โรคเบาหวาน(Diabetes)
โรคนี้เกิดจาก ความผิดปกติของฮอร์โมน Insulin ซึ่งซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเผลาผลาญคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นสารตัวกระทำในคาร์โบไฮเดรท มีผลต่อการเผาผลาญไขมันเปลี่ยนการทำงานของตับให้ทำหน้าที่เก็บหรือปลดปล่อยกลูโคส และทำให้เกิดการทำงานของลิพิด (ไขมัน) ในเลือดและในเนื้อเยื่ออื่น เมื่อฮอร์โมนนี้ขาดร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้ จึงมีน้ำตาลในเลือดสูง และปล่อยออกมาทางปัสสาวะ
อาการของโรคเบาหวาน
- ปัสสาวะบ่อย และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
- หิวน้ำบ่อย
- อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ทั้งที่ยังกินเก่งและหิวเก่ง
- อาการอื่นๆ ที่อาจเกิด เช่น การติดเชื้อ แผลหายช้า คันตามผิวหนัง เห็นภาพไม่ชัด ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขา หย่อนสมรรถภาพทางเพศ อาเจียน
กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
- กรรมพันธุ์ มีญาติ ครอบครัวเคยเป็น
- อ้วน (มีดัชนีมวลกายมากกว่า 25)
- ขาดการออกกำลังกาย
- ความดันโลหิตสูงมากกว่า 140/90 mmHg
- มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด
- อายุมากกว่า45ปี
ควรที่จะได้รับการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี
ชนิดของโรคเบาหวาน
- เบาหวานชนิดที่หนึ่ง [Type 1 diabetes,immune-mediated ] >>เกิดในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด สาเหตุเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันไปทำลายเบต้าเซลล์ เกิดอาการรุนแรงได้ง่าย จำเป็นต้องใช้อินซูลินในการรักษา
- เบาหวานชนิดที่สอง [Type 2 diabetes,noinsulin dependent] >> เกิดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี อ้วน มักจะมีโรคแทรกซ้อนแล้วร้อยละ50 สาเหตุที่เป็นเบาหวานเพราะมีภาวะต้านต่ออินซูลิน มีอาการเล็กน้อย
- เบาหวานชนิดอื่นๆตามสาเหตุ >> ชนิดนี้จะพบไม่บ่อย
- เบาหวานที่เป็นขณะตั้งครรภ์ [ Gestation diabetes ]
โรคแทรกซ้อน
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคตา
- โรคแทรกซ้อนที่ขา
- โรคแทรกซ้อนทางไต
- โรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับระบบประสาท
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคแทรกซ้อนที่ผิวหนัง
- โรคเครียด
- โรคเบาหวานและสุขภาพปาก
- โรคแทรกซ้อนฉุกเฉิน
บทบาทนักกิจกรรมบำบัด
ประเมินผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยใช้กรอบอ้างอิง Biopsychosocial model ในการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆของผู้ป่วยดังนี้
Biopsychosocial model
Biological: ฮอร์โมน Insulin ในร่างกายผิดปกติ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง, และเกิดอาการแทรกซ้อนต่าง รวมถึงเมื่อเกิดบาดแผลจะทำให้แผลนั้นหายได้ยาก, บางคนมีโรคอ้วนเกิดขึ้นร่วมด้วย ทำให้มีอาการล้าในการทำกิจกรรม มีปัญหากับกระดูกและข้อต่อ
Psychological: ความเครียดจากสภาพจิตใจไม่ควรให้เกิดขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเบาหวานมักจะมีโรคความดันสูงร่วมด้วย อาจทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้ การสร้างความคิดในการควบคุมน้ำตาลจากการกินก็มีส่วนช่วยลดปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น
Sociological : อาหารจานด่วนจากตะวันตก เป็นค่านิยมที่สร้างให้บริบทสังคมไทยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น และคนที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วก็ทำให้แย่ลงไปอีก
จากนั้นก็ประเมินการทำกิจวัตรประจำวัน ว่าสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ หรือลดลง ถ้าลดลงให้ทำการให้แผนการบำบัดฟื้นฟูตามส่วนที่สำคัญให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้
ให้คำแนะนำทั้งผู้ป่วย และญาติเกี่ยวกับโปรแกรมการออกกำลังกายร่วมกับนักกายภาพบำบัด รวมถึงการจัดท่าทางในการนั่ง – นอนเพื่อป้องกันแผลกดทับ
ปรับสภาพแวดล้อมต่างๆให้ผู้ป่วยไม่ต้องใช้แรงมากในการเอื้อมหยิบจับ และลดกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก ควบคุมเมนูอาหารให้เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และเมื่อทำการให้คำแนะนำ บำบัดฟื้นฟูแล้ว ก็นัดผู้ป่วยกลับมาประเมินอีกรอบเพื่อดูผลลัพธ์ การตั้งเป้าประสงค์ที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยเบาหวาน