เมื่อคนชอบวิ่งไปวิ่งซุปเปอร์ฮาล์ฟมาราธอนเลยถือโอกาสพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวด้วย

      เมื่อวันที่๒๙ตุลาคม๒๕๕๔พ่อบ้านมีกำหนดว่าจะไปร่วมวิ่งซุปเปอร์ฮาล์ฟมาราธอนไปที่สะพานมิตรภาพไท-ลาว ที่นครพนมเลยถือโอกาสพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวด้วย พอดีหลานชายที่ไปเรียนต่อทันตกรรมในเด็กที่กทม.กลับมาบ้านด้วยเพราะน้ำท่วมกทม.จึงชวนหลานชายไปด้วยเพื่อจะให้คุณพ่อมีโอกาสได้คุยกับหลานมากๆ

       ตอนเช้าพวกเรา๔ชีวิตคุณพ่อคุณแม่ผู้เขียนและพ่อบ้านก็ออกจากบ้านแต่เช้าแวะไปรับหลานชายที่บ้านแม่เขาแล้วก็มุ่งหน้าสู่มุกดาหารและแวะเอารถไปเช็คที่มุกดาหารเช็ครถใช้เวลานานพอควรกว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงจึงแวะทานอาหารเที่ยงที่มุกดาหารก่อน

บ่ายโมงเศษก็มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือจุดหมายอยู่ที่นครพนมไปถึงนครพนมก็ไปหาเส้นทางวิ่งก่อนไปดูบริเวณสะพานมิตรภาพไทยลาวแต่เขายังไม่ให้ขึ้นไปบนสะพานเพราะเขายังไม่ทันได้เปิดให้ใช้สะพานจึงได้แต่ขับรภไปวนใต้ตีนสะพานเท่านั้นเสร็จแล้วก็ไปดูว่าสถานทีให้ลงทะเบียนอยู่ที่ไหน ปรากฏว่าอยู่ใกล้ๆโรงพยาบาลนครพนม เมื่อติดต่อลงทะเบียนเสร็จก็ไปหาที่พักที่ใกล้ๆปรากฏว่าเต็มหมดก็เลยไปหาที่กินข้าวเย็นก่อน ได้ร้านอาหารข้างๆจวนผู้ว่าฯ ซึ่งอยู่ติดฝั่งโขง ขณะที่รออาหารผู้เขียนก็เลยไปถ่ายรูปท้องฟ้าและริมฝั่งโขงยามเย็นมาฝากค่ะ 

 

ฝั่งโขงยามเย็นมองจากฝั่งไทยที่นครพนม

 

 

เมื่อกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็เลยไปหาที่พักไปได้ที่พักในตัวเมืองอยู่บนถนนเส้นที่ถัดจากฝั่งโขงเข้าไปเป็นโรงแรมเก่าๆชื่อโรงแรมวินเซอร์หลังจากเข้าที่พักแล้วเพื่อนของนักวิ่งก็มาหาเลยแล้วพากันไปดูบริเวณรับลงทะเบียนอีกเพื่อนเขาลงทะเบียนวิ่ง๕กม.แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นไม่ได้ไปวิ่งส่วนผู้เขียนไม่ได้ลงทะเบียนวิ่งกลัวจะไปไม่ถึง

     ตอนเช้าผู้เขียนกับคนชอบวิ่งลุกขึ้นไปสนามตั้งแต่ตีสี่มีผู้ไปร่วมงานเยอะมากห้องน้ำจึงต้องรอคิวยาวหน่อย ตอนไปเข้าห้องน้ำพบพี่สาวคนหนึ่งมาจากบุรีรัมย์อายุจะหกสิบแล้วแต่ดูเหมือนสักสี่สิบเศษๆพี่เขาบอกว่าวิ่งมาหลายสนามแล้วที่มุกดาหารก็เคยไปวิ่งขึ้นภูมโนรมย์มาแล้ว ผู้เขียนอยู่มุกยังไม่เคยวิ่งขึ้นภูนี้เลย แต่เที่ยวนี้ไม่ได้ลงทะเบียนวิ่งเพราะเพิ่งจะได้รับการผ่าตัดแต่มากับพ่อบ้านพ่อบ้านลงวิ่งมินิมาราธอน แต่พี่จะลงเดินวิ่งออกกำลังกายไปพร้อมกับเขาอยู่หรอก ผู้เขียนเลยถือโอกาสเดินไปพร้อมกับพี่ท่านนี้

     เขาเริ่มปล่อยตัวซุปเปอร์ฮาล์ฟมาราธอนก่อนตามด้วยมินิมาราธอนและสุดท้ายเดินวิ่งฟันรันระยะทาง๕กิโลเมตร ผู้เขียนกับพี่ก็วิ่งไปกับเขาซักพักก็เดินบ้างแล้วก็หยุดถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นริมน้ำด้วยแต่ภาพไม่สวยเพราะมีหมอกมากหลังจากนั้นก็วิ่งๆเดินๆต่อไปตามเส้นทางริมฝั่งโขงแล้วเลี้ยวไปตามเส้นทางไปสู่ทางไปท่าอุเทนแต่จุดกลับต้วของฟันรันอยู่ตรงริมถนนี้แล้วผู้เขียนกับพีสาวก็เดินสลับวิ่งกลับทางเดิมจมเกือบมาถึงจุดเริ่มต้นพอดีพ่อบ้านของพี่เขามาถึงก่อนพี่จึงแยกไปส่วนพ่อบ้านผู้เขียนเข้ามาถึงภายหลังผู้เขียนมองหาเท่าไรก็ไม่มาสักทีจนนึกว่ามาถึงแล้วแต่ผู้เขียนไม่เห็นกำลังจะเดินไปหาพอดีเลยเห็นมาถึงทีหลังหลังจากนั้นก็ไปกินอาหารกันเขาจัดอาหารเลี้ยงดังนี้ นมถั่วเหลือง ข้าวหมูแดงข้าวมันไก่  ก๊วยจั๊บ ผลไม้ก็มีกล้วย สัปปะรด แตงโม ผู้เขียนชอบกินสัปปะรด  กินอิ่มแล้วก็ไปนวดเท้า อันที่จริงไม่ตั้งใจจะนวดหรอกพอดีพ่บ้านเขาไปนวดผู้เขียนก็ไปยืนรีๆรอๆอยู่ใกล้ๆคนนวดก้ว่างอยู่เขาเลยเชิญชวนให้ใช้บริการก็เลยฉลองศรัทธาซะหน่อย  หัวหน้าทีมนวดที่เชิญนวดนั้นผู้เขียนรู้สึกคุ้นๆหน้าแต่จำชื่อเขาไม่ได้ ตอนนวดจึงได้ถามคนนวดนวดว่าคนนี้เป็นใครเขาบอกว่าอยู่รพ.นครพนมอยู่ห้องกายภาพบำบัดแล้วเขาก็บอกชื่อให้ผุ้เขียนเลยนึกออกว่าใช่น้องที่เคยทำงานด้วยกันเมื่อ๒๕ปีก่อนตอนที่อยู่เวรด้วยกันตอนผู้เขียนไปช่วยงานไอ.ซี.ยู อยู่ช่วงหนึ่ง น้องเขาเป็นคนไม่อยู่เฉยๆชอบพูดชอบคุย มาตอนนี้เห็นน้องมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็มีความยินดีกับเขา แต่เสียดายไม่ได้คุยกันเพราะพอรู้จักชื่อแล้วจะหันไปคุยน้องเขาก้็ไม่อยู่แล้วแต่ก็ยังโชคดีได้เจอพี่ประกาศซึ่งเคยทำหน้าที่บุคลากรของโรงพยาบาลเมื่อตอนที่ผู้เขียนอยู่ที่รพ.นครพนม ตอนนี่พี่ทำหน้าที่นิติกรของรพ. ก็เลยไปทักพี่เขาและแนะนำตัวแต่พี่เขาจำผู้เขียนไม่ได้เพราะนานมากแล้ว พี่ประกาศก็ลงวิ่งเช่นกัน หลังจากนั้นก็พากันกลับที่พักระหว่างทางจำได้ว่าบ้านคุณป้าอดีตหัวหน้าพยาบาลตอนที่ผู้เขียนอยู่ที่นี่มีบ้านอยู่ใกล้ๆที่พักก็เลยชวนพ่อบ้านแวะไปเยี่ยมคุณป้าแต่ไปแล้วกลับไม่เจอบ้านป้าเกรงว่าคุณพ่อคุณแม่จะรอนานเลยรีบกลับเลยไม่ได้วนหาอีกรอบ ยังนึกเสียดายอยูว่าไม่ได้สอบถามกับพี่ประกาศว่าบ้านป้าเข้าไปทางไหน

 

พระอาทิตยืขึ่นที่ฝั่งโขงมองจากฝั่งไทยที่นครพนม

        ช่วงที่ไปวิ่งนั้นหลานชายได้ชวนคุณพ่อไปเดินเล่นริมฝั่งโขงส่วนคุณแม่ไม่ไปและได้พากันกินข้าวเช้าแล้ว

        เมื่อออกจากที่พักแล้วก็ไปชมวิวฝั่งโขงนิดหน่อยเพราะอากาศร้อนมากแดดจ้า

 

ฝั่งโขงเมืองท่าแขกเมื่อมองจากฝั่งไทยในตอนสาย

แล้วก็พากันกลับแล้วแวะเข้าไปไหว้พระธาตุเรณูที่เรณูนครด้วย  ข้างๆพระะธาตุมีต้นดอกไม้อยู่ชนิดหนึ่งดอกสีส้มๆเหลืองเหมือนพวงแสดแต่เป็นไม้ยืนต้นไม่ใช่ไม้เลื้อยหาดูชื่อก็ไม่มีท่านผู้อ่านพอจะทราบชื่อของดอกไม้นี้ไหมคะ

 พระธาตุเรณู

 

 

 

ดอกไม้ไม่รู้จักชื่อที่คล้ายพวงแสด

  ที่พระธาตุเรณูตรงใต้ต้นดอกไม้นี้มีหมอดูมาปุเสื่อเรียกลูกค้าอยู่แต่พวกเราไม่ได้ใช้บริการนั่งอยู่พักใหญ่ก็กลับตอนเดินกลับนี่คุณแม่ลำบากหน่อยเพราะจอดรดอยู่ไกลจากพระธาตุมากท่านเลยต้องพักเป็นระยะๆผู้เขียนเองก็นึกไม่ถึงว่าจะต้องเอารถเข็นไปด้วยตอนหลังเวลาจะไปไหนเลยเอารถเข็นไปด้วย

     มาถึงธาตุพนมคุณพ่อถามว่าไหว้พระธาตุไหมคุณแม่ว่าไหว้ก็ไหว้แต่ทางเข้าไปไหว้พระธาตุเดินลำบากหน่อยคุณแม่ปวดขามากเลยนั่งไหว้อยู้ข้างนอก

พระธาตุพนมมองนอกกำแพงจากทางทิศตะวันตก

หลังจากนั้นเดินทางกลับถึงบ้านแวะไปกินข้าวเที่ยงที่ปั๊มน้ำมันที่อยู่ระหว่างทางจากธาตุพนมและมุกดาหาร คุณแม่ปวดขามากลงจากรถไม่ได้ ต้องกินข้าวบนรถ กินข้าวเสร็จก็กลับไม่ได้แวะที่ไหนอีกถึงบ้านกลับมีอากาศเย็น ขอจบการเดินทางแต่เท่านี้ค่ะ

 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ