ผมเห็นเด็กป. ๖ เรียนคณิตศาสตร์วันนี้แล้ว ส่ายหัว...โอว มันเรียนยากขนาดนี้แล้วหรือ ยังวิทยาศาสตร์ และวิชาอะไรตอมิอะไร ...ยัดกันเข้าไป จนเด็กย่อยไม่ทัน ก็มีแต่ความรู้โดยไม่มีปัญญา หลายคนก็เบื่อ จนกระทั่งทำให้เกิดการต่อต้านการเรียนรู้
ถ้าผมมีอำนาจผมจะลดสาระการเรียนรู้ลงให้มาก อาจเพียงครึ่งเดียวของปัจจุบัน เวลาที่เหลือให้เอามาพัฒนาความเป็นมนุษย์ของเด็ก และเป็นมนุษย์สังคมที่ดี
สิ่งที่ต้องพัฒนาคือ จริยธรรม คุณธรรม วินัย ความรับผิดชอบ ความกล้า และความคิดสร้างสรรค์
จริยธรรมคือข้อห้ามเพื่อให้เกิดความสงบในสังคม เช่น ศีลห้า
ข้อ 1 ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น (ตัวใหญ่รังแกตัวเล็ก แย่งของเขาเป็นต้น)
ข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
ข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดใน “กามทั้งหลาย” เช่น บริโภคอาหารเกินพอดี ก็ผิดศีลข้อนี้แล้ว กินขนมหวานก็ผิด เล่นเกมส์ต่างๆ ก็ผิดในกามเหมือนกันนะ รร. ส่วนใหญ่ฝึกให้เด็กหลงในกามแต่เล็ก เช่น มีอาหารเสริมแสนอร่อย มีเพลงเพราะๆให้ฟัง (กามด้านโสตประสาท)
ข้อ 4 ไม่กล่าวเท็จ หรือ นินทา ว่าร้ายผู้อื่น
ข้อ 5 ไม่เสียสติ เช่น เล่นเกมส์จนขาดสติ หัวเราะ ร้องไห้ แบบขาดสติ โกรธ ต่อยกัน
จริยธรรมเอาแค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว ...ส่วนคุณธรรมนั้นคือ ความดีงาม เช่น ความซื่อสัตย์ ความโอบอ้อมอารีย์ ความกตัญญู สันโดษ ประหยัด เป็นต้น
วินัย ซึ่งมีวินัยสังคม กับวินัยการทำงาน ที่ต้องปลูกฝัง เช่น การเข้าคิว การทำงานส่งให้ตรงเวลา การเคารพกฎระเบียบ
ความรับผิดชอบ...ความจริงแล้วเป็นวินัยอย่างหนึ่ง อาจสอนแบบบูรณาการกับวินัยได้
ความกล้า..ในที่นี้หมายถึง กล้าคิดนอกกรอบ กล้าแสดงออกในทางที่ถูก กล้าถามครู
ความคิดสร้างสรรค์...พัฒนายากมาก อาจฝึกให้แก้ปัญหาแปลกๆ แบบกลุ่ม และเดี่ยว
ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลามากมหาศาล แต่ดูเหมือนว่า รร. ไทยเราให้เวลาและความสำคัญน้อยมาก ไปเน้นที่การยัดความรู้ เพราะกลัวล้าหลังสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี แบบหัวหดกันหมด กลัวจะไม่รวยเหมือนเขา
คุณลักษณะดังที่กล่าวมานี้ต้องฝึกฝนกันตั้งแต่เยาว์วัย เพราะถ้ารอถึงมัธยมต้นจะสายแล้ว จะ “ยัด” ไม่ลง เนื่องเพราะมันเริ่มต้นเข้าสู่ช่วงงวัยเจริญพันธุ์แล้ว สารเคมีในสมองเปลี่ยน ซึ่งช่วงนั้นจะเน้นไปที่การสอนความรู้ได้แล้ว
ส่วนความรู้ในระดับประถมนั้น เน้น ที่อ่านออกเขียนได้ คณิตศาสตร์สูงสุดน่าจะคือ เทียบบัญญัติไตรยางศ์เป็นก็พอแล้วกระมัง วิทยาศาสตร์เน้นไปที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวรวมทั้งสุขศึกษาพื้นฐาน สอนแบบบูรณาการยิ่งดี (จะทำให้ประหยัดเวลา) (ถ้าไม่รู้ทำอย่างไรให้มาถามผมสิ..อิอิ คิดไว้หมดแล้ว)
ผมเห็นว่าถ้าเราไม่ “ปฏิรูปการศึกษา” เสียใหม่ ชาติไทยเราคงไปไม่รอดในระยะยาว เพราะจะได้แต่พลเมืองที่ไร้จริยธรรม คุณธรรม และ ฯลฯ
...คนถางทาง (๒๒.๓.๒๕๕๕)
นักเรียนประถมโตแต่สมอง..ส่วนอื่นลีบไปหมดแล้วค่ะ
ผมเห็นด้วยกับท่าน
และเป็นงงมากจนถึงทุกวันนี้
ว่าทำไมมันถึงมากมายถึงเพียงนี้
เท่านั้นยังไม่พอ ตั้งแต่อมก๋อยถึงเบตอง
โรงเรียนถูกเผา น้ำท่วม ขาดครู ไม่มีครู ครูถูกฆ่า
ก็ยังเอาข้อสอบระดับชาติ มาสอบวัดเหมือนกันทั้งประเทศ
คนไทยเรานิยมตามก้นฝรั่ง แต่ไปตามแต่สิ่งไม่ดีของเขา สิ่งดีๆ กลับไม่ตาม เช่น การศึกษาระดับประถมนั้น ฝรั่งเขาเรียนน้อยกว่าเรามาก แล้วเขาเอาเวลาไปฝึกความเป็นมนุษย์คล้ายดังที่ผมว่ามา แต่ไทยเรากลับไม่ตามแฮะ อย่างว่า กลัวแพ้สิงคโปร์ กลัวว่าจะไม่ได้เหรียญทองโอลิมปิกส์บ้าบอคอแตก
สวัสดีค่ะ ท่านคนถางทาง
ท่าน tamtam1 ครับ แหม..ถ้าโตแต่สมองก็ยังดีนะครับ แต่ผมว่าสมองบวมมากกว่าสมองโตนะครับ บวมเพราะถูกยัดความรู้ ไม่ได้โตเพราะฉลาดแต่ประการใดหรอกครับ
ผมมองว่าผู้มีอำนาจส่วนใหญ่เป็นนักหลักการ(และเป็นหลักการที่ทำตามก้นฝรั่ง ไม่ใช่คิดเอง)ไม่ใช่นักปฏิบัติ เราเดินหน้าพัฒนาการศึกษาโดยมองข้ามประวัติศาสตร์ทางการศึกษาของเรา + ความคลั่งในฝรั่ง โดยเฉพาะการเน้นเรียนภาษาอังกฤษที่ให้เรียนกันมากกว่าภาษาไทยเราเองด้วยซ้ำ สุดท้ายภาษาไทยเองก็เกือบไม่รอด ภาษาอังกฤษยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากคิดได้ผมมองว่าเอาความล้มเหลวเหล่านี้มาเป็นประธานในการรื้อสร้างทางการศึกษาใหม่ โดยใช้สังคมไทย แบบไทยเป็นฐานจะมีคุณค่าและเกิดประโยชน์มากกว่า "เป็นหลักการที่ใช้ปริบทของไทยเป็นฐานผสมผสานหลักการฝรั่งและระวังประวัติศาสตร์"
การจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาผมเห็นด้วยครับที่มองว่าเรียนมากไป เมื่อเทียบกับสมัยของผมคือไม่นานห่างกันเพียงหลักสิบปีเท่านั้นเอง ตำรารเรียนที่เรียนก็มีคุณค่าทั้งความรู้และสอดแทรกพวกคุณธรรมจริยธรรม มีวินัยหลายต่อหลายประการ เช่น หนังสือมานีมานะ นิทานร้อยบรรทัด เป็นต้น เด็กอ่านได้ความรู้ เห็นพฤติกรรมตัวละคร ก่อเกิดความจำ ฝั่งใจ ปรับใช้กับตน ฉะนั้นถึงเวลาที่ควรปรับลดเนื้อหาลง เอาแค่พื้นฐาน ผมเชื่อว่า หากพื้นฐานเขาดี การเรียนรู้ในวัยที่สูงขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก ในขณะที่พฤติกรรมเมื่อโตขึ้นจะแก้ไขยากกว่า โดยรวมแล้วผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณ
ขอบคุณครับ