การส่งเสริมอาชีพของคนพิการ

        สัปดาห์ที่แล้ว ข่าวการลักพาตัวเด็กที่ชื่อว่า น้องแมค   เป็นข่าวใหญ่ น่าตกใจ น่ากลัวกันทั่วเมือง และก็จบลงด้วยความร่วมมือของทีวีช่อง 3 และพลเมืองดี ที่ช่วยกันแจ้งเบาะแสจนกระทั้งพ่อของน้องแมค ไปเอาตัวกลับมาได้  เป็นที่โล่งใจของทุกฝ่ายรวมทั้งคนติดตามข่าว ที่มีผมอยู่ด้วยคนหนึ่ง   

       ที่ผมตั้งหัวข้อเรื่องว่า “สงสารทั้งน้องแมค และนายแป๋ง” นั้น  ก็สงสารจริง ๆ น้องแมคและครอบครัวนั้นสงสารอยู่แล้ว  แต่เมื่อทราบว่า นายแป๋ง เป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับป้า อายุ 60 ปี และนายแป๋งเป็นโรคออทิสติก  ไม่ได้ไปโรงเรียน อยู่บ้านก็มีเด็ก ๆ หยอกล้อ กลางวันจึงนอน กลางคืนจะออกเดินไปตามที่ต่าง ๆ และที่ไปเที่ยวห้างแถวสำโรง ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุบ่อย ๆ เพราะมีป้าอาศัยอยู่ในละแวกนั้น    หลังจากได้ตัวน้องแมคกลับมาแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญผู้ปกครองของนายแป๋ง ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และไม่ดำเนินคดี เนื่องจากแม่ของน้องแม็คไม่ติดใจเอาความ

        กรณีของนายแป๋ง  ที่เป็นโรคออสติสติกนี้ ทำให้คิดไปถึงการจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทย  ที่คิดว่าเราก็ทำได้ไม่น้อยหน้าหลาย ๆ ประเทศเหมือนกัน เช่น เรามีโรงเรียนหูหนวก ตาบอด ศูนย์การศึกษาพิเศษที่คอยดูแลเด็กพิการทุกประเภทอยู่ทั่วประเทศ ศูนย์เหล่านี้จะเฝ้าจับตาว่าในชุมชนมีเด็กพิการเกิดขึ้นหรือไม่ และจะตามไปเอามาเข้าเรียนตั้งแต่เด็ก ๆ    เด็กหูหนวกเรียนได้ถึงระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา  เด็กตาบอด และพิการอื่น ๆ สามารถเรียนร่วมได้ในหลายมหาวิทยาลัย           ทุกปี ๆ ก.พ. จะมีทุนเรียนต่างประเทศแก่ผู้พิการ ตาบอด หูหนวก พิการแขนขา  ในระดับปริญญา โท เอก  และผู้พิการทุกคนจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล เดือนละ 500  บาท

       ผู้พิการที่เรียนได้ ทำงานช่วยตัวเองได้มีจำนวนหนึ่ง จะมากน้อยเท่าไรนั้น ผมไม่ทราบ  ผู้พิการส่วนหนึ่งจึงต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครอง  และยังชีพด้วยเงินรัฐบาลห้าร้อยบาท พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องกระเตงกันไปกับลูกหลานจนกว่าจะจากกันไป 

          กรณีของนายแป๋งนี้ ทำให้คิดถึงกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์  ว่านอกจากจ่ายเงินเลี้ยงชีพคนพิการแล้ว  ยังทำอะไรอีกหรือไม่  ที่จะส่งเสริมอาชีพให้แก่คนพิการ  ที่ยังมีทางที่จะประกอบอาชีพได้  เคยเห็นที่เวียตนาม  ที่มีการรวมเอาคนพิการมาให้ทำงานเย็บปักษ์ถักร้อยร่วมกัน  จนทุกคนมีรายได้ 

          หากนายแป๋ง มีงานทำ  เขาคงจะไม่ไปชวนเด็ก ๆ ไปเที่ยวเตร่  จนเกิดกรณีที่เป็นข่าวดังไปทั้งเมือง              

          ก็สงสารทั้งครอบครัวของน้องแมค  นายแป๋ง  และครอบครัวของเขาครับ 

           ในประเทศเรานี้ยังมีประชาชนคนที่เหมือนนายแป๋งอีกกี่คน แล้วจะเกิดข่าวดังทำนองนี้อีกหรือไม่  แล้วใครจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก