คณิตคิดเป็นระบบคือวิธีการแก้ปัญหาให้กับโจทย์ปัญหาวิทยาศาสตร์ที่เป็นปัญหาเชิงตัวเลขได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทำให้สามารถแก้ปัญหาได้โดยเร็ว และได้คำตอบที่ถูกต้อง
ที่ผ่านมาพบว่านักเรียนนักศึกษาจำนวนมากจะประสบปัญหาคือ เมื่อโจทย์มีความยุ่งยากมากขึ้น ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งต้นแก้ปัญหาได้อย่างไร เมื่อพอตั้งต้นได้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปเพื่อให้ถึงจุดหมายจนได้คำตอบที่ถูกต้องได้อย่างไร บ่อยครั้งไปหาทางออกไม่เจอ (หลงป่าคณิตศาสตร์) บ่อยครั้งเดินวนเวียนไปมาแล้วกลับมาที่เดิม บ่อยครั้งคิดว่าพบทางออกแต่เป็นทางออกที่ผิด ประเด็นทั้งหลายที่กล่าวมานี้เนื่องจากไม่ได้แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
หลักการและขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ตามที่ผมได้คิด้นไว้คือ :-
- เขียนรูปประกอบ (ถ้าทำได้)
- กำหนดรายการสิ่งที่โจทย์กำหนดให้ และสิ่งที่โจทย์ถาม (ถ้าเขียนรูปก็ให้กำหนดสิ่งเหล่านี้ลงบนรูปในตำแหน่งที่ถูกต้อง
- ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ ...โจทย์ถามหาค่าตัวแปรตัวใด ก็ให้ ”ตั้งสมการ” เกี่ยวกับตัวแปรตัวนั้นให้ได้ (เช่นโจทย์ถามหาค่า a) ถ้ามีสมการให้เลือกได้หลายสมการ ก็ให้เลือกเพียงสมการเดียวที่คิดว่าเป็นสมการที่เหมาะสมที่สุด ถ้าไม่รู้ว่าสมการไหนเหมาะสมที่สุด
- พิจารณาว่าสามารถแก้สมการนี้เพื่อหาคำตอบให้ a ได้หรือไม่ โดยทั่วไปถ้าเป็นสมการที่มีตัวแปร a เพียงตัวเดียวจะสามรถแก้สมการได้ เช่น อาจได้สมการเป็น 5a + 30= 60 (สมการที่ 1) ก็จะได้คำตอบทันทีว่า a = 6
- แต่บ่อยครั้งสมการนี้มีตัวแปรอื่นปนอยู่ด้วย เช่น 5a + b = 60 (สมการที่ 2) ในกรณีนี้เราต้องหาค่าให้ b ดังนั้นโจทย์ปัญญากลายมาเป็นว่า จะหาค่า b ได้อย่างไร ไปแล้ว เพราะถ้าได้ค่า b ก็เอามาแทนในสมการที่ 1 ก็ได้ค่า a ซึ่งเป็นคำตอบที่โจทย์ต้องการ
- แนวทางการหาค่า b นั้นก็ใช้หลักการเดียวกับการหาค่าให้ a นั่นคือ ต้องตั้งสมการอีกอันหนึ่งให้ b ให้ได้ ซึ่งสมการนี้อาจมีรูปแบบต่างๆดังนี้
6.1 มีตัวแปร b เพียงตัวเดียว เช่น 9 + 4b = 12 ซึ่งสามารถหาค่า b ได้ จากนั้นเอาไปแทนค่าในสมการที่ 2 ก็ได้คำตอบ b แล้วเอาไปแทนในสมการ 1 ก็ไดค่า a
6.2 อาจมีตัวแปรอื่นปนอยู่ในสมการด้วย เช่น 3b + 2c =8 ซึ่งในกรณีนี้โจทย์ปัญหาใหม่กลายเป็นว่าต้องหาค่า c ให้ได้ ถ้าได้ค่า c ก็ได้ b ก็จะได้ a ด้วยการทะยอยแทนค่าย้อนกลับไปในที่สุด
6.3 ตัวแปรอื่นที่ปนมาในสมการใหม่อาจเป็น a เสียเอง เช่น 3b + 2a= 8 ซึ่งในกรณีนี้ ถือว่า a เป็นตัวแปรซ้ำเก่าในสมการที่ 1 อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องไปหาสมการอื่นมาหาค่าให้ a อีกแล้ว เพราะเราสามารถแก้สมการนี้ร่วมกับสมการที่ 2 ซึ่งเป็นระบบสมการที่มี 2 สมการ ใน 2 ตัวแปร ซึ่งสามารถแก้สมการได้ตามวิธีการทางคณิตศาสตร์ (เช่น ด้วยการกำจัดตัวแปร หรือด้วยการแทนค่าตัวแปร)
6.4 ในกรณีข้อ 6.2 การหาค่าตัวแปร c อาจไปสร้างตัวแปรใหม่ d e f รวมทั้งตัวแปรเก่า a b ด้วยก็ได้ ก็ทำไปด้วยวิธีการเดิมเรื่อยๆ จนกว่าจะหาค่าตัวเลขให้กับตัวแปรได้หมด แล้วทยอยแทนค่ากลับเข้าไปหาตัวแปรที่โจทย์ถามหาก็จะได้คำตอบในที่สุด ถ้าสมการ “พันกัน” ก็ต้องทำการแก้สมการทั้งหมดพร้อมๆกันไป หลักการสำคัญคือ
6.4.1 ต้องมีจำนวนตัวแปรเท่ากับจำนวนสมการ
6.4.2 สมการเหล่านั้นต้องเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถสร้างสมการใดขึ้นได้จากการเอาสมการที่เหลือมาผสมกัน ถ้าสมการไม่อิสระต่อกันก็เท่ากับว่าเรายังมีสมการไม่ครบจำนวนตัวแปร ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถหาค่าตัวแปรออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่อาจได้คำตอบในนามของตัวแปรอื่น (ซึ่งในกรณีของการศึกษาขั้นสูง อาจกลายเป็นสิ่งที่ดีกว่าการได้คำตอบเป็นตัวเลขเสียอีก)
6.4.3 สมการหรือระบบสมการที่ได้นี้อาจเป็นสมการพีชคณิตเชิงเส้น หรือ ไม่เชิงเส้น หรือ อาจเป็นสมการอนุพันธ์ (differential) หรือสมการ ปริพันธ์ (integral) ก็เป็นได้ ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาก็แตกต่างกันออกไป ในระดับมัธยมจะเป็นสมการเชิงพีชคณิตเท่านั้น
ตัวอย่างที่ 1
ส้ม 3 ผล ราคา 5 บาท ส้ม 7 ผลราคาเท่าไร
วิธีทำแบบไม่เป็นระบบ:
เทียบบัญญัติไตรยางศ์หาราคาส้ม 1 ผล จากนั้นคูณด้วย 7 ก็จะได้ราคาส้ม 7 ผล
วิธีแบบนี้เป็นวิธีหาคำตอบแบบ “เดินไปข้างหน้า” โชคดีที่ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาง่ายๆ เส้นทางเดินก็โล่งๆ ตรงๆ ก็เลยไม่หลงทาง
วิธีทำแบบเป็นระบบตามวิถีคนถางทาง:
ตั้งตัวแปรของคำตอบว่า ส้ม 7 ผล ราคา a บาท
ตั้งสมการที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรคำตอบคือ a = 7b (เมื่อ b คือราคาส้ม 1 ผล)
หาค่า b ให้ได้ด้วยการตั้งสมการ คือ 3b=5 ดังนั้น b=5/3
เอาไปแทนค่าในสมการแรก ได้ a=7x(5/3) = 11.67 บาท
วิจารณ์: ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการ “เดินย้อนหลัง” จากคำตอบที่สมมติค่าว่าเป็น a แล้วย้อนรอยกลับไปยังจุดเริ่มต้น ซึ่งสำหรับโจทย์ง่ายๆที่รู้จักกันดีนี้ กลายเป็นว่าวิธีแบบเป็นระบบยากกว่าวิธีแบบที่เราคุ้นเคยกันดี แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าเราถูกล้างสมองมาแต่เด็กด้วยวิธีคิดแบบบัญญัติไตรยางค์นั่นเอง
ตัวอย่างที่ 2
ส้มโอ 3 ผล ราคาเท่ากับมะนาว 14 ผล และมะนาว 4 ผลมีราคาราคา 5 บาท ถ้ามีเงินอยู่ 100 บาท จะซื้อส้มโอได้กี่ผล
วิธีทำแบบไม่เป็นระบบ: เทียบบัญญัติไตรยางศ์จากหน้าไปหลัง (ขอให้นักเรียนลองทำดู ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเรียนรู้วิธีแบบเป็นระบบ)
วิธีทำแบบเป็นระบบแบบถางทาง:
- กระจายโจทย์ออกเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนสามารถนำมาสร้างเป็นสมการได้ คือ
1.1 ส้มโอ 3 ผล = มะนาว 14 ผล
1.2 มะนาว 4 ผล = 5
1.3 100 บาท = ส้มโอกี่ผล
- สมมติคำตอบว่าคือ a ซึ่งหมายความว่า เงิน 100 บาทจะซื้อส้มโอได้ a ผล
- สร้างสมการที่เกี่ยวกับ a เช่น a = 100 / b (สมการที่ 1) ...เมื่อ b คือราคาส้มโอหนึ่งลูก ดังนั้นถ้ารู้ค่า b ก็จะได้คำตอบทันที ดังนั้นขั้นต่อไปต้องสร้างสมการอื่นที่มีค่า b ร่วมอยู่ด้วย
- สมการดังกล่าวคือ 3b = 14c (สมการที่ 2) ...เมื่อ c คือราคามะนาว 1 ผล ซึ่งถ้ารู้ค่า c ก็จะได้คำตอบ จึงต้องสร้างสมการอื่นที่มีค่า c ร่วมอยู่ด้วย
- สมการดังกล่าวคือ 4c = 5 (สมการที่ 3)
- จากนั้น หาค่า c จากสมการที่ 3 จากนั้นหาค่า b จากสมการที่ 2 จากนั้นหาค่า a จากสมการที่ 1
- ดังนั้น c= 5/4; b= (14/3)c = (14/3)(5/4); a = (100/b) = 100x 3x 4/ (14 x5) .....ตอบ
วิจารณ์: โจทย์ข้อนี้ถ้าทำแบบ “เดินจากหน้าไปหลัง” ก็ชักจะยุ่งยาก อาจเจอทางสองแพร่ง ซึ่งดูเหมือนเป็นทางตัน แต่ถ้าใช้วิธีการ “เดินถอยหลัง” จะไม่ติด คือมีหนทางสร้างสมการย้อนกลับไปเรื่อยๆ จนสุดต้นทาง
ตัวอย่างที่ 3
ส้มโอ 3 ผล ราคาเท่ากับมะนาว 10 ผลรวมกับมะกรูด 3 ผล และมะนาว 4 ผลมีราคาเท่ากับมะกรูด 7 ผล โดยมะกรูด 2 ผลราคา 5 บาท ถ้ามีเงินอยู่ 100 บาท จะซื้อส้มโอได้กี่ผล
วิธีทำแบบไม่เป็นระบบ: ขอให้ลองทำดูว่าจะยุ่งยากขนาดไหน
วิธีทำแบบคนถางทาง:
- กระจายโจทย์ออกเป็นท่อนๆ โดยแต่ละท่อนสามารถนำมาสร้างเป็นสมการได้
คือ
- 3 ส้มโอ = 10 มะนาว + 3 มะกรูด
- 4 มะนาว = 7 มะกรูด
- 2 มะกรูด = 5
- 100 บาท = ส้มโอกี่ผล
- สมมติคำตอบว่าคือ a ซึ่งหมายความว่า เงิน 100 บาทจะซื้อส้มโอได้ a ผล
- สร้างสมการที่เกี่ยวกับ a เช่น a= 100 / b (สมการที่ 1) ...เมื่อ b คือราคาส้มโอหนึ่งลูก ดังนั้นถ้ารู้ค่า b ก็จะได้คำตอบทันที ดังนั้นขั้นต่อไปต้องสร้างสมการอื่นที่มีค่า b ร่วมอยู่ด้วย
3.1 สมการดังกล่าวคือ 3b = 10c + 3d (สมการที่ 2) ...เมื่อ c คือราคามะนาว 1 ผล และ d คือราคามะกรูด 1 ผล ซึ่งถ้ารู้ค่า c และ d ก็จะได้คำตอบ จึงต้องสร้างสมการอื่นอีกสองสมการที่มีค่า c และ d ร่วมอยู่ด้วย
3.2 สมการดังกล่าวคือ 4c = 7d (สมการที่ 3) และ 2d = 5 (สมการที่ 4)
4 จะเห็นได้ว่าเรามี 4 สมการ ใน 4 ตัวแปร คือ a b c d ซึ่งเป็นอิสระต่อกัน จึงสามารถใช้วิธีการทางพีชคณิตหาค่าให้ทั้ง 4 ตัวแปรได้
5 จากสมการที่ 4 d = 5/2; จากสมการที่ 3 c = (7/4) d = (7/4)(5/2) = 35/8; b = (10/3)c + d = (10/3)(35/8) + (5/2) = 410/24 ; จากสมการที่ 1 หาค่า a ได้ ...จบ
วิจารณ์: ข้อนี้ยุ่งยากมากขึ้น เส้นทางเดินไปข้างหน้ายอกย้อน มีทางสองแพร่ง สามแพร่ง ต่อกันแบบวกวน ถ้าไม่ทำการเดินถอยหลังอย่างเป็นระบบคงจะคลำทางไปหาคำตอบไม่เจอเป็นแน่แท้
ตัวอย่าง 4 : โจทย์ของผสม
ถัง ก มีปริมาตร 50 ลิตร บรรจุของเหลวผสมระหว่างสาร A และ B โดยมี B ร้อยละ 20 ถัง ข มีปริมาตร 20 ลิตร มีสาร B ร้อยละ 15 ถ้าเอาของเหลวในถังทั้งสองเทผสมกันจะมีสาร B เป็นปริมาณร้อยละเท่าใด
วิธีทำแบบเดินไปข้างหน้า (อย่างไม่เป็นระบบ) : อาจทำได้หลายวิธี สุดแล้วแต่ครูโรงเรียนไหนจะนิยมชมชื่นเส้นทางเดินแบบใด เช่น อาจคิดว่า ผลรวมสุดท้ายมีปริมาตร = 50 + 20 = 70 ลิตร ดังนั้นเราควรหาปริมาณสาร B รวมทั้งหมดแล้วหารด้วย 70 และคูณด้วย 100 ก็จะได้คำตอบ (ครูอาจคิดได้เพราะสอนเรื่องนี้มานาน แถมอาจสอนให้เด็กจำเป็นกรณีพิเศษ..ที่เอาไปใช้ในกรณีอื่นไม่ได้ แต่เด็กอายุ 12 คงจะคิดไม่ออก และคงต้องจำปัญหาเฉพาะนี้ให้รกสมองไปอีกนาน)
วิธีทำอย่างเป็นระบบ: ลองทำดูสิครับ ..รับรองว่าง่าย
ผมใช้วิธีมานาน แม้ในการวิจัยระดับสูง ที่มีการดิฟเฟอเรนชิเอต และอินทีเกรตเต็มจอ มันช่วยทำให้ผมคิดนวัตกรรมต่างๆได้มากหลายมาแล้ว
ขอให้ทุกคนโชคดี ทั้งครูและนักเรียนนะครับ ไม่หลงป่าคณิตศาสตร์กันอีกต่อไป
...คนถางทาง (๖ มีนาคม ๒๕๕๕)