ฝันร้ายและดาวลูกไก่

เย็นย่ำโพล้เพล้ของวันหนึ่ง หลังจากธุดงค์แหวกป่าฝ่าดงมาทั้งวัน หลวงพ่อและหลวงเฮียก็มาถึงชายขอบของหมู่บ้านริมดงหมู่บ้านหนึ่ง มองเห็นหมู่บ้านตั้งอยู่รำไรไกลๆ บนโคก ห่างออกไปสักหนึ่งกิโลเมตรเห็นจะได้

 

แสงทองของผีตากผ้าอ้อมจับขอบฟ้าสวยงามตายิ่งนัก เมื่อถูกขานรับด้วยสีทองแห่งท้องทุ่งนายามใกล้เก็บเกี่ยวของอีสานยามเดือนธันวาคมเข้าอีก ก็งามเหลือหลาย  ทำให้นึกถึงความงามแห่งท้องทุ่งนายามใกล้อัสดงที่ได้พรรณนาไว้ในหนังสือ “กามนิต-วาสิฏฐี” คราที่พระพุทธองค์ทรงทัศนาก่อนจะเข้าพักแรมค้างคืนที่บ้านช่างปั้นหม้อ 

 

เหมือนดั่งว่าเทวดาจะเห็นใจพระธุดงค์สองรูปนี้ที่เดินธุดงค์เหนื่อยยากมาทั้งวัน จึงลงมาเนรมิตเพิงนาหลังน้อยไว้ให้ริมทางพอดี เพิงนี้อยู่ลึกลงไปนิด มีต้นไม้ใหญ่น้อยบังไว้มิดชิด หากไม่สังเกตก็แทบจะมองไม่เห็น 

 

แต่เราเป็นพระเป็นเจ้าจะทำอะไรต้องมีมารยาท จะไปเข้านอนในเพิงเฉยๆ ง่ายๆแบบฆราวาสคงไม่ได้ อย่างไรเสียก็ต้องขออนุญาตเจ้าของเขาเสียก่อน ...โน่นไง สงสัยจะเป็นเจ้าของนา มองออกไปเห็นเป็นสีกานุ่งผ้าถุงกำลังก้มเกี่ยวข้าวอยู่ไกลๆโน่น

 

หลวงเฮียอาสาหลวงพ่อว่าจะไปขออนุญาตท่านเจ้าของเอง ว่าแล้วก็สาวท้าวพรวดๆไป ตอนแรกก็ดูเหมือนว่าอยู่ใกล้ๆ และเส้นทางก็แสนจะเรียบๆ แต่กว่าจะไปถึงตัวโยมก็ต้องลุยหนามและน้ำจนจีวรเปียกเปรอะมอมแมมไปหมด สมแล้วกับภาษิตนักเดินป่าที่ว่า “ใกล้ตาแต่ไกลตีน”  ซึ่งผู้เขียนได้ต่อให้อีกวลีว่า “รื่นตาแต่รกตีน” เพราะเรามักจะมองเห็นเป็นที่เรียบโล่งแต่พอไปเดินเข้าจริงหญ้าคมๆท่วมเอวท่วมคอแทบทั้งนั้น

 

          และเพิงนั้นก็เป็นของโยมผู้หญิงแกจริงๆเสียด้วย แน่นอนว่าเธออนุญาตให้เราพักได้ด้วยความยินดียิ่ง พวกคนชาวบ้านนอกนั้นเชื่อเถอะ ร้อยละ99.99 เขาถือเป็นกุศลสูงสุดที่มีพระมาโปรดเป็นการเฉพาะอย่างนี้

 

เนื่องจากเพิงมันมีขนาดเล็ก ประมาณ 2 x 3 เมตร เพื่อความเป็นส่วนตัวของท่าน (และของเราด้วย) ก็เลยขออนุญาตหลวงพ่อมานอนอยู่ข้างนอกเพิงใต้ต้นพุดทรา ห่างออกมาสัก 3 เมตรเห็นจะได้  พื้นดินค่อนข้างเปียกเพราะฝนเพิ่งตกเมื่อวานนี้ แต่ก็พอทนไหวเพราะเอาพลาสติคปูรองพื้น

 

          คืนนี้ก็เหมือนกับทุกคืน ที่พอพบค่ำก็สวดมนต์ ทำสมาธิ จนถึงประมาณห้าทุ่มจึงจำกลด ตื่นประมาณตีสี่ตีห้า ทำสมาธิ ทำธุระเช้า แล้วก็เตรียมบาตร ห่มจีวร ออกบิณฑบาตร ..แปลกใจที่หมู่บ้านนี้ใหญ่โตเกินคาด มีสักหนึ่งร้อยหลังคาเห็นจะได้ เราพากันเดินบาตรวนหนึ่งรอบหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ข้าวสักทัพพี เดินย้อนกลับอีกครึ่งรอบก็ยังไม่ได้ข้าว

 

แต่แปลกที่ผู้เขียนกลับดีใจที่ไม่ได้ข้าว เพราะคิดในใจอยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนแล้ว จะได้ลองลิ้มรสชาติการขาดอาหารดูบ้างว่ามันจะลำบากขนาดไหน (พระซาดิสก์นะเนี่ย)  เมื่อเขาไม่ให้เราก็ไม่กิน ก็เดินกำหนดสติกลับมาที่กลด เพื่อเตรียมเก็บของเดินทางต่อไป

 

แต่ขณะกำลังเก็บกลด ก็ได้ยินเสียงสวบเท้าเข้ามา จึงเห็นว่าเป็นโยมผู้หญิงเจ้าของเพิงนั่นเอง เดินมาพร้อมกับน้องสาว ทั้งสองคนหาบสำรับกับข้าวมากันจนไม้คานแอ่น

     

     แหม นึกว่าจะได้ฝึกความอดทนกลับกลายเป็นได้ฝึกการฉันจุไปได้ เพราะอาหารนั้นค่อนข้างมากและตั้งใจทำมาอย่างประณีต มีแกงกะทิไก่เสียด้วย

 

พอเห็นแกงไก่ จิตก็ประหวัดไปได้ยินเพลงแหล่อมตะของครูพร พิรมภ์ ที่เคยฮิตติดตลาดเพลงลูกทุ่งไทยแต่สมัยพระยังเป็นเด็ก เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วยคำว่า “พระธุดงค์ลงกลด ตะวันก็หมดแสงส่อง….” เรื่องคือพระมาปักกลดหน้าบ้านตายาย ตายายสงสารพระที่อดอยากกลางป่ามานานก็เลยปรึกษากันว่าจะเชือดแม่ไก่เพื่อแกงถวายพระในตอนเช้า เผอิญแม่ไก่แอบได้ยิน ก็เลยปลงชีวิตตัวเองแล้วเรียกลูกๆทั้งเก้ามาสั่งเสียและสอนสั่ง ตอนเช้าแม่ไก่ถูกเชือด ลูกๆก็เสียใจเลยพากันกระโดดกองไฟตายตามแม่ไก่ เพลงจบลงด้วยคำว่า “….ด้วยอานิสงส์ใจประเสริฐ ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาว” (ต๊ะเลง..เตล่ง..เตล๊ง..เต่งเตงเต่งเต๊งเตงเต่ง เต่งเตงเต่งๆๆๆๆ) ใครที่ใจอ่อนๆได้ฟังแล้วก็อาจจะน้ำตาซึมได้ทีเดียว

 

แต่แล้วก็ต้องฉลองศรัทธาโยมแกไป จะให้ไปถามว่า “นี่โยม เมื่อคืนนี้ฆ่าแม่ไก่ที่มีลูกเก้าตัวเอามาแกงให้พระฉันหรือเปล่าเนี่ย” ก็ไม่กล้าถาม เพราะถือเป็นมารยาทของพระที่จะไม่ทำให้โยมต้องหม่นหมอง เขามีศรัทธาอยากได้บุญก็ต้องฉลองศรัทธาไว้ก่อน ถ้าจะสอนก็ต้องเอาไว้โอกาสอื่น     

 

พอพระฉันเสร็จ โยมก็ยิงคำถามทันทีว่า “หลวงพ่อคะ เมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหมคะ” ผู้เขียนรู้สึกแปลกๆว่าทำไมโยมจึงถามอย่างนั้น

 

หลวงพ่อคิดอยู่สักครู่ก็ว่า ไม่เห็นมีอะไรเนี่ย…อ้อ…มีนิดนึง คือฝันเห็นไอ้หนุ่มสองคน ผิวขาวๆ ผมยาวๆ ท่าทางเกกมะเหรกเกเร เห็นมาเดินป้วนเปี้ยนด้อมๆมองๆ แต่ก็ไม่เห็นมันทำอะไรนี่” ไม่รู้วาหลวงพ่อกำลังใบ้หวยว่า 240 หรือเปล่า เพราะสองหมายถึงสองคน สองคนเดินก็ต้องใช้สี่ขา ไม่ได้ทำอะไรก็คือศูนย์

 

แต่ทันใดนั้นหลวงเฮียก็จำได้ว่าตัวเองก็ฝันเห็นไอ้หนุ่มทั้งสองที่มีลักษณะดังกล่าวเช่นเดียวกับหลวงพ่อ แต่มันทั้งสองไม่ได้มาเดินป้วนเปี้ยนเฉยๆ มันกำลังรังแกโยมผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ (จำไม่ได้เสียแล้วว่าสวยด้วยหรือเปล่า) โดยกำลังจ่อปืนไปที่หน้าโยมคนนั้นในลักษณะที่กำลังน้าวไกปืน พระหนุ่มหลวงเฮียมาเห็นเข้าพอดี

เผอิญเมื่อตอนเป็นเด็กบ้านนอก ได้ดูหนังกลางแปลงที่แสดงโดย มิตร ชัยบัญชา และ สมบัติ เมทะนี ไชยา สุริยัน ต่อสู้กับผู้ร้ายพวกนี้ไว้มาก ก็เลยพอรู้กลเม็ดการต่อสู้โจรไว้พอสมควร ดังนั้นพระหลวงเฮียก็แสดงบท”พระ”เอกทันที พอถลกจีวรได้ก็กระโดดเตะตรงข้อมือที่ถือปืนของมันทันที จนปืนกระเด็นหลุดจากมือโจร แต่ตัวเองพระเองกลับเสียหลักล้มลงนอนหงายท้องอยู่

 

ทันใดนั้นไอ้โจรหนุ่มอีกคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ ก็รี่เข้ามาเอาปืนจ่อเข้าตรงหน้าผากอาตมา แต่ทว่า..ทำไมมันไม่พูดพล่ามก่อนลั่นไกแบบหนังไทยโบราณสักนิดเลยว่า “มึง…ตายเสียเถอะ”  พอให้เราได้ทันมีเวลาคิดแก้สถานการณ์แบบพระเอกหนังสักเสี้ยววินาทีก็ยังดี เช่น พอมีเวลากำทรายข้างตัวซัดเข้าลูกตาของมัน จนมันแสบตา ถอยหลังกรูด แล้วเราก็ใช้โอกาสนั้นคาราเต้ต้นคอมันสักฉับอะไรทำนองนั้น

 

ชีวิตจริง(ในฝัน) มันคงไม่ง่ายแบบในหนังกลางแปลงหรอก เพราะพอจ่อปืนเสร็จมันก็น้าวไกปืนยิงตูมเข้าแสกหน้าอาตมาเลย แบบทันที่โดยไม่ต้องฟังผู้กำกับการแสดง

 

 อาตมาตกใจมาก จะตั้งสติทำสมาธิให้มันยิงก่อนตายก็ยังไม่ทันเลย แต่พอสิ้นเสียงปืน  ก็ได้สติว่า..เอ๊ะ เรายังไม่ตายนี่ ก็เลยเอามือลูบกลางหน้าผากที่ถูกยิง แล้วก็แบฝ่ามือดู อ้าว..ไม่เห็นมีรอยเลือดเลย จึงรำพึงอยู่ในใจว่า เออ…บวชเป็นพระนี่ดีนะ ปืนก็ยิงไม่เข้า 

 

จากนั้นตกใจตื่น ...เรื่องนี้ยังมีตอนต่อที่ตื่นเต้นเหลือเชื่อ

(ไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อ..นะจ๊ะ..รับรองว่า ของจริงจ้ะ)

...คนถางทาง