ธาตุแท้?

 

 

ธาตุแท้ ใครแลเห็น?

 

"ธาตุ" เมื่อฟังดูเหมือนกับเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ให้ความสนใจหรือ หากเป็นหมอยา อาจเกี่ยวกับระบบการไหลเวียนของร่างกาย ร่างกายที่ไม่สะบายก็เพราะระบบของร่างกายไม่สมดุล ดังนั้นจึงต้องมีการปรับธาตุในร่างกายให้สมดุลกัน

...

 

อย่างไรก็ตาม ธาตุ เมื่อฟังดูเผินๆ อาจมี ธาตุสี่ ที่เข้าใจกันคือดิน น้ำ ลม ไฟ ..ธาตุต่างๆ ที่วิทยาศาสตร์ค้นพบ หรือกล่าวถึงก็ย่อมปรากฏว่า มีพื้นฐานอันเกิดแต่ธาตุ ทั้งสี่นี้ ทั้งสิ้น หรืออาจกล่าวให้มากความ ไปอีกหน่อย คงหมายเอาได้ว่า สรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ก็ล้วนเกิดแต่ ("กรรม") ธาตุสีนี้เป็นส่วนผสมกันกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ฟูมฟักมาทั้งสิ้น

.......................

 

จึงอาจกล่าวได้ว่า

มนุษย์นั้นล้วนมีส่วนผสมที่มีธาตุแท้ ทั้งสี่ ด้วยกันทั้งหมด บ้างคนธาตุดินมากหน่อยจึงมีนิสัย ไปทางธาตุนั้นๆ (บางคนอาจชอบกินดิน หิน ทราย) เป็นต้นด้วย

..

ประเภทของธาตุในพระพุทธศาสนานั้นได้แบ่งประเภทของธาตุไว้หลายระดับไว้  คือ  ธาตุ  ๒[1] ธาตุ ๔[2]  ธาตุ ๖[3]  ธาตุ  ๘[4]  ธาตุ  ๑๘[5] เฉพาะธาตุ ๔ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  ภูตรูป ๔  หรือมหาภูต  ๔[6]

...

 

ถึงกระนั้นก็ตาม

ธาตุจะแท้หรือเทียมก็ตาม

ความมีอยู่ของธาตุนั้นมิได้เป็นเพียงแต่สิ่งที่เป็นเพียง

 

การรับรู้ได้ด้วย สัมผัส ดังที่เข้าใจกันเท่านั้น คำว่า "ธาตุ" จึงเป็นคำกว้าง อาจหมายเอาทั้ง คุณสมบัติที่เป็นมวล ขนาด ปริมาตร ที่สัมผัสได้ แต่ทั้งนี้ยังรวมเอาถึงสภาวะบางอย่างที่เกินเลย ผัสสะด้วย ตา หู จมูก ล้ิน กาย หากแต่ยังสามารถ สัมผัสได้ด้วย มโนผัสสะที่ละเอียดยิ่งแล้วด้วย

 

ดังที่

 

พระพุทธองค์ ทรงย้ำไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม  ไม่เกิดขึ้นก็ตาม  ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดา  ความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น  ตถาคตรู้  บรรลุธาตุนั้นว่า  “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง”  ครั้นรู้  บรรลุแล้วจึงบอก  แสดง  บัญญัติ  กำหนดเปิดเผย  จำแนก  ทำให้ง่ายว่า  “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม  ไม่เกิดขึ้นก็ตาม  ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดา  ความเป็นไปตามธรรมดา  ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น  ตถาคตรู้  บรรลุธาตุนั้นว่า  “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์”  ครั้นรู้  บรรลุแล้วจึงบอก  แสดง  บัญญัติ  กำหนด  เปิดเผย  จำแนก  ทำให้ง่ายว่า  “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์” ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม  ไม่เกิดขึ้นก็ตาม  ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น  ตถาคตรู้  บรรลุธาตุนั้นว่า  “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา”  ครั้นรู้  บรรลุแล้วจึงบอก  แสดง  บัญญัติ  กำหนด  เปิดเผยจำแนก  ทำให้ง่ายว่า  “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา[1]

 



[1] อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๗๑/๒๕๓.

[2] มหาภูตหรือมหาภูตรูป  ๔  คือ  ธาตุ  ๔  ได้แก่  (๑)  ปฐวีธาตุ  คือธาตุดินมีลักษณะแข้นแข็ง  (๒)  อาโปธาตุ คือธาตุน้ำมีลักษณะเหลว  (๓)  เตโชธาตุ  คือธาตุไฟมีลักษณะร้อน  (๔)  วาโยธาตุ  คือธาตุลมมีลักษณะพัดไปมา  (ที.สี.  (แปล)  ๙/๔๘๗-๔๙๖/๒๑๖-๒๑๙,  สํ.นิ.อ.  ๒/๖๑/๑๑๑)

[3] ม.อุปริ. (ไทย) ๑๔/๑๐๐/๑๑๘.

[4] รูปที่เกิดจากจิตมี ๑๗  คือวิญญัตติรูป ๒ วิการรูป ๓  อุปจยรูป ๑  สันตติรูป ๑  สัททรูป ๑  ปริจเฉทรูป ๑  และอวินิพโภครูป ๘  อภิ.สงฺ. ๓๔/๗๖๒๑๑

[5] อภิ.วิ.๓๕/๑๘๔/๑๐๒,  วิสุทฺธิ.  ๓/๖๕ 

[6] ม.มู.(ไทย) ๑๒/๑๐๑/๓๓๐.

 

กัลยาณธรรม

 


[1] องฺ ติก. (ไทย)  ๒๐/๑๓๗/๓๘๕.  พระไตรปิฏก มจร.