ก่อนที่จะกล่าวถึงการเมือง เศรษฐกิจ การปกครองของญี่ปุ่นนั้น ก็จะของกล่าวถึงจะเป็นการผสานผลประโยชน์ต่อกันในรูปแบบของสามเหลี่ยมเหล็ก (Iron Triangle) ระหว่างนักธุรกิจ, ข้าราชการ, และนักการเมือง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นที่มีรัฐบาลที่นำโดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP: Liberal Democratic Party) มาเป็นเวลากว่า 50 ปี (ตั้งแต่ก่อตั้งพรรค) รัฐบาล ข้าราชการ และนักธุรกิจจึงมีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะต่างฝ่ายต่างให้ความเคารพยำเกรงต่อกัน และสามเหลี่ยมเหล็กนั้นมีความเข็มแข็งมาก

และแม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะเจริญแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือการเล่นระบบเส้นสายต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชน ภาคราชการ และภาคการเมือง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่สมัยการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
วิธีการก็คือ กลุ่มข้าราชการเหล่านี้ก็จะไปตกลงกับนักธุรกิจภายในสามเหลี่ยมเหล็กของตน นักธุรกิจก็จะให้ผลประโยชน์หรือให้ค่าคอมมิชชั่นต่างๆ เพื่อให้นักการเมืองร่างกฎหมายหรือกำหนดนโยบายเพื่อพวกพ้องของตน
สามเหลี่ยมเหล็กนั้นมีความสำคัญต่อระบบการเมืองของญี่ปุ่นมาก โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายของรัฐ และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมในช่วงที่มีการพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ สามเหลี่ยมเหล็กมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากสิบเป็นร้อยสามเหลี่ยม การกำหนดนโยบายแต่ละสามเหลี่ยมทำให้เกิดการผสมปนเปกันในแต่ละนโยบาย กลายเป็นการออกนโยบายแบบหลายชั้น (Medley Policy) ตรงนี้ก็สร้างความปั่นป่วนต่อระบบการเมืองของญี่ปุ่นอย่างมาก
ความสัมพันธ์แบบสามเหลี่ยมเหล็กนี้ ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เมื่อสภาพทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป และมีการแข่งขันจากนอกประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้ระบบดังกล่าวไม่สามารถพัฒนาประเทศญี่ปุ่นได้ จึงได้กำหนดการบริหารใหม่คือ ต่อไปจะไม่ให้ข้าราชการมาออกนโยบายหรือร่างกฎหมายให้กับกลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้อีกแล้ว
ด้านการปกครอง
ญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีอิทธิพลต่อระบบการปกครองภายในประเทศในหลายๆด้าน ภายใต้นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ ได้มีการจัดตั้งองค์กร สแคป (SCAP: Supreme Command for the Allied Power) เพื่อทำภารกิจต่างๆให้บรรลุเป้าหมาย คือ
- ปลดอาวุธทุกอย่างของญี่ปุ่นให้หมด ทำลายองค์กรทางทหารต่างๆ ทหารทุกคนที่ก่อสงครามต้องได้รับโทษคือประหารชีวิต อีกทั้งยังทำลายองค์การทางเศรษฐกิจที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็น Strong Army คือ ไซบัสซึ
- ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ที่เขียนโดยทนายความชาวอเมริกัน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ญี่ปุ่นไม่เคยฉีกเลย สาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 9 ห้ามญี่ปุ่นมีกองทัพเรือ/ทัพบก/ทัพอากาศทั้งสิ้น ประชาชนคือองค์อธิปัตย์ของชาติ โดยมอบอำนาจนั้นผ่านทางสภา Diet รัฐสภานั้นเป็นแบบ 2 สภาคือสภาสูง และสภาล่าง (ส.ส. และ ส.ว.) ที่มาจากการเลือกตั้ง
ตั้งแต่ปี 1952 อเมริกาถอนทหารออกไป เริ่มมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา พรรคที่มีบทบาทคือพรรค LDP ครองอำนาจมากกว่า 50 ปี กระทั่งแพ้การเลือกตั้งในช่วงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด (2009) โดยนับจากนี้ไปการปกครองแบบชาติที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการทหาร (Rich Nation & Strong Army) มาเป็น Rich Nation เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มเข้ามาในหลายๆด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม เทคโนโลยี การวิจัยต่างๆ ทำให้ประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก ด้วยเหตุนี้ ก็ทำให้คนญี่ปุ่นไม่มีการประท้วงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ด้านเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่นเริ่มมีการสร้างความมั่งคงในชาติ โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นนั้นเป็นชาติที่ลอกเลียนแบบเก่งเวลาไปศึกษาดูงานที่ใดก็ตาม ก็จะแบ่งคนไปศึกษาที่ละส่วนให้เข้าใจ จากนั้นเมื่อกลับมาแล้ว ความรู้ที่ได้แต่ละคนก็จะนำกลับมารวมกัน จนกลายเป็นเครื่องมือต่างๆ หรือเครื่องจักรต่างๆในโรงงานอุตสาหกรรม ความมั่งคั่งของคนญี่ปุ่นอยู่ที่การตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งในและนอกประเทศ และเมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก รัฐบาลก็สนับสนุนเป็นนโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) โดยรัฐก็จะเข้าไปอุดหนุน (Subsidy) โดยการวางระบบยุทธศาสตร์ในการกำหนดรูปแบบของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ เช่นอุตสาหกรรมถ่านหิน รัฐก็เข้าไปอุดหนุนโดยการลดภาษีวัตถุดิบ ทั้งหมดทั้งมวลก็ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติที่มีความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจอย่างมาก
เขียนเรื่องยากเลยนะเม้ง
ไปเรียนออสเตเรียจากไหนมาเนี่ย
เอาใหม่ สามเรื่องที่เขียนมายากเลยนะเนี่ย ลงลึกกว่าผมเขียนเยอะเลย
เขียนเยอะ ๆ เดี๋ยวเข้าตากรรมการ