Ammonia นับว่าเป็นการทดสอบพิเศษที่แพทย์ส่งค่อนข้างบ่อย มีอยู่ช่วงหนึ่ง พี่นุชสั่งซื้อน้ำยาสำเร็จรูป นำมาตรวจกับเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ Hitachi 717 ค่ะ แต่น้ำยามีอายุสั้นมาก ๆ ค่ะ แล้ววิธีการก็ไม่ได้ง่าย เพราะต้องนำมาผสมกันหลายขั้นตอนก่อนทำ พอผสมเสร็จ น้ำยาก็อายุสั้นอีกไม่ถึงเดือน แต่การทดสอบ Ammonia จะ request เป็นช่วง ๆค่ะ ช่วงไหนส่งเยอะ ก็เกือบจะได้ทำทุกวัน แต่ช่วงไหนหายไป ก็อาจจะไม่มีการสั่งตรวจเป็นเดือน ๆ เลยค่ะ อีกทั้งการใช้เครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ เราก็ต้องมาปรับค่า Factor ของน้ำยา อย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพื่อให้ Control หรือสารควบคุมคุณภาพ ได้ตามต้องการ ตอนนี้เลยกลับมาทำ manual อีก สำหรับผู้เขียนสบายใจกว่ากันเยอะ
ความสำคัญ
อาหารโปรตีนที่เรากินจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน และซึมเข้าสู่กระแสเลือดโดยผ่านทางผนังของลำไส้แล้วเข้าสู่ตับทางเส้นเลือดเฮปาติค พอร์ตัล กรดอะมิโนถูกสะสมไว้ชั่วคราวที่ตับแล้วจึงค่อย ๆ ถูกปล่อยออกไปตามเส้นเลือดดำ จากตับนำไปให้เซลล์ต่าง ๆ สร้างสารอื่นต่อไป
ในการนำกรดอะมิโนไปสร้างสารอื่นนั้น จะมีการกำจัดอนุมูลอิสระ (-NH2) ออกจากโมเลกุลของกรดอะมิโน ขบวนการนี้เรียกว่า ดีแอมมิเนชั่น (Deamination) จะมีการปล่อยแอมโมเนียออกมา
แอมโมเนียเป็นสารที่มีพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง ตับของคนและสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถทำให้แอมโมเนียไปรวมกับคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นยูเรีย ซึ่งเป็นสารที่มีพิษน้อยกว่า ถ้าตับไม่สามารถกำจัดแอมโมเนียได้หมด เซลล์สมองจะทำหน้าที่กำจัดแอมโมเนียด้วย โดยการให้แอมโมเนียไปทำปฏิกิริยากับกรดกลูตามิค (L-glutamic acid) ได้เป็นกลูตามีน (Glutamine ) จากการที่สมองนำเอากรดกลูตามิคมาใช้มากเกินไป ทำให้กรดกลูตามิคในสมองลดลง เป็นผลให้กรดคีโตกลูตามริค (Ketoglutaric acid) ลดลงไป การลดลงของ กรดคีโตกลูตาริค ทำให้พลังงานในวงจรของกรดซิตริก (Citric acid cycle) ลดลงไปด้วย และทำให้ออกซิเดทีฟเมตาบอลิสม ลดลง เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้การหายใจน้อยลงจนหยุดหายใจในที่สุด
การเก็บสิ่งส่งตรวจ
ใช้ EDTA blood แช่น้ำแข็งมาด้วย และต้องโทรมาบอกห้อง Lab. (เตรียมตัวและเตรียมใจไว้ก่อน) ต้องทำในทันทีค่ะ ไม่เช่นนั้นก็รีบนำไป Freeze ในตู้เย็นไว้ก่อน
หลักการ โดยวิธี Enzymatic method ตามวิธีของ Boehringer) <p> โดยทั่วไปให้แอมโมเนีย ทำปฏิกิริยากับ a-Ketoglutarate โดยมี NADH (Nicotinamide adenine dinucleotide reduced form) เป็น Co-enzyme และมีเอนซัยม์ Glutamate dehydrogenase เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา </p><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="327" align="center" style="width: 327px; height: 40px"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> Glutamate dehydrogenase </p></div></td></tr></tbody></table><p>a-Ketoglutarate + NH++ NADH -à Glutamate + H2O + NAD+
เนื่องจาก NADH เมื่อเปลี่ยนไปเป็น NAD นั้น จะทำให้ค่าการดูดกลืนแสง ที่ความยาวคลื่น 340 นาโนเมตร ลดลงซึ่งสามารถนำมาคำนวณหาปริมาณแอมโมเนียได้</p><p>
น้ำยา
1. Triethanolamine buffer 0.15 mmol/L pH8.6, a-oxoglutarate (คือ a-ketoglutarate) 15 mmol/L : ดูด Triethanolamine 4.98 ml (5.09 ml สำหรับ 98%) ชั่ง a-oxoglutaric acid 0.5479 g(0.5534 gสำหรับ 99%) ผสมกันในน้ำกลั่น ~ 200 ml ปรับ pH ด้วย NaOH แล้วปรับปริมาตรครบ 250 ml
2. NADPH 0.10 mmol/L: ชั่ง NADPH (95 %, tetrasodium salt, MW 958.8) ละลายใน buffer 1. แล้วแบ่งใส่หลอดละ 1mlà freeze (หรือ 0.0066 g/10 ml buffer)
3. ADP (Adenosine 5’-diphosphate) 1.5 mmol/L : ชั่ง ADP monosodium salt, 96%, 1 H2O (เพราะฉะนั้น MW = 426.2 + 23 + 18 = 467.2) ละลายใน buffer 1 แล้วแบ่งใส่หลอดละ 1mlà freeze (0.0474 g/10 ml buffer)
4. Glutamate dehydrogenase (GLDH) ³ 755 U/ml : ชั่ง GLDH = 0.0020 g ละลายใน buffer สำหรับการทดสอบ 1 ราย เตรียมทันทีก่อนใช้
5. working reagent : ก่อนทำการทดสอบ ผสม reagent 1 (buffer) 4.5 ml กับ 2. และ 3. อย่างละ 1 หลอด เป็น ซึ่งจะได้ total volume = 6.5 ml ทำได้ 1 ราย </p><p>วิธีทำ RB(ml) sample(ml)working reagent 2.5 2.5
EDTA plasma - 0.5
Mix, ตั้งทิ้งไว้ 10 นาที ที่ 20 – 25 0C อ่าน A1 ของ RB และ sample (ใช้ dichromate ตัด OD ให้ได้เหมาะสม) ที่ 340 nm</p><p>Reagent 4. 0.02 0.02
Mix, ทิ้งไว้ 10 นาที ที่ 20 – 25 0C,อ่าน A2 ของRB และ sample</p><p>Reagent 4. 0.02 0.02
Mix, ทิ้งไว้ 10 นาที ที่ 20 – 25 0C, อ่าน A3 ของ RB และ sample </p><p>การคำนวณ</p><p>D ARB หรือ D Asample = (A1 - A2 ) – (A2 - A3 )
เนื่องจาก RB มี volume ไม่เท่ากับ sample เพราะฉะนั้นต้อง correct OD ของ D ARB ก่อนโดยดูค่าจากตาราง </p><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table><p>NH3 (mg%) = 1633 X (D Asample - D ARB correct) </p><p> ค่าปกติ
ผู้ชาย 25 – 94 mg%
ผู้หญิง 19 – 82 mg%
ถ้าได้ค่าสูงกว่า 700 mg% ให้เจือจาง plasma 0.5 ml ด้วย 2.00 ml freshly distilled, ammonium – free water แล้วทำใหม่ (absorbance difference (D Asample X 5)</p><p> ข้อสังเกต
วิธีการตรวจวัดแอมโมเนียในเลือดปัจจุบันมีหลายวิธี คือ
1. Diffusion Method
2. Anion-exchange resin
3. Deproteinization
4. Enzymatic method
5. Electrochemistry</p><p> เอกสารอ้างอิง
1. บุญพเยาว์ โลหะจินดา, เกรียงศักดิ์ อิ่มใจ, นันทยา ชนะรัตน์, ขวัญชัย รัตนเสถียร, พัตราภรณ์ ผลวัฒนะ, ไพโรจน์ สุภาวจิต, รุจาภา พิมสังข์, รุ่งศิริ โชติเวชกุล. คู่มือปฏิบัติการเคมีคลินิก. สำนักพิมพ์ภาควิชาเคมีคลินิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ </p>
คุณศิริ...
ยอดเยี่ยม...แห่งความขยัน review มากเลยคะ...
ครั้งแรกที่กะปุ๋มได้เจอท่าน อ.ปารมี...ประโยคแรกถามหา...คุณศิริ...ไม่มาด้วยเหรอคะ...
เพราะแอบติดตามงาน R2R ของคุณศิริ...มาตลอดคะ
*^__^*
กะปุ๋ม
ตามมาเก็บรอยคุณ Ka-poom ค่ะ ทิ้งรอยไว้เยอะมากน๊ะค๊ะ (แบบนี้ ขอบอกว่าเป็นผู้ร้ายไม่ได้เด็ดขาด)
อยากสอบถามว่ามีการวิเคราะห์แอมโมเนียในอาหารหรือป่าวครับ
เนื่องจากผมมีงานทดลอง 1ชิ้น พบว่ามีกลิ่นแอมโมเนียอยู่ จึงอยากทราบว่ามีปริมาณเท่าไหร่(ตัวเลข)จะมีวิธีวิเคราะห์หรือป่าวครับ
เพิ่มเติม อยากทราบแหล่งที่รับ วิเคราะห์แอมโมเนีย ด้วยอ่ะครับ
ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ
แล้วตอนนี้ ถ้าจำทำงานวิจัย แนะนำให้ใช้วิธีไหนครับ คุณศิริ ( เหมือนถาม IPhone) เลย