ผมได้รับอี-เมล์ จาก ดร.รัตนา มากี ดังข้างล่าง อ่านแล้วเกิดความปิติ ที่ได้เห็นนักวิชาการที่แม้จะอยู่ ในต่างประเทศ ก็ยังมาช่วยทำงานให้แก่ประเทศไทย ในเรื่องที่มีคุณค่ายิ่ง (โดยวิธิการที่เป็นระบบยิ่ง) สองเรื่อง คือเรื่องการพัฒนาทักษะด้านการวิจัยให้แก่นักศึกษาและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ และเรื่อง TQF ผมนำข้อความในอีเมล์ทั้งหมดมาลงโดยไม่ได้แก้ไขใดๆ โดยได้รับอนุญาตจาก ดร. รัตนาแล้ว

 

          เรียนศ.นพ.วิจารณ์ที่เคารพ

          หนูไม่ได้ติดต่ออาจารย์เป็นเวลาหลายเดือนหวังว่าอาจารย์สบายดีนะคะ

          ในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมามีความคืบหน้าที่อยากรายงานให้อาจารย์ได้ทราบสองเรื่องค่ะ

          เรื่องที่หนึ่ง :การไปช่วยครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏหลายๆประมาณ 20 แห่งพัฒนาทักษะวิจัยให้กับนักศึกษาซึ่งจะเป็นครูในอนาคตในขั้นตอนการพัฒนานี้คณาจารย์เองก็ได้รับประโยชน์ไปในเวลาเดียวกันเนื่องจากขั้นตอนการวิจัยทางการศึกษาในบ้านเรายังไม่ได้เก็บข้อมูลวิเคราะห์แปลความหมายกันจริงจังทำให้การตีพิมพ์ในวารสารแทบจะไม่มีกันเลย เป้าหมายของราชภัฏคือเป็นพี่เลี้ยงทางการศึกษาให้กับโรงเรียนในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยก็จะเน้นไปพัฒนาครูที่โรงเรียนแต่ลืมที่จะพัฒนานักศึกษาของตนเอง (ที่จะไปเป็นครูในอนาคต) ให้ได้มาตรฐานก่อนถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็ทำงานพัฒนากันไม่จบไม่สิ้นที่สำคัญคือทักษะวิจัยของตัวคณาจารย์เองก็ยังไม่เข้มแข็ง จึงได้ออกแบบให้เริ่มพัฒนาทักษะวิจัยให้กับนักศึกษาในแต่ละชั้นปีไป โดยใช้เงื่อนไขที่ว่านักศึกษามีเวลาสี่ปีทำไมไม่ค่อยๆพัฒนากันไปไม่ต้องรอจนถึงปีสี่อย่างที่ปฏิบัติกันมา และจะพัฒนาให้ทักษะติดตัวนักศึกษาออกไปเพื่อให้สามารถไปพัฒนานักเรียนในโรงเรียนต่อไป


          นักศึกษาปีหนึ่ง - พัฒนาทักษะการค้นคว้าเน้น 1. การค้นคว้ามากกว่าหนึ่งแหล่ง 2. ใส่แหล่งอ้างอิงที่ถูกต้องและ 3.นักศึกษาต้องประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ค้นได้ (เนื่องจากราชภัฏทำเรื่องโจทย์ท้องถิ่นกันดังนั้นแหล่งข้อมูลมีไม่มากและมาจากการเล่าการอ้างถึงเป็นส่วนใหญ่จึงมีความจำเป็นที่นักศึกษาต้องบอกได้ว่าถ้าจะนำข้อมูลนั้นไปอ้างอิงต่อมีความน่าเชื่อถือกี่เปอร์เซนต์) จะมีการให้นักศึกษาทำหลายๆครั้งเมื่อทำเสร็จแต่ละครั้ง ตรวจงานแล้วมีการคุยกันทั้งห้องเพื่อให้เห็นว่ามีตรงไหนที่นักศึกษาพัฒนาได้ ตรงไหนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาทิ้งระยะเวลาสักพักเช่น 5-10 วันสั่งงานค้นคว้าใหม่โดยต้องไม่บอกเงื่อนไขทั้งสามแล้วดูการพัฒนาของนักศึกษาแต่ละคน พูดคุยกันว่าคนไหนที่ยังพัฒนาส่วนไหนไม่ได้ทิ้งระยะเวลา ... แล้วทำซ้ำแบบนี้ไปจนได้กราฟการพัฒนาที่เริ่มนิ่ง ก็จะได้คำตอบว่ามีนักศึกษากี่เปอร์เซนต์ได้ทักษะทั้งสามติดตัวไป และใช้เวลากี่ครั้งว่าทักษะจะติดตัวด้วยวิธีนี้ เมื่อขึ้นปีสองหวังว่านักศึกษาจะค้นด้วยเงื่อนไขทั้งสามนี้โดยอัตโนมัติ (สามารถเก็บผลการพัฒนาต่อเนื่องในปีที่สองได้เช่นกัน)


          ลักษณะการพัฒนาทักษะแบบนี้สามารถทำได้ในทุกรายวิชาโดยค้นคว้าหัวข้อต่างๆในรายวิชาได้เป็นส่วนหนึ่งของทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับของราชภัฏที่ทำอยู่นี้เพื่อช่วยให้คณาจารย์มีกลไกพัฒนาทักษะวิจัยให้กับนักศึกษาอย่างเป็นระบบได้ข้อมูลการพัฒนาที่มุ่งหวังให้สามารถตีพิมพ์เป็นผลงานวิชาการได้จะช่วยให้ขอตำแหน่งวิชาการ (ขณะนี้โดยเฉลี่ยแล้วจาก 20 สถาบันที่ทำงานอยู่ด้วยตำแหน่งวิชาการระดับอาจารย์มีถึง 75% ของคณาจารย์ทั้งหมดเป็นส่วนที่ต้องหากลไกมาช่วยปรับตำแหน่งทางวิชาการให้กับคณาจารย์กลุ่มนี้) ในขณะเดียวกันจะตอบโจทย์ TQF ได้เข้าลักษณะ Dynamic PDCA ในปีต่อไปคณาจารย์จะมีวิธีการที่ปรับปรุงจากปีก่อนหน้า มุ่งหวังให้เรื่องการเรียนการสอน - การวิจัย - TQF - QA (SAR) - บริการชุมชนเป็นเรื่องเดียวกันเพื่อลดภาระงานของคณาจารย์


          นักศึกษาปีสอง- เน้นเรื่องการตั้งโจทย์วิจัย ในปัจจบันเท่าที่ได้พบจะเน้นกันที่โจทย์ปัญหาท้องถิ่นซึ่งเป็นปัญหาระดับเบื้องต้นที่มีการแก้ไขแล้วในที่อื่นๆแต่อยากเห็นนักศึกษาสามารถตั้งโจทย์วิจัยเองได้แทนที่จะรอรับโจทย์จากอาจารย์หรือท้องถิ่นทางเดียวแนวทางการพัฒนาจะเป็นการกำหนดโจทย์/หัวข้อได้ในสามระดับคือระดับทั่วไป - General ระดับเฉพาะเจาะจง - Specific และระดับโจทย์วิจัย - Key/Research Question (หลักการสามระดับนี้สามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้อื่นๆเช่นการอ่านจับใจความได้เช่นกัน) วัตถุประสงค์ต้องการให้นักศึกษาทราบว่าจะทำเรื่องอะไร (General ผ้าไหมขนมหวาน งานปั้นสลักหญ้าแฝกฯลฯ) เน้นไปด้านใด (Specific สิ่งแวดล้อมการส่งออกการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เกษตรกรรมฯลฯ) และโจทย์ที่ต้องการทำคืออะไร (โจทย์ที่สามารถนำไปออกแบบวิธีวิจัยได้)


          นักศึกษาปีสาม- เน้นกระบวนการวิจัยครบขั้นตอน Purpose, Key Question, Hypothesis, Method, Data Collection, Data Interpretation, Discussion, Evaluation นักศึกษาจะเขียน proposal ได้โดย purpose และ key question ต้องชัดและสอดคล้องกัน ซึ่งเมื่อทำได้ในระดับนี้แล้วขั้นตอนการทดลองการเก็บข้อมูลและที่เหลือจะตามมาได้โดยง่าย ปัญหาในปัจจุบันของการทำวิจัยในราชภัฏที่ได้พบมาตอนนี้คือวัตถุประสงค์และโจทย์วิจัยไม่ชัดเจนและในหลายๆครั้งไม่สอดคล้องกันทำให้การออกแบบการทดลอง/การเก็บข้อมูลไม่ชัดเจนข้อมูลที่ได้ไม่สามารถตอบโจทย์วิจัยได้


          นักศึกษาปีสี่ - เมื่อขึ้นปีสี่นักศึกษาก็จะพร้อมทำวิจัยได้เลย ปกติจะต้องใช้เวลากันมากบางทีทั้งเทอมที่หนึ่งมาเรียนรู้ขั้นตอนการทำวิจัยทำให้ไม่สามารถผลิตผลงานวิจัยที่ดีได้ภายในหนึ่งปี


          ขณะนี้มีสถาบันราชภัฎอยู่ 3 แห่งที่ดำเนินการวิจัยพัฒนาทักษะวิจัยนี้ที่ได้ผลการพัฒนาที่สามารถแสดงเป็นกราฟได้ตีความหมายของข้อมูลได้ จึงอยู่ในช่วงของการช่วยเหลือเพื่อให้ทีมวิจัยสามที่นี้ตีพิมพ์ผลงานวิชาการอยู่ค่ะ เมื่อมีความก้าวหน้าจะเรียนให้อาจารย์ได้ทราบในช่วงต่อไปค่ะ


          เรื่องที่สอง- เรื่อง TQF เท่าที่ผ่านมาเห็นมหาวิทยาลัยต่างๆลงมาตรฐานผลการเรียนรู้กันแบบเลิศสูงสุดดูแล้วเหมือนจะเขียนให้นักศึกษา top 10% ที่มีพัฒนาการทักษะอยู่แล้วและทำอะไรได้ทุกอย่างอย่างที่ต้องการให้เกิด ประกาศกกอ. บอกไว้ว่าผลการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่บัณฑิตทุกคนต้องได้รับการพัฒนา การที่สถาบันเขียนผลการเรียนรู้ที่ต้องพัฒนาอยู่ในระดับเด็ก 10% ในทางปฏิบัติถ้าทำได้จะดีมากๆนั่นคือบัณฑิตไทยทุกคนจะเข้าระดับ top 10% ซึ่งจะหมายความว่าไม่มี top 10% ชุดเดิมนี้อีกต่อไปเพราะทุกคนขึ้นระดับนั้นกันหมดถือเป็นการลดช่องว่างทางทักษะ/ความสามารถลงได้ เกรงแต่ว่าตอนเขียนจะเขียนกันแบบไม่เข้าใจหลักการในประกาศกกอ. ที่ว่าเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตทุกคนสามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้ และต้องมีกลไกการประเมินว่านักศึกษาได้รับการพัฒนา ทำให้เกิดคำถามว่าในขณะที่เขียนหลักสูตรได้เตรียมวิธีการเรียนการสอนการประเมินควบคู่ไปด้วยหรือเปล่าหรือเพียงแต่ขอให้เขียนให้ดูดีเลิศไว้ก่อน


          ขอบคุณอาจารย์มากค่ะที่ได้กรุณาอ่านมาจนจบ

          ขอแสดงความนับถือ

          รัตนา มากี

 

          ผมอ่านจดหมายนี้ ๓ เที่ยวยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นวิธีคิดและวิธีดำเนินการอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนจากง่ายไปยากผมจึงภูมิใจมากที่ในช่วงที่ผมเป็นประธานกกอ.ได้ประสานงานให้ท่านได้เข้ามาทำงานให้แก่วงการศึกษาไทย

          โปรดสังเกตว่าดร. รัตนาออกแบบการเรียนรู้ให้นศ. เกิดทักษะในการวิจัยไม่ใช่แค่มีความรู้นี่คือวิธีคิดสำหรับการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑

 

วิจารณ์พานิช
๒ มี.ค. ๕๕