โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มโรคไขข้ออักเสบ (Arthritis) เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นฉับพลัน ถ้าปวดครั้งแรกมักจะเป็นข้อเดียว แต่ปล่อยไว้นานจะลามไปข้อต่อข้อ มักเป็นที่นิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า และข้อเข่า โดยจะรู้สึกได้ว่าบริเวณนั้นบวมตึงและแดงร้อน โดยเป็นอยู่ไม่กี่วันแล้วก็หายแต่จะกำเริบที่ข้อเดิมทุก 1-2 ปี และจะถี่และหนักขึ้น เป็นเดือนละหลายครั้งและปวดตอนกลางคืนหรือหลังดื่มแอลกอฮอล์ อัตราความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์พบว่าผู้ชายมีโอกาสเป็น ได้มากกว่าผู้หญิงร้อยละ 90 และมักเป็นเมื่ออายุ 40 ขึ้นไป ผู้หญิงมักเป็นน้อยแต่ถ้าเป็นจะเป็นหลังหมดประจำเดือนแล้ว ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด นิ่วในทางเดินปัสสาวะ และภาวะไตวาย ส่วนในรายที่อาการเรื้อรังจะมีตุ่มก้อนที่เรียกว่า Tophi ขึ้นตามตัว และเมื่อแตกจะก่อเกิดแผลเรื้อรังซึ่งหายช้าส่งผลให้ข้อต่างๆค่อยๆพิการจนใช้งานไม่ได้
Gout เกิดจากการสันดาปสารเพียวรีน (Purine) ซึ่งมีในอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเหล่านี้ ได้แก่ เครื่องใน ปลาซาร์ดีน เนื้อสัตว์ อาหารทะเล หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม ดอกกะหล่ำ ฯลฯ เปลี่ยนให้เป็นกรดยูริค (Uric acid) ที่มากเกินไปจนร่างกายขับออกทางไตไม่ทัน แล้วการคั่งค้างและตกผลึกเป็นเกลือยูเรต (Monosodium urate) สะสมที่กระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อรอบข้อ เมื่อมีอาการควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจน้ำไขข้อหาผลึกกรดยูริก (มีลักษณะเป็นรูปเข็มเรียวยาวอยู่ในเม็ดเลือดขาว) หากตรวจพบผลึกกรดยูริกนี้ (ร่วมกับอาการข้ออักเสบ) แสดงว่าเป็นโรคเกาต์
ในทางกิจกรรมบำบัดมองถึงความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้รับบริการที่ลดลง (Limited activities & restricted engagement) เนื่องจากข้อจำกัดของร่างกาย (Body structures & functions) ที่เกิดจากปัจจัยทางบริบทแวดล้อมด้านอาหารการกินและพันธุกรรมเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดโรค (Person & Environment Factors) มองถึงผลกระทบของโรคต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี แนวทางการรักษาทางกิจกรรมบำบัดเป็นไปในด้านการดัดแปลงอุปกรณ์ การปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและโดยรอบบ้านให้เหมาะสมกับการใช้ร่างกายที่เป็นโรคนี้เมื่อทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่างๆ รวมถึงการเข้าสังคม ฝึกทักษะการจัดการตนเอง การจัดการกับความเจ็บปวด
ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จึงควรคำนึงถึงคือ‘Safety First’ การดูแลตนเองทั้งในด้านร่างกายไม่ว่าจะเป็นอาการบาดเจ็บ อาหารการกิน การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมยามว่างต่างๆ ด้านบริบทแวดล้อมที่ควรจัดการ
ขอบคุรการบรรยายดีๆจากนางสาวจุฑามาศ ยิ่งยง นักศึกษากิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล C:
ว่ากันว่า ดื่มน่ำตอนเช้ามากหน่อยจะแก้เก๊าท์ได้ ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่
ขอบคุณในความเห็นของคุณโสภณที่ชวนให้ต่อยอดความรู้เช่นนี้คะ C;
คิดว่าการดื่มน้ำมากๆน่าจะ'มีส่วนช่วย'มากกว่า 'แก้' ค่ะ
คือ ช่วยในเรื่องการป้องกันการสะสมของกรดยูริค ไม่ให้คั่งค้างจนกระทั่งตกผลึกเป็นเกลือยูเรต
การดื่มน้ำมากๆ -> ไตทำงาน(ปรับสมดุลของน้ำในร่างกาย) ->ปัสสาวะบ่อยขึ้น-> กรดยูริกที่มีอยู่ในร่างกายมีโอกาสออกไปจากร่างกายมากขึ้น
ส่วนการให้ดื่ม'ตอนเช้า'มากๆหน่อย...
คิดว่าเพราะร่างกายขาดน้ำมาหนึ่งคืนเต็มๆ เราควรกำจัดยูเรียออกทางปัสาวะเสียหน่อยคะ
ที่เขียนมาไม่เห็นเกี่ยวกับไก่ตรงไหนเลยอะครับ