ปัจจุบัน วิธีการรักษาเยียวยาธรรมชาติที่ดีที่สุดคือ “การรู้จักจัดการบริหารและควบคุมกิเลส”
เกี่ยวเนื่องจาก
หากมวลมนุษยชาติมีกิเลส (ความอยาก) เพิ่มสูงขึ้นในการดำเนินชีวิต การสนองตอบต่อความอยากนั้นนำพามาสู่การเข้าไปทำลายความสมดุลของกฎอุตุนิยาม ให้เสียดุลยภาพไป ซึ่งสะท้อนออกมาชัดเจนในภาวะปัจจุบัน เช่น การเกิดภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของดินฟ้า – อากาศ และฤดูกาล เป็นต้น ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้ล้วนเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการก้าวล้ำเข้าไปตักตวงเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติอย่างอหังการของมนุษย์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนเกิดการสั่งสมของต้นทุนทางธรรมชาติ (กระบวนการปรับดุลยภาพด้วยตัวของมันเองตามธรรมชาติ)
ซึ่งกระบวนการปรับตัวของธรรมชาติเพื่อให้เข้าสู่จุดดุลยภาพใหม่จะเป็นไปตามกรอบของทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) ที่เมื่อระบบของสรรพสิ่งเข้าสู่ภาวะที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนถึงด้านอื่น ๆ จนเกิดความยุ่งเหยิง ไร้ระเบียบ โกลาหลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งในที่สุดระบบก็จะทำลาย (ชำระ) ตัวของมันเองจากจุดเล็ก ๆ ที่คาดไม่ถึง ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปตามปัจจัยเหตุและภาวะแวดล้อมที่มากมายหลากหลายปัจจัยประกอบกันตั้งแต่เล็กไปจนใหญ่เกี่ยวเนื่องกันหมด (กฎอิทัปปัจจยตา) จนไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ชัดเจนและแน่นอน (อนิจจัง)
ในกระบวนการของการปรับดุลยภาพใหม่นั้นจะสะท้อนออกมาเป็นผลของกฎกรรมนิยาม ในลักษณะของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง พายุ แผ่นดินไหว เป็นต้น ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเสมือนสัญญาณเตือนที่ส่งมาถึงมวลมนุษยชาติว่า ธรรมชาติกำลังเจ็บป่วยหากไม่ช่วยกันรักษาเยียวยา ความเจ็บป่วยของธรรมชาติก็จะทรุดหนักไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดธรรมชาติก็จะกลับมาเรียกค่าสินไหม (ในรูปของภัยพิบัติและภัยธรรมชาติ) ชดเชยจากมนุษย์อย่างสาสมและประเมินค่าไม่ได้
“การบริหารจัดการและควบคุมกิเลส เป็นตัวยาที่วิเศษ ช่วยเยียวยาและรักษาธรรมชาติให้สามารถคงอยู่คู่กับมวลมนุษย์ ประดุจหนึ่งการพึ่งพาที่พัฒนาสู่ความยั่งยืน”