การใช้คำถาม ถามผู้ปฏิบัติธรรมนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงใช้เช่นกัน

การใช้คำถาม ถามผู้ปฏิบัติธรรมนั้น   พระพุทธองค์ก็ทรงใช้เช่นกัน  ดังมีตัวอย่างที่ปรากฏใน “พุทธสาวก  พุทธสาวิกา” : (เสถียรพงษ์   วรรณปก : 2544 )  เรื่องมีอยู่ว่า

                วันหนึ่ง  พระพุทธองค์ทรงสอน เณรน้อย ราหุล ( ซึ่งก็คือพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะนั่นแหละ)  ในเรื่อง “โทษของการพูดเท็จ”  พระองค์ทรงสอนแบบนี้

                พระพุทธองค์ทรงจับขันน้ำล้างพระบาทขึ้นมา  ทรงเทน้ำออกจากขันนิดหนึ่ง  แล้วตรัสว่า

                “ราหุล   เห็นไหม  น้ำที่เราเทลงหน่อยหนึ่งนี้”

                “เห็นพระเจ้าข้า”  สามเณรน้อยกราบทูล

                “ ราหุล  คนที่พูดเท็จทั้ง ๆ ที่รู้   เทคุณความดีออกจากตนทีละนิด  เหมือนเทน้ำออกจากขันนี้”  แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสต่อไปอีกว่า

                “ ราหุล  เห็นไหม  น้ำที่เราเทออกหมดนี้”

                “ เห็นพระเจ้าข้า”  เณรน้อยราหุลกราบทูล

                “ ราหุล  คนที่พูดเท็จทั้ง ๆ ที่รู้  ย่อมเทคุณความดีออกหมดเหมือนน้ำที่เราเทออกหมดนี้”

                เสร็จแล้วทรงคว่ำขันลง  ตรัสว่า

                “ ราหุล  เห็นไหม  ขันที่เราคว่ำลงนี้”

                “เห็นพระเจ้าข้า”

                “ ราหุล  คนที่พูดเท็จทั้ง ๆ ที่รู้  ย่อมคว่ำคุณธรรมออกหมด  เหมือนขันคว่ำนี้”

                เสร็จแล้วทรงหงายขันเปล่าขึ้น  แล้วตรัสถามอีกว่า

                “ราหุล  เห็นไหม  ขันเปล่าที่เราหงายขึ้นนี้  ไม่มีน้ำเหลือเลย”

                “เห็นพระเจ้าข้า”

                “ ราหุล  คนที่พูดเท็จทั้งที่รู้  ย่อมไม่มีคุณความดีเหลืออยู่เลย  ดุจขันเปล่านี้”

 

เรื่องที่สองที่จะเล่าต่อไปนี้   ก็นำมาจากหนังสือเรื่องพุทธสาวก  พุทธสาวิกา  เช่นกัน  เรื่องที่เล่าชื่อ  พระนันทเถระ

                พระนันทเถระ  เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า  ท่านเป็นโอรสพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางมหาปชาบดีโคตมี   เรื่องมีอยู่ว่า  เจ้าชายนันทะกับเจ้าหญิงชนบทกัลป์ยานี  ได้เข้าพิธีอาวาหมงคล  พระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ได้รับอาราธนาไปประกอบพิธีอาวาหมงคล  หลังเสร็จภัตกิจ (เสวยอาหาร)  ประทานอนุโมทนาแล้วก็เสด็จกลับ  พระองค์ทรงประทานบาตรให้นันทะกุมารอุ้มตามส่ง

                ระหว่างเดินทางกลับสำนักชั่วคราวนอกเมือง   พระพุทธองค์ทรงตรัสถามนันทะกุมารว่า  “นันทะ  เธออยากบวชมิไช่หรือ” 

                “พระเจ้าข้า”   นันทะกุมารจำใจตอบด้วยเกรงพระทัย  ดังนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานอุปสมบทให้พระนันทะกุมารเป็นภิกษุทันที  พระนันทะจึงต้องตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปยังพระเชตวัน   พระนันทะบวชแล้วก็ไม่เป็นอันบำเพ็ญภาวนา  เพราะคิดถึงชายาที่เพิ่งเสร็จพิธีแต่งงานใหม่ ๆ

                พระพุทธองค์ทรงทราบความในใจ ของพระนันทะ  จึงตรัสถามว่า

                “นันทะ  ดูเธอไม่มีสมาธิปฏิบัติธรรม  เธอคิดถึงอะไรอยู่หรือ"

                “ คิดถึงชนบทกัลยาณีพระเจ้าข้า”  พระหนุ่มบอกความจริงใจ

                “คิดถึงเรื่องอะไร”

                “คิดถึงว่า  ข้าพระองค์ผิดสัญญาต่อนาง  รับปากว่าจะรีบกลับก็ไม่กลับตามสัญญา”

                “นันทะ  ชายาของเธอสวยมากหรือ เธอจึงคิดถึง”

                “สวยมากพระเจ้าข้า  ไม่มีนางใดทัดเทียมอีกแล้วในโลกนี้”

                พระพุทธองค์จึงจับแขนพระนันทะ  เหาะลิ่วไปในอากาศ  พระภิกษุหนุ่มไม่รู้ว่าตนไปถึงไหนบ้าง  แต่ได้มองเห็นนางลิงวัยรุ่นหางกุดตัวหนึ่ง  นั่งจับเจ่าอยู่บนตอไม้แล้วก็ผ่านเลยไปเห็นเหล่าสาวงามมากมายน่าตื่นใจยิ่งนัก

                “นันทะ  เห็นสาวงามเหล่านั้นไหม”  พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม

                “เห็นพระเจ้าข้า”

                “สวยไหม”

                “สวยพระเจ้าข้า   นางพวกนี้เป็นใคร พระเจ้าข้า”

                “นางเหล่านี้เป็นอัปสรกัญญาบนสรวงสวรรค์  เทียบกับชายาของเธอ  ใครสวยกว่า”

                “  ชนบทกัลยาณี  ถ้าอยู่ต่อหน้านางอัปสรเหล่านี้แล้ว ก็มิต่างกับนางลิงหางกุดตัวที่เห็นระหว่างทาง พระเจ้าข้า”

                “ อยากได้ไหม  นันทะ”

                “ อยากได้  พระพุทธเจ้าข้า”

                “ ถ้าอยากได้ กลับวัด  เราตถาคนมีวิธีให้เธอได้นางเหล่านี้”

               

แล้วพระพุทธองค์ก็นำพระนันทะภิกขุ  กลับวัดและทรงสอนกรรมฐานให้    โดยมิได้ตรัสบอกว่าเป็นกรรมฐาน  พระนันทะเข้าใจว่า เป็นวิธีการที่จะได้นางอัปสรมาเป็นสมบัติ  ก็คร่ำเคร่งปฏิบัติทุกวัน    จนไม่นานก็บรรลุพระอรหันต์    จึงรู้ว่านี่คือ   “กุศโลบาย”  ให้ตนได้บรรลุธรรม   เมื่อบรรลุธรรมแล้วจิตบริสุทธิ์ไม่อยากได้อะไรทั้งสิ้น

 

                ขอเล่าต่ออีกเรื่องจากหนังสือเล่มเดียวกัน  ที่ เสถียรพงษ์  วรรณปก  เรียบเรียง  เรื่อง  พระโสณะโกฬิวิสเถระ  โดยจะยกมาเฉพาะตอนที่มีการถาม – ตอบ เรื่องมีว่า

                โสณะโกฬิวิสะ  เป็นบุตรของเศรษฐีเมืองจำปา  มีประสาทสามฤดูอยู่  มีเครื่องบันเทิงใจพร้อมทั้งดนตรี สตรีร่ายรำขับกล่อม   วันหนึ่งโสณะโกฬิวิสะหนุ่มได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์  เกิดความเลื่อมใสศรัทธา  เมื่อฟังพระธรรมเทศนาแล้ว  ต่อมาได้บวชเป็นพระ

                พระโสณะโกฬิวิสะ   มีความพากเพียรในการปฏิบัติธรรมมาก  เพื่อที่จะได้บรรลุธรรม  ท่านนั่งสมาธิบ้าง  เดินจงกรมบ้าง  อย่างหนักจนเท้าทั้งสองข้าง (ซึ่งละเอียดอ่อนมาก  มีสีแดงดุจดอกชบา  มีขนสีนิลละเอียดขึ้นเต็มไปหมด)  พองและแตก  พระพุทธองค์ทรงเสด็จมาประทานพุทธโอวาทแก่ท่าน  โดยยกอุปมาอุปไมย  ด้วยการถามว่า

                “โสณะ  เธอเคยสดับเสียงพิณสามสายบ่อยมิใช่หรือ  เมื่อสมัยเป็นคฤหัสถ์”

                “ บ่อยพระเจ้าข้า”   พระโสณะกราบทูล

                “ โสณะ  เวลาเขาขึงสายพิณตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป เสียงพิณไพเราะหรือไม่”

                “ ไม่เลยพระเจ้าข้า”

                “ โสณะ  ถ้าเขาขึงสายพิณพอดี  ๆ  เสียงพิณฟังไพเราะหรือไม่”

                “ไพเราะพระเจ้าข้า”

                “โสณะ  การบำเพ็ญเพียรก็ดุจดั่งพิณนั่นแหละ  ถ้าหากบุคคลพากเพียรมากเกินไปก็จะประสบทุกขเวทนา  จิตใจฟุ้งซ่าน   ถ้าหากบุคคลมีความเพียรย่อหย่อนเกินไปก็จะเกียจคร้านโงกง่วง    พึงบำเพ็ญเพียรแต่พอดี ๆ ควรปรับอินทรีย์ให้พอเหมาะพอดีกัน คือ ศรัทธา ให้สมดุลกับปัญญา   วิริยะให้สมดุลกับสมาธิ  มีสติให้มากทุกกรณี

                ท่านโสณะโกฬิวิสะ  พยายามปรับการปฏิบัติของท่านให้สมดุลในธรรม   5  ประการดังกล่าว  ไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

https://docs.google.com/docume...