เมื่อวันที่ 30-31 สิงหาคม 2549  ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ "เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ"  ณ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา  สัจจานันท์   จากสาขาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายให้กับผู้เข้าร่วมอบรมฟัง ตลอด 2 วัน ที่ท่านได้บรรยายให้ความรู้ในเนื้อหาของการเขียนงานวิชาการ พร้อมทั้งแนะนำเทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการที่มีคุณค่า เพื่อผลการเผยแพร่หรือตีพิมพ์ ด้วยประสบการณ์การอ่านบทความและการเขียนบทความหรือผลิตผลงานวิชาการอันหลากหลายของท่าน ทำให้พวกเราที่เข้าอบรมต่างชื่นมื่นและกระตือรือร้นที่จะขวนขวายหาหัวข้อเพื่อจะเขียนบทความทางวิชาการที่ดีๆ สักเรื่อง 

                    อาจารย์ให้แนวคิดในการเขียนบทความทางวิชาการไว้อย่างน่าสนใจและนำไปปฏิบัติว่า บทความทางวิชาการที่ดีนั้น ต้องมีประเด็นหรือแนวคิดที่ชัดเจน ซึ่งควรต้องเป็นประเด็นใหม่หรือน่าสนใจและมีคุณค่าคุณประโยชน์ทางวิชาการ มีการนำความรู้จากแหล่งต่างๆ มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ในประเด็นหลัก ต้องมีทฤษฎีมารองรับในการวิเคราะห์ มีการเรียบเรียงและนำเสนอข้อมูลเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ใช้ศัพท์ สำนวนภาษาทางวิชาการอย่างเหมาะสม  หากแยกพิจารณาบทความ เราจะพบว่า บทความทางวิชาการจะมีส่วนประกอบอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

                     1.  ส่วนนำ  คือ ชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน และข้อความแนะนำผู้เขียน (อาจจัดทำเป็นเชิงอรรถหรือแนะนำท้ายเล่ม)

                     2.  ส่วนเนื้อหา  ประกอบด้วย ความนำ ที่กล่าวถึงเนื้อหากว้างๆ ของบทความและการนำเข้าสู่เนื้อเรื่อง   เนื้อเรื่อง ซึ่งต้องเรียงลำดับเป็นอย่างดีตั้งแต่ ประเด็นหลัก ประเด็นรอง ประเด็นย่อย  ซึ่งการเขียนเนื้อเรื่องนั้นต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของเนื้อหาทุกประเด็นอย่างสอดคล้องและเป็นขั้นตอน  และ บทสรุป  ซึ่งสรุปเนื้อหาบทความเพื่อขมวดประเด็นให้ผู้อ่านเห็นว่าผู้เขียนต้องการเสนอแนวคิดอะไรทางวิชาการ และบทความทางวิชาการนั้นให้ประโยชน์หรือคุณค่าอย่างใดต่อผู้อ่าน  ซึ่งเทคนิคของการเขียนส่วนเนื้อหาให้น่าอ่านและมีคุณภาพ อาจารย์ให้แนวคิดว่า ต้องทำ concept maping  จะช่วยให้เราสามารถเรียบเรียงเนื้อหาได้อย่างเป็นขึ้นตอนและสอดคล้องสัมพันธ์กัน 

                      3.  ส่วนอ้างอิง   นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเขียนบทความทางวิชาการ เนื่องจากปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับลิขสิทธิ์หรือสิทธิส่วนบุคคลสูงมาก การนำคำพูดหรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบกับการเขียนบทความของเรา จึงต้องคำนึงถึงลิขสิทธิ์ ที่จะต้องนำมาอ้างอิงด้วยเช่นกัน

                       นอกจากจะได้รับความรู้จากเนื้อหาของการเขียนบทความทางวิชาการแล้ว อาจารย์ยังให้ความรู้ในเรื่องของการจัดทำวารสารทางวิชาการ ซึ่งช่วยให้พวกเราได้มองเห็นภาพการจัดทำวารสารทางวิชาการสักเล่ม ว่าต้องมีกระบวนการและขั้นตอนอย่างไรบ้าง ที่สำคัญขาดไม่ได้สำหรับการจัดทำวารสารทางวิชาการคือ การที่ต้องมี peer review สำหรับการตรวจสอบคุณภาพของบทความ และอาจารย์ให้แนวคิดที่สำคัญว่า การทำวารสารทางวิชาการและการสร้างสรรค์ผลงานนั้น ต้องตัดความเกรงใจระหว่างกันออกให้ได้ เพราะผลเสียที่ตามมาหากวารสารมีการตีพิมพ์บทความที่ด้อยคุณภาพ จะส่งผลให้วารสารของเรานั้นด้อยคุณค่าไปด้วยเช่นกัน  ซึ่งนับว่าเป็นแนวคิดที่พวกเราต้องคำนึงถึงอย่างยิ่ง เนื่องจากในปัจจุบันเราอาจเห็นความเกรงใจในลักษณะดังกล่าว จนทำให้ผลงานหรือบทความทางวิชาการบางเรื่องดูขัดตาและค่อนข้างผิดหวังสำหรับผู้อ่าน

                       สุดท้ายอาจารย์ให้การบ้านสำหรับการเพิ่มพูนประสบการณ์การเขียนบทความทางวิชาการของพวกเรา โดยให้แต่ละคนคิดประเด็นหรือหัวข้อที่จะเขียนบทความฯ โดยวางเค้าโครงเรื่อง ตั้งแต่ประเด็นหลัก ประเด็นรอง ประเด็นย่อย แล้วนำเสนอให้พวกเราฟัง แต่เสียดายว่าเวลาเรามีน้อย จึงทำให้การนำเสนอไม่ได้ทั่วถึง จึงได้เพียงตัวอย่าง 2-3 คนเท่านั้น  และในกลุ่มของผู้เขียนเผอิญได้พบกับ คุณวลุลี โพธิรังสิยากร  หรือพี่เจี๊ยบ บรรณารักษ์ชำนาญการ ระดับ 9  ที่ทำงานอยู่ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อยู่ด้วยกันที่ ม.นเรศวรไม่มีโอกาสคุยกัน ได้ไปคุยกันเมื่อเจอกันในที่อบรมฯ เลยได้ช่วยกันดูเค้าโครงร่วมกัน แล้วคุณวลุลี ก็เป็นผู้ออกไปนำเสนอแนวคิดให้กับกลุ่มของพวกเราฟัง ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างและข้อเสนอแนะของ รศ.ดร.ชุติมา  ที่มีคุณค่าสำหรับการผลิตงานเขียนบทความทางวิชาการของพวกเราได้เป็นอย่างดี 

                         นับว่าการได้เข้าร่วมอบรมฯ ครั้งนี้ ส่งผลดีให้กับผู้เขียนอย่างยิ่ง ที่จะได้นำไปใช้ทั้งในด้านการงานและการเรียนในระดับปริญญาเอกของตนเอง ที่ต้องเขียนผลงานทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็ทรงคุณค่านับอนันต์อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว