ประวัติศาสตร์ โบราณคดี นั้นว่าไปแล้วเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง (ว่าไปแล้วยากกว่า high energy physic มากนัก)

ผมพูดเสมอว่า ก่อนจะคิดหรือทำอะไร ก่อนอื่น นิยาม ต้องถูกเสียก่อน

เช่น การพัฒนาสังคมนั้น พัฒนาคืออะไรเราก็ยังไม่ทราบ ส่วนใหญ่หมายถึง "การมีเงินมากขึ้น"   ส่วนสังคม คืออะไรยิ่งแล้วใหญ่ คือคน หรือคือ ครอบครัว หรือ หมู่บ้าน หรือ  หรือประเทศ หรือโลก

 

สังคมรวมพืช สัตว์ เห็ด รา ด้วยไหม??

 

 บ่อยครั้งการ “พัฒนา” ทำให้  ” สังคม”   "รวยขึ้น"  แต่กลับทำให้ครอบครัว “จนลง”  (โดยนิยามแห่งความ จน รวย ก็ยังไม่แน่ชัดว่า จนรวย ในมิติไหนกันแน่)  

 

สำหรับวิทยาศาสตร์นั้นยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เราไปเข้าใจกันว่า วิทยาศาสตร์คือ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เป็นพื้นฐาน (pure science)  ส่วนวิศวกรรรมเป็นประยุกต์ applied science เพื่อแก้ปัญหา  ...ซึ่งผมว่าเป็นนิยามที่ผิด (ฝรั่งส่วนใหญ่ก็คิดเช่นนี้)

 

ประวัติศาสตร์ โบราณคดี นั้นว่าไปแล้วเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะมีเหตุปปัจจัยเชื่อมโยงหลายมิติมาก  (ทั้ง space และ time อีกทั้งบริบทในขณะ space และ time นั้นๆ) มันช่างยอกย้อนซับซ้อนสิ้นดี  ..แต่วิทยาศาสตร์ระดับอะตอม โมเลกุล นาโน ที่ว่ากันว่ายากหนักหนานั้น มีปัจจัยเชื่อมโยงสองสามอย่างเท่านั้นเอง ใน space เล็กๆ เวลาสั้นๆ บริบทก็ไม่มีอีกต่างหาก)

 

แม้แต่ศิลปะ รูปวาด ก็ต้องมีการคำนวณสัดส่วน มีตรีโกณ ไม่งั้นรูปมันไม่สวยหรอกครับ การผสมสีให้ดีมี feeling มันก็ต้องคำนวณมากนะ สีหลายสี จะผสมกันด้วยสัดส่วนเท่าไหร่ เคมีมันลงกันได้ไหม   

 

 ดนตรีที่จะฟังไพเราะหูมันต้องมีคลื่นเสียงผสมกันเป็นฮาร์โมนิค สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยคณิตศาสตร์แบบ Fourie’s  series เช่นไวโอลิน มีฮาร์โมนิคหลายระดับมาก นักร้องไม่เก่งอาจขึ้นเสียงตามดนตรีผิด ทำให้กัดเสียงกัน

 

ดังนั้นประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ ดนตรี และ ฯลฯ นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่า "วิทยาศาสตร์" เสียอีก ส่วน "วิทยาศาสตร์" นั้นมีความเป็นศิลปเสียก็ไม่น้อย  เช่น fractal picture ...แม้ในขณะที่ Oppenhiemer  ได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จยังอุทานว่า  That's the dancing of Shiva  (การเต้นระบำของพระศิวะ)

 

เพียงแต่ว่ามันจะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือ ศิลปศาสตร์ แบบแจ้งหรือแบบซ่อนเท่านั้นเองแหละครับ

 

สุดท้าย ผมเคยเขียนไว้ว่า วิทยาศาสตร์สอนให้เรา "งมงาย" ในเหตุผล  เป็นทาสของเหตุผลไปเสียหมด ซึ่งผมว่ามันน่าอันตรายมาก

 

โลกเราทุกวันนี้กำลังเดินมาแบบ “บอดจูงบอร์ด”  (blinds lead Board) จนมาถึงทางตันได้ทุกวันนี้ก็ไม่เพราะ “เหตุผล” หรอกหรือครับ

 

...คนถางทาง (๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕)