๆ ประเทศยากจนแบบเราต้องเจียมกะลาหัวกว่านี้และขยันกว่านี้ครับ
ผมเขียน ment ไปถึง สกว. แบบแรงๆ ว่า ผมเก่งกว่าฝรั่ง ฝรั่งมาง้อให้ผมเป็นอาจารย์มากหลาย แล้วทำไมต้องบังคับให้ผมส่ง นศ. ไปเรียนกับฝรั่งด้วยเล่า...ก็ไม่มีเสียงตอบจาก สกว. (สงสัยถูก เซ็นเซ่อ...ไม่มีรอการันต์นะครับ)