ตอนที่ ๑
Active Learning (AL) มีหลายรูปแบบ ....รูปแบบไหนจะเหมาะกับหลักสูตรใด
ผู้เข้าประชุมซึ่งก็คือคณบดีจากทุกสำนักวิชาได้อภิปราย ซักถาม เสนอความคิดเห็น และให้ข้อสังเกต ดังต่อไปนี้
- ชื่นชมกับความพยายามที่จะทำวิจัยคู่ขนานกันไป แต่ขอบเขตเวลายังไม่ค่อยชัดเจน
- การสำรวจความเป็นจริง ควรลงไปที่หลักสูตร
- กระบวนการสัมภาษณ์และการตั้งคำถาม ต้องให้ความสนใจว่าสำนักวิชาอาจมี AL แบบอื่น ๆ (วิธีการสำรวจเพื่อหา Best practices ต้องตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย)
- สำนักวิชา/หลักสูตรต้องมีระบบและกลไกเองหรือใช้ระบบและกลไกของมหาวิทยาลัย
- มีรายวิชาสัมมนาที่มีลักษณะ Student centered ปัญหาที่ประสบคือเด็กไม่มีความคิดเห็นของตัวเอง (หลังจาก field trip ดูหนัง อ่านหนังสือ แล้ว) แม้แต่เรื่องแรง ๆ ที่สามารถ debate ได้ยาว
- เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิด AL เพราะตอนนี้มี Active Teaching ทำไมจึงไม่มี AL เกิดขึ้น จากประสบการณ์พบว่านักศึกษาสูญเสียความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็กไป (ในกระบวนการของเรา เด็กได้ความทุกข์และไม่อยากเรียน) ต้องทำให้เด็กสร้างความฝันที่จะอดทนทำได้ เราไม่สามารถทำให้เด็กสร้างความฝันได้
- เด็กไม่รู้ว่าเรียนแล้วจะเอาไปทำอะไรต่อ เช่น การแก้โจทย์ เรื่องนี้ควรอยู่ในกระบวนการของกิจการนักศึกษา อีกส่วนที่สำนักวิชาพยายามทำอยู่คือการพบนักศึกษา แต่จัดเวลาได้ยากมาก เพราะมีหลายหน่วยงานที่ต่างมะรุมมะตุ้มกับนักศึกษา
- AL ของสำนักวิทยาศาสตร์คงต้องปรับ แต่การคุยกับอาจารย์ก็เป็นเรื่องยาก มีงานวิจัยยืนยันว่า AL เป็นเรื่องดี
- อาจารย์ที่สอนในรายวิชาพื้นฐานของเราเป็นอาจารย์ที่เก่ง มีข้อมูลว่าเด็กที่เรียนของเราไม่ได้ (ไม่ผ่าน) แต่ไปเรียนที่อื่นไม่มีปัญหา ดังนั้นกระบวนการอาจมีปัญหา
- ฟังแผนงาน AL แล้วรู้สึกประทับใจและดีใจที่ทีมงานนี้รับทำงาน มีรูปแบบและแผนงานที่ชัดเจน สำนักวิชาการจัดการได้วาง position ของตนเองว่าเป็น Innovative School มีแนวคิด AL อยู่แล้ว แนวทางหนึ่งที่ใช้คือสหกิจศึกษา ส่วนในรายวิชาอื่น ๆ ยังไม่มีแนวทางและรูปแบบที่ชัดเจน หวังว่าทีมงานจะเข้ามาช่วยพัฒนาอาจารย์ในสำนักวิชา การจะนำไปปฏิบัติทั่วทั้งมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องง่าย
- ผู้เรียนต้องเข้าใจและมีความพร้อม
- อาจมีทีมยุทธศาสตร์ลงไปที่โรงเรียน ช่วยให้เด็กมี AL ตั้งแต่มัธยมปลาย เด็กที่ผ่านโปรแกรมนี้แม้เกรดจะไม่สูงมหาวิทยาลัยก็รับเข้าได้เลย อาจนำร่องในบางโรงเรียนโดยเฉพาะในบางโรงเรียนที่คิดว่าเป็นรองที่อื่น เป็นการสร้างคนตั้งแต่ต้นน้ำ
- เมื่อเด็กมีความพร้อมแล้ว ก็ต้องเตรียมอาจารย์ ซึ่งต้องทำอย่างจริงจัง ควรเริ่มที่อาจารย์ที่สอนนักศึกษาปี ๑ ปี ๒ ก่อน
- หากจะพัฒนา AL อาจารย์ที่มีอยู่คงจะทำงานไม่ไหว ถ้ามหาวิทยาลัยจะใช้นโยบายนี้ควรจะมีนักวิชาการมาช่วยดูแลและ support การทำงานของอาจารย์
- การสอนแบบ Active Learning ที่สำคัญ ใจของอาจารย์ต้องอยู่ที่เด็ก (ตอนนี้อยู่ที่วิจัย) มหาวิทยาลัยควรมีแรงจูงใจให้อาจารย์ที่ทำงานด้านการสอนได้ดี
อาจารย์ ดร.ทิพย์วัลย์ ตอบว่าจริง ๆ อยากจะทำ Advanced program กับโรงเรียน อยู่ที่มหาวิทยาลัยว่าจะเอาจริงหรือเปล่า อาจนำร่องเป็นบางสำนักวิชาก็ได้ น่าสนใจข้อมูลที่ว่าเด็กที่ลาออกจากเราไปมีเกรดสูง เด็กที่ตกแต่ไปเรียนที่อื่นแล้วผ่าน
ยังมีคณบดีอีกหลายคนที่ขอร่วมแสดงความคิดเห็น ดังนี้
- PBL ของเราติด top ใน web มีประสบการณ์พานักศึกษาไปดูงาน ตอนที่อยู่ในห้องประชุมไม่พูด แต่พออยู่นอกห้องพูดกันแบบไม่น่าเชื่อ... บางทีเด็กก็เรียนรู้จากข้างนอกแล้วเปลี่ยนทัศนคติ
- Motivation ของเด็กสำคัญมาก ไปที่เวียดนาม เขาสัมภาษณ์เรื่องเป้าหมายในชีวิต
- มีเด็กที่ไปสหกิจศึกษากลับมาแล้วสามารถทำเกมขายได้ เพื่อน ๆ เกิดความสนใจที่จะพัฒนา อาจารย์ก็สนใจ
- วิชาบางวิชา เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ที่เราสอนแบบ general น่าจะสอนอีกแบบ เช่น เอาใบไม้ให้หาพื้นที่ สอนแบบเฉพาะตามสาขาวิชา หรือใช้ case
- ไม่สบายใจที่บางหลักสูตรสอนเนื้อหาเยอะมาก อัดแน่นไปหมด
- สหกิจศึกษา เราเริ่มมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้บางสถาบันไปสหกิจศึกษาเยอะมาก เช่น นักศึกษาไปสหกิจเกือบ ๒ ปี เริ่มจากไปอยู่สัปดาห์ละ ๓ วัน
- เห็นด้วยที่จะมี AL และการเรียนรู้อย่างมีความสุข การทำวิจัยของอาจารย์ก็เป็น AL ทำเพราะอยากเรียนรู้ นักศึกษาสามารถเอาเป็นแบบอย่างได้
- การทำร้านยาจำลอง ไม่รู้ว่าเป็น AL หรือเปล่า มาฟังวันนี้จะเอาข้อมูลไปลงมือปฏิบัติ เวลาลงมือปฏิบัติก็จะมีปัญหา สำนักวิชา solve ได้ระดับหนึ่ง general Ed. เรียนเพื่อใช้สมองเป็น การที่เด็กตกอาจเป็นเพราะ
o Class ใหญ่เกินไป ถ้า class เล้กลง อาจารย์จะได้สัมผัสเด็ก
o เด็กบางคนไม่อยากเข้า มวล. มาอยู่นี่ห่างไกลครอบครัว จะเข้าหาอาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังเป็นปัญหา เด็กเครียด สำนักวิชาเภสัชศาสตร์จึงมีการจัด Pharmacy Night ให้เด็กผ่อนคลาย อาจารย์ต้องไปหาเด็ก ไม่ใช่ให้เด็กเข้าหาอาจารย์ ทำเหมือนกับพ่อ-แม่ดูแล ถ้าเราให้ใจเขา เขาจะให้ใจเรา
- อยากให้มีรถบัสเข้าเมืองทุก ๒ ชม. มีโรงหนัง ร้านอาหาร ฯลฯ
- AL ทำไม่ได้ ถ้าไม่แก้ปัญหาพื้นฐาน เช่น เด็กเครียด อาจารย์ไม่คุ้นเคย การที่อาจารย์แจก PowerPoint และออกข้อสอบตามนั้น สร้างให้นักศึกษาไม่อยากอ่านหนังสือ ประสบการณ์ที่เคยเรียนมา อาจารย์จะมีหนังสือที่เลือกแล้วให้อ่าน เห็นด้วยกับการจะมี facilities ต่าง ๆ แต่สิ่งนั้นเป็นการเชิญชวนให้มาเรียน
- คำเดียวคือ “เอาใจเด็กให้ได้” ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละสำนักวิชา
เวทีวันนี้มีหลากหลายความคิด ที่น่าจะช่วยจุดประกายให้ทีมทำงานได้แนวทางการขับเคลื่อน “การเรียนรู้เชิงรุก” ต่อไป
วัลลา ตันตโยทัย
Satreephuket school International English Program Training :Project work (1)
Satreephuket school International English Program Training :Project work (2)
project diary(1)
Project diary (2)