การติดอาวุธทางปัญญา การติดความฉลาดใส่ให้กับคนที่เรารัก พูดชัดๆ นั่นก็คือลูกของเรา
ทุกคนทุกครอบครัวก็ตั้งใจจะทำอย่างนี้แหละ คำถามคือเราทำกันอย่างไร สังเกตจากอะไร
ผมนึกถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนะ เป็นวัคซีนที่มีสารพัดชนิด สารพัดมิติ แบ่งแยกหน้าที่กัน ตัวหนึ่งทำหน้าที่สร้างความเข้มแข็งต่อความอยาก ตัวหนึ่งทำหน้าที่สร้างความฝันเพื่อให้มีพละกำลังฝ่าฟันอุปสรรค์ ประมาณนี้ เปรียบได้กับการใส่ออปชั่นในรถยนต์ ต้องมีล้อแม็กซ์ ถุงลมนิรภัย อะไรทำนองนี้ครับ
ตรงนี้แหละที่อยากจะแลกเปลี่ยนกับหลายๆ ท่าน การติดอาวุธทางปัญญาเห็นผู้ใหญ่หน่อยก็จะบอก แนะนำออกไปทางหลักคำสอนของพระพุทธองค์นะ ซึ่งก็ดูว่าใช่เลย
แต่ส่วนตัวผมแล้วนั้น คิดว่ามีความเป็นนามธรรมสูง ที่ว่าอย่างนี้ก็คือความรู้สึกว่ามันโบราณ มันไม่ค่อยอยากจะนำมาใช้น่ะ คืออ่านแล้วทราบแล้วก็ไม่ค่อยซึมเข้าไปในส่วนลึก..ของตนได้ จริงๆสิ่งที่ผมต้องการนั้นจะต้องเหมือนการที่เราจะยอมรับเพลงที่ฟังแล้วประทับใจ ซึ่งอาจจะฟังเป็นครั้งที่สามและค่อยรับได้ก็ไม่เป็นอะไรนะ อะไรทำนองนั้น อย่างนี้คือความหมายที่ว่าเป็นนามธรรมน่ะครับ
หากเป็นอย่างนี้ก็คล้าย ไก่ได้พลอยนั่นเอง
หากแต่ผมเองก็รู้จักธรรมชาติของตนเองดี ตรงนี้..ก็ไม่ยาก ผมก็เลือกที่จะใช้หลักอะไรก็ได้ที่สามารถประยุกต์และกระตุ้นตนเองนั้น ให้รู้สึกศรัทธา ยอมรับ และชื่นชม จนดลใจให้นำมาใช้
ซึ่งปกติแล้วเจ้าหลักปรัชญาเนี่ย จะนำสู่การปฏิบัติได้จะต้องหายใจเข้าหายใจออกนั้น เรารู้สึกแจ่มชัดเลย เขารวมเป็นกายใจของเราเลย จึงจะไปสู่การปรับใช้ เกิดปัญญาความเฉลียวฉลาดขึ้นในตนน่ะครับ
เมื่อเราทราบอย่างนี้ มั่นใจในแนวทางอย่างนี้ คนที่อยู่ใกล้ก็จะซึมซับหลักคิด แนวปฏิบัติจากเราได้ สามารถมีพฤติกรรมความรู้สึกนึกคิดคล้ายกับเราได้ โดยผ่านการให้คำปรึกษา แลกเปลี่ยนทัศนะต่างๆ เทคนิคส่วนตัวนี่ใช้หลักการปฏิบัติที่ยากแลกกับสิ่งตอบแทนที่เขาควรมีควรได้อย่างยุติธรรม โดยการชี้ว่าหลักตรงนี้จะให้ผลเห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่ตนได้อย่างไร เห็นถึงส่วนที่จะเสียหายได้ถ้าเราไม่ทำ ตรงนี้แนวทางอย่างนี้แหละที่ผมคิดว่า ต้องใส่เข้าไปในลูกของเราเพื่อที่เขาจะได้เดินทางต่อไปในโลกกว้างที่สุดแสนจะอันตรายนั้นได้อย่างปลอดภัย เขาต้องพร้อมแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยตนเองตั้งแต่ยังเล็กๆ แล้ว ... ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเติมให้เขาอย่างต่อเนื่องมาเป็นลำดับแล้วล่ะครับ นี่อาจจะเป็นคำอธิบายของคำว่าการศึกษาที่พวกเราพูดถึงกัน ความหมายที่แท้จริงอาจจะอยู่ตรงนี้แหละ คือความมีปัญญาในตัวบุคคลและใช้ปัญญาควบคุมความรู้ต่างๆ เป็นเครื่องมือนำมาซึ่ง การบรรลุเป้าหมายหรือฝันของชีวิตแต่ละคน

ผมเพิ่งสังเกตเห็นนะว่า การสอนการสอดแทรก การเอาตัวรอดในสังคมที่เราเป็นอยู่ในทุกขณะจิตตอนนี้ เป็นการปลูกฝัง ทุนนิยมให้กับทุกคนไปโดยเราไม่รู้ตัวนะ ทั้งๆที่จั่วหัวก่อนอัตถาธิบายเราจะอ้างความพอเพียง หรือการสมถะตามพุทธองค์ก็ตาม แต่โดยแก่นสารนั้น มันคือทุนนิยมชัดๆ มันเป็นเรื่องราวที่ว่ากันมาแต่โบราณแล้ว เราไม่เคยชอบคนจน คนธรรมดากันเลย เรานิยมคนที่มีความสุข จริงๆ ก่อนจะมีสุขนั้นมันต้องพอใจในมาก่อนนั่นก็ชี้ไปที่ความอยู่ดีกินดีตลอด ยังงั้น..ใช่หรือเปล่าครับ
เลิกดูละครไทยมาหลายปีแล้วค่ะ
เพราะส่วนมากมักนำเสนอเรื่องของคนชั้นสูง คนนั่งใส่สูทผูกไทด์ทำงาน แล้วยุ่งกับเรื่องชิงรักหักสวาท
อยากให้มีละครที่เสนอเรื่องราว การสร้างตัว การใช้คุณธรรมเอาชนะอุปสรรค จนประสบความสำเร็จ
เด็กๆ ดูจะได้เกิดค่านิยม พึ่งตนเอง และตั้งเป้าหมายในชีวิตเป็น