จากการเดินทางมาประชุม...การจัดการความรู้ในการพัฒนาศักยภาพ เพื่อการทำงานด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์...คำโปรย-สร้างสรรค์พลังใหม่ เพื่อหัวใจ และชีวิตที่เบิกบาน...วันที่ 9-11 มกราคม 2555 รร.วิลลา พาราดี เขาใหญ่...ผู้จัดไม่ได้มอบหมายภารกิจหลังการประชุมเหมือนการประชุมอื่น ๆ ...บอกเพียงแต่สั้นว่า...ให้พวกเรากลับไปทำความดี...

พวกเราผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนได้ทำใบงาน...Life Review

และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว ผมได้ขอกระดาษที่บอกเล่าเรื่องราวจาก Life Review ได้จำนวน 7 ท่าน และหอบกลับมาที่บ้าน

เรื่องราวทุกท่านที่ทั้งมอบให้และไม่ได้มอบให้

เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเสมอเมื่อยามนึกถึง

และบุคคลในบันทึกนี้ ผมรู้สึกถึงความรัก อุดมการณ์ อันยิ่งใหญ่ในการทำงานและใช้ชีวิต

ท่านผู้นี้ คือ หมอเบิ้ม...สฤษฎิ์  สุฤทธิ์

หมออนามัยชาวน่าน...ผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่

เคยลงปกวารสารหมออนามัยมาแล้ว

" ธ สถิตเหนือภูใจ...คือ...สถานีอนามัย...ที่ปลายขอบฟ้า

(อ่านได้ที่นี้ครับ...http://www.mohanamai.com/homepage/index.php/en/2011-12-11-11-48-20/25-วารสารหมออนามัย-ปีที่-20-ฉบับที่-5-มีนาคม-เมษายน-2554)

 

ชีวิตในวัยเด็กของพี่หมอเบิ้มมีพ่อ-แม่-พี่น้องที่อบอุ่น

อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน...ทำนาทำไร่

เมื่ออายุ 12 ปี พ่อถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม จึงบ่ายหน้าขึ้นภูเขา

 เข้าร่วมเป็นคอมมูนนิตส์ในครั้งนั้น...

ได้รู้จักสหายและพี่ ๆ จำนวนมากมาย เช่น พี่จี๊ด.."สหายใบไม้ "...คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา รวมถึง คุณสุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน

   ซึ่งหน้าที่คอยให้ความบันเทิง และร้องเพลง

 โดยมีชื่อว่า "สหายพันตา" เป็นตัวแทนแห่งความเข้มแข็ง

ส่วนพี่หมอเบิ้ม มีชื่อว่า "สหายยาใจ" ผู้ที่แต่งกลอนและกวีที่มีความไพเราะ เป็นตัวแทนตรงข้ามอีกด้านในครั้งนั้น

 

 

เมื่อพี่หมอเบิ้มอายุ 18 ปี ได้มีเหตุการณ์ที่ให้กลับใจเพราะในหลวง

จึงกลับมาเรียนต่อและได้เป็นหมออนามัยที่ตำบลน้ำเกี๋ยน จังหวัดน่าน

และทำงานจนเป็นต้นแบบด้านสุขภาพในเรื่องกระบวนการ บวรส.

(บ้าน-วัด-โรงเรียน-สถานีอนามัย)

 

เมื่ออายุ 22 ปี แต่งงานและมีครอบครัว

และเมื่ออายุ 35 ปี พ่อกับแม่ ก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับในระยะเวลาไม่ห่างกัน

สร้างความสะเทือนใจให้กับชีวิตไม่น้อย

จนแต่งกลอนยาว "มณีนารถแก้ว"

เป็นเรื่องราวที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักที่ลูกมีต่อพ่อและแม่

ผ่านมาอีกไม่นาน...ตนเองก็รู้ว่า เป็นมะเร็งในระยะแรกด้วย

 

เมื่อ พ.ศ.2552

สมเด็จพระเทพรัตนสุดา ฯ ได้มีพระราชดำริให้พี่หมอเบิ้ม

ไปช่วยคนบนดอย...พี่น้องชาวไทยภูเขาที่มีความยากลำบากในการดูแลสุขภาพ...และเดินทางมารักษาการป่วยที่ผ่านภูเขาสูงชันและอันตราย

จึงเกิดโครงการ "สุขภาพภูฟ้า ตามแนวพระราชดำริ"

เกิด..สถานีอนามัย....ที่ปลายขอบฟ้า...ด้วยเหตุเป็นบริเวณที่ขอบฟ้ามาจดดินพอดี

ฟ้า..เอื้อมใจ...มาห่ม..ดิน

 

ตอนนี้ พี่หมอเบิ้ม อายุ 48 ปี ได้ตัดสินใจลาออกจากราชการ ในเดือน กันยายน 2555 จะมาถึง...

แต่อุดมการณ์....สถานีอนามัย....ที่ปลายขอบฟ้า

ผมคิดว่า พี่เบิ้มยังคงสานต่อจนชั่วชีวิต

พี่เบิ้มวางโครงการไว้มากมายที่น่าชื่นชม เช่น ส่งเด็กชาวเขาเรียนพยาบาล เรียนสาธารณสุข เพื่อกลับมาทำงานที่บ้าน

สร้างเรือนพักรักษาผู้ป่วย เป็นโรงเรือนในอาณาเขตด้วยกันหลายหลัง

ซึ่งผมและครอบครัว กำลังเก็บเงิน เพื่อร่วมสมทบด้วย ถึงแม้การเดินทางจะแสนไกล สูงชัน และลำบากมาก และหวังว่า สักวันต้องเดินทางไปให้ถึง...

 

 

เวลาที่ประชุมด้วยกัน 2 คืน 3 วัน

เป็นช่วงเวลาที่มีความหมายต่อผมอย่างมากมาย

ผมได้รู้จักเพื่อน ๆ หมออนามัยที่มีจิตใจดีงาม และพี่หมอเบิ้ม

ตอนช่วงทำกิจกรรมกลุ่ม ผมได้ยึด-ลาก-ดึง พี่เบิ้ม

มารู้ภายหลังว่า พี่ไปผ่าตับมา..กำลังเย็บแผลอยู่

แต่พี่เบิ้มอารมณ์ดี และไม่แสดงอะไรให้น้อง ๆ ระแคะระคายเลยครับ

 

 

ตอนกลางคืน... ได้ฟังเสียงร้องเพลงจากพี่เบิ้ม

ที่มีส่วนแต่งเพลงร่วมกับพี่หงา คาราวาน

เช่น... เพลงคืนรัง , กุลา , คนกับควาย, เปิบข้าว , นกสีเหลือง, บ้านนาสะเทือน,คนตีเหล็ก, ดอกไม้ให้คุณ, ดวงจำปา, เดือนเพ็ญ

 เป็นเพลงที่ขับร้องต่อเนื่องนับยี่สิบสามสิบเพลง

ยิ่งร้องยิ่งบาดลึกกินใจในเพลง...ราวกับมีความรักและมีวิญญาณในเพลงนั้น ๆ

 

 

 

ในตอนที่ผมขอเรื่องราวจาก Life Review ของพี่เบิ้ม

ผมใช้เวลานานมาก เพราะเป็นเรื่องราวส่วนตัว

ผมขออย่างดื้อ ๆ และสั้น ๆ ว่า

"เรื่องราวของพี่ จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจในกับผม ในการจะสร้างสรรสิ่งดีงามต่อไป"

พี่เบิ้มไม่ตอบ และไม่มองหน้าผม แต่กลับไปเขียนถ้อยคำข้างบนชื่อของพี่เบิ้ม

ใช้เวลาจนผมอึดอัดและลังเล

แต่ก็ยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ผม

เป็นบนกลอน และลายมือชื่อ

ที่เขียนว่า....

 

วันนี้ลูกของพ่อมาทำได้

มุ่งหน้าไปอย่างไปอย่างไม่สับสน

เฝ้าถนอมคุณค่าแห่งตน

เป็นหมอใหญ่ของ คนจน คนภูธร...หมออนามัย

 

********