
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากความเสี่ยงของเด็กในพื้นที่บริเวณแนวชายแดนมีอาจมีสารตะกั่วในเลือดสูงนั้น ประชาชนทั่วไปควรมีความรู้เกี่ยวกับสารตัวนี้ สารตะกั่วเป็นโลหะหนัก มีคุณสมบัติที่อ่อนตัวสามารถดัดเป็นรูปร่างต่างๆได้ทำให้ถูกนำไปใช้ได้หลายอย่าง เช่น เป็นส่วนประกอบบางส่วนในภาชนะประกอบอาหาร แบตเตอร์รี่ หมึก สี ตัวเชื่อม ท่อน้ำ
สารนี้สามารถอยู่ในอากาศ น้ำ ดิน จากสิ่งแวดล้อมสีทาอาคารที่มีสารตะกั่วผสมอยู่ อาคารเก่ามักจะมีสะเก็ดสีหลุดออกมา เด็กอาจนำมือหรือของที่ปนสีเข้าร่างกายทางปากได้ นอกจากนั้นผู้ที่ทำอาชีพสัมผัสกับสารตะกั่ว เช่น ช่างสี ช่างถลุงแร่ ช่างเครื่องยนต์ ช่างเชื่อม กรรมกรก่อสร้างท่อ สะพาน ก็จะมีฝุ่นผงตะกั่วเกาะติดกับเสื้อผ้าที่ทำงาน พิษจากสารตะกั่วจะพบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม มักจะเกิดในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 6 ปี โดยมากมักเกิดในเด็กที่พ่อแม่มีฐานะยากจน โดยได้รับสารนี้จากเศษสีที่หล่น หรือจากอากาศ น้ำ หรืออาหาร ผู้ปกครองควรจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสารตะกั่ว เพื่อป้องกันบุตรหลานมิให้รับสารนี้จากสิ่งแวดล้อม
สารตะกั่วสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธีทั้งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ร่างกายผู้ใหญ่จะสามารถดูดซึมสารตะกั่วจากทางเดินอาหารได้ประมาณร้อยละ 11 แต่สำหรับเด็กจะดูดซึมได้มากกว่าคือประมาณร้อยละ 30-75 เมื่อสารตะกั่วเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของเด็กจะดูดซึมได้ดี เด็กที่ขาดสารอาหาร ขาดธาตุเหล็ก ขาดธาตุแคลเซียม หรือรับประทานอาหารมันๆ จะเพิ่มการดูดซึมของสารตะกั่ว ส่วนในทางเดินหายใจนั้นร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ประมาณร้อยละ 50 ทางผิวหนังจะดูดซึมสารนี้ได้น้อย
อาการของสารตะกั่วเป็นพิษ คือ จะมีผลเสียต่อสมองและการติดต่อของเซลล์ประสาท โดยสารตะกั่วในเลือดเพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร จะทำให้ระดับไอคิวลดลง 1-3 จุด ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเป็นโรคโลหิตจาง มีผลต่อการทำงานของไต ในหญิงตั้งครรภ์หากมีสารตะกั่วเป็นปริมาณมากอาจจะทำให้เกิดการแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด เด็กที่เกิดมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ การทำงานของสมองจะพัฒนาช้า ปัญญาอ่อน ชัก
ดร.นายแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าวแนะนำต่อว่า วิธีการป้องกันสารตะกั่วสำหรับประชาชน คือ
1) ควรหมั่นทำความสะอาดบ้าน เพราะฝุ่นในบ้านอาจจะมีสารตะกั่วผสมอยู่และเด็กอาจจะกลืนโดยการดูดนิ้ว เลียของเล่นหรือรับประทานอาหารโดยที่ไม่ล้างมือ หรือสูดเอาสารตะกั่วเข้าไป
2) หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารตะกั่วจากสีมีสารตะกั่วผสม สะเก็ดสีตามผาผนัง ขอบหน้าต่าง และบริเวณที่มีการเสียดสี เช่น หน้าต่าง ประตู ฯลฯ หากเด็กรับประทานสะเก็ดสีเข้าไปจะเกิดอันตรายต่อเด็กได้
3) อย่านำสารตะกั่วเข้าบ้าน สำหรับผู้ที่ทำงานก่อสร้าง การรื้อทำลาย ทาสี แบตเตอร์รี่ ร้านซ่อมเครื่องยนต์ เพราะอาจจะนำฝุ่นตะกั่วเข้าบ้านและอยู่ในสิ่งแวดล้อมอีกนาน ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนกลับบ้าน
4) ทำน้ำดื่มให้ปราศจากสารตะกั่ว จากอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน การต้มน้ำไม่ทำให้สารตะกั่วลดลง
5) อย่าปรุงหรือเก็บอาหารในภาชนะไม่ได้มาตรฐานที่มีสารตะกั่วผสม หรือไม่ใช้ถุงบรรจุอาหารที่มีสี
หากประชาชนหรือบุตรหลานมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง อาการทางประสาท ได้แก่ ความคิดสับสน การทำงานของร่างกายไม่ประสานกัน ชัก หมดสติ ในรายที่เป็นเรื้อรังพบว่ามีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองด้วย ให้รีบไปปรึกษาและทำการตรวจรักษาสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด
ข้อความหลัก " สารตะกั่วมีพิษต่อสมองและตับ ต้องปรับเปลี่ยนภาชนะให้มีคุณภาพ”
กรมควบคุมโรค ห่วงใย อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
ที่มา http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/2555/03_27_Lead.html
We don't seem to tell "manufacturers" not to produce or release "lead" into our environment. Surely, what people do in cleaning, avoiding, and putting up with government's policies are further down from the sources -- the lead producers and distributors.
Looking after ourselves must include "getting rid of the cause of our dukkha" too!