ว่าด้วย Appreciative Inquiry ตอนที่ 440

ผมกำลังสอนวิชา Positive Organization Development หรือการพัฒนาองค์กรเชิงบวก ที่ MBA มหาวิทยาลัยขอนแก่นครับ..วิชานี้ผสมผสาน Appreciative Inquiry เข้ากับศาสตร์หลายๆอย่างของ OD ครับ...ช่วงนี้สอนเรื่อง Reflection โดยใช้เทคนิก Kolb's Model of Experiential Learning ซึ่งสามารถนำมาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ สังเคราะห์ในการทำวิจัยแบบ Appreciative Inquiry หรือ Action Research ได้ หรือถ้าเป็นที่ปรึกษาด้าน OD (OD Consultant) ก็สามารถนำมาใช้สังเคราะห์งานตัวเอง เพื่อพัฒนาเครื่องมือ OD ที่เป็นเอกลักษณ์ หรือลายเซ็น (Signature) ได้ครับ...สนใจก็ติดตามดูการทำ Reflection ได้ครับ เริ่มเลยจาก 

Concrete Experience หรือประสบการณ์เด่น ที่มันโดด ทั้งดีไม่ดี..

ผมจำประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งได้ คือตอนเรียนปริญญาเอก ผมได้ที่ปรึกษาที่ดีที่สุดในชีวิตคือดร.ริต้า อโลนี่..ท่านเป็นอดีตประธานสมาคม International Organization Development Association (IODA)...ที่สุดครับ..ท่านเมตตาผมมาก..ท่านควรจะยุ่งเหยิงมากๆ..ท่านอายุตอนนั้นก็ 67 แล้วล่ะ..แต่กลับเต็มที่มากๆ..ส่วนใหญ่ท่านอยู่ต่างประเทศ แต่เราติดต่อ ส่งงานกันทางอีเมลล์กันตลอด ผมส่งงานไปวันศุกร์..วันจันทร์ท่าน เขียนกลับมาแล้ว..ว่าที่ผมคิดเป็นไงบ้าง... ดูละเอียด..บางครั้งตัวแดงเต็มหน้า..แต่ผมก็อึด ส่งกลับไป เกือบทุกอาทิตย์....ท่านจะถามมาเรื่อยๆ ว่า "คุณกำลังจะทำอะไรต่อไป" สิ่งที่ผมบอกเท่ากับสิ่งที่ผมต้องทำ.. ผมจะตอบท่านไปเรื่อยๆ..ถ้าชักออกนอกลู่นอกรอย ไอเดียบรรเจิดเกินขอบเขต..ท่านจะท้วงบอกว่า..เกินไปแล้วนะ..กลับมาหน่อย...ถ้าหลงทาง..ชักงง...ท่านจะบอกว่า "ภิญโญ ลองไปดูหนังสือเล่มนี้สิ คุณน่าจะได้ไอเดียอะไรบางอย่าง..แล้วผมก็กลับมาอยู่กับร่องกับรอย จนจบ...แล้วผมก็จบมาและรัก AI เป็นชีวิตจิตใจ...

......

Reflection ความรู้สึก..ดีไม่ดี..แล้วเริ่มนึกถึงว่ามันไกล้เคียงกับอะไร ทฤษฎีอะไร..ถามตัวเอง..ถามผู้รู้ก็ได้..หรืออ่านจากตำราเอาก็ได้...เริ่มเลย..

เรื่องนี้ผมว่า..สมการอยู่ที่ลูกศิษย์สนใจ AI มากๆ..แต่หากขาดที่ปรึกษาที่ให้ "เวลา" อย่างมีคุณภาพแล้ว..ผมว่า..ผมคงไม่ไปถึงไหน...ผมเคยเจอในกลุ่มที่เรียกป.เอก ทั้งในและต่างประเทศ..."โอ..พี่..เขียนไป..อีกสามเดือนถึงตอบกลับ..ประมาณว่า...ให้เขียนใหม่หมด."

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสือ Strenght-based Selling หนังสือที่ต่อยอดมาจาก Strength Finder 2.0...ที่บอกว่า...

....

พรสวรรค์ x การลงทุน = จุดแข็ง...หมายความว่ายังไงครับ..

พรสวรรค์หรือ Talent หมายถึง วิธีการคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติ แท้ๆของเรา.. เช่นผมชอบ (พฤติกรรม) AI มากๆ..สนใจมากๆ โดยธรรมชาติ..แถมผมอ่านเรื่องจิตวิทยาบวก (Posititive Psychology) ซึ่งเป็นพื้นฐาน AI มานับสิบปี..ขนาดออกแบบ Workshop เอง..มานาน..

ผมต้องลงทุน คือ..เวลาครับ..เวลาที่จะฝึกฝน พัฒนาทักษะ และสร้างฐานความรูู้...ซึ่งก็คือช่วงที่ผมทำปริญญาเอกเรื่อง Appreciative Inquiry ...งลองคิดสิครับ..เป็นเรื่องยากพอสมควร...นอกจากทฤษฎียาก..ทำก็ยาก..แถมต้องทำเป็นภาษาอังกฤษหมด..ถ้าที่ปรึกษา "ไม่ลงทุน ให้เวลา ที่มีคุณภาพ อย่าง ดร. ริต้านี่ ผมอาจหมดไฟไปนานแล้วก็ได้ครับ...เพราะจะหลงทางได้ง่ายมากๆครับ...

Conceptualization ตกผลึกเป็นแนวคิดใหม่..สร้างเหตุ และผล...

ผมว่า..ในฐานะครู หรือผู้บริหาร..ที่ต้องฝึกคนแล้วละก็ นอกจากจะค้นหา..สิ่งที่เป็นพรสวรรค์ที่แท้จริง แล้วยังต่้อง ลงทุน...เรื่องเวลาที่จะพัฒนาเขาครับ..ผู้ถูกพัฒนาเองก็ต้อง "ลงทุน" หรือใช้เวลาพัฒนาตนเองเช่นกัน...ถึงจะไปได้ไกล..ผมว่ามนุษย์เราแค่สนใจ ก็เรียกว่าเริ่มมีพรสวรรค์แล้วครับ..เพราะเป็นจุดเริ่มต้น...ผมเลยได้แนวคิดว่าเวลาเราจะสอนคนทำ Appreciative Inquiry เราต้องให้เวลาหรือลงทุนเรื่องเวลาที่มีคุณภาพ...ให้ลูกศิษย์ครับ..นั่นหมายถึงสมการสำหรับครูที่สอน Appreciative Inquiry คือ...

พรสวรรค์ของลูกศิษย์ x การลงทุนฝึกทักษะของลูกศิษย์ x การให้เวลาของครู = จุดแข็งที่เปล่งประกายของศิษย์ครับ....

...

แปลเป็นอังกฤษได้ดังนี้คือ...

Student's Talent x Student's Investment x Teacher's Investment = Shining Strenght...

ผมได้ทฤษฎีใหม่แล้ว...ผมก็เอามาทดลอง...

Experimentation การทดลอง ปรับเปลี่ยน...

ผมได้ให้เวลากับลูกศิษย์ และคนในเครือข่ายหลายรูปแบบ...บางคน นี่เป็นบาทหลวงชาวอินเดีย ท่านเรียนระดับป.เอก...ผมแค่ให้หนังสือเขาแค่สองสามเล่ม...ท่านก็เอาไปต่อยอดจนทำ AI สำเร็จในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอินเดีย..ตอนนี้ท่านเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย..ที่อยู่ไกล้ๆแล้ว...AI ไปอินเดียเต็มตัว...บางท่าน บางท่านผมอธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจ..เลยเชิญมาขอนแก่น..มาเข้า AI Workshop มาเช้าเย็นกลับ...ตอนนี้ "อาจารย์ เห็นผลจริงๆ..ไปใช้ในห้องเรียน..ดีมากๆ.." คนหลังเอา AI ไปใช้ในชั้นเรียน แล้วทำเป็นป.เอกไปด้วย   

 

ผมค้นพบอีกว่า..มนุษย์เราแค่ "สนใจ" เท่านั้นไม่พอ..ส่วนใหญ่มักติดขัดเรื่องเล็กน้อย..เหมือนฝุ่นเข้าตา..เพียงคุณให้เวลานิดเดียว..ฟังเขา..บางที่แค่หนังสือเล่มเดียว..ก็ช่วยเขาได้แล้ว..คำแนะนำดีๆ สั้นๆ..บางทีก็สามารถ "ปลด" จุดตัน..ให้เขา..ช่วยเขาทะลุปล้อง..ไปไกล...

...

ครับ..นี่เขียนสำหรับนักศึกษา เลยมีรูปแบบวุ่นวายหน่อย...ทำเป็นตัวอย่างให้จริงๆ..เลย..สำหรับท่านที่สนใจทั่วไปก็ขออภัยกับศัพท์แสงหน่อย..แต่ก็มีคำอธิบายให้ทุกคำครับ..

...

คุณล่ะคิดอย่างไร