รากเหง้าของปัญหา

  

ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้บริหารโรงเรียนที่มีอิทธิพลมากที่สุดกับชีวิตใน
โรงเรียน เพราะจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในโรงเรียน รวมทั้ง นักเรียน
และผู้ปกครองด้วย ก้าวขึ้นตำแหน่งครูใหญ่ใหม่ ๆ มักจะตั้งความปรารถนาไว้ว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีที่
สุด ของครู แต่คล้อยหลังไม่กี่เดือน จะกลับกลายเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับครู เนื่องจากอยู่ในฐานะ
" ผู้บังคับบัญชา " ที่มีลักษณะ " เล็งผลเลิศ แต่หงุดหงิดง่าย " ฉะนั้นสถานะของความสัมพันธ์
แบบ " สบาย ๆ เป็นกันเอง ช่วยเหลือกัน เชื่อใจกัน และเสมอต้นเสมอปลาย " จึงหาได้ยาก
ครูใหญ่ มักจะคาดหวังให้ครู " ทำให้ได้มากกว่าเดิม แต่ได้รับการช่วยเหลือน้อยลง " ครูใหญ่
จึงกลายเป็นตัวก่อปัญหาเสียเอง รากเหง้าของปัญหาก็คือทัศนะต่างมุมระหว่างครูกับผู้บริหาร ไม่ว่า
จะเกี่ยวกับเรื่อง การประเมินผลนักเรียน การประเมินผลครู การจัดองค์กรใน โรงเรียน หรือการจัด
ชั้นเรียน ของนักเรียน ซึ่งก่อให้เกิดความตรึงเครียด ความริษยา และความขัดแย้งทั้งทางวิชาการและ
ส่วนตัว แทนที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม เช่น ความถ้อยทีถ้อยอาศัย และความก้าวหน้าทางอาชีพ และส่วนตัว
ครูใหญ่กับครูน้อย เหมือนกับอยู่กันคนละด้านของเหรียญบาท ถ้าหัวขึ้นก้อยก็แพ้ ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าครูยอมสอนชั้นควบ ครูใหญ่ก็หมดปัญหา แต่จะกลายเป็นการสร้างปัญหา ให้ครูเสียเอง
ลักษณะของระบบโรงเรียนเป็นสิ่งกีดขวางความร่วมมือและบรรยากาศแบบเปิดมา แต่แรกแล้ว
ครูใหญ่เป็นฝ่ายที่ต้องทำตามกระแสของผู้ปกครอง ของสำนักงาน ต้นสังกัด และของกระทรวงศึกษาธิการ
เป็นตัวกลางที่ทุกฝ่ายจ้องหาคำตอบ ถ้าจะดูว่าครูใหญ่มีความ สามารถมากน้อยเพียงใด
ก็ให้ดูว่า สามารถคุมลูกน้องคือครูให้ทำงานได้ดีเพียงใด ควบคุม การใช้หลักสูตรได้ดีเพียงไร
ใช้งบประมาณได้ดีเพียงใด และนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ดี เพียงใด ถ้าครูใหญ่มัวแต่ปกป้องลูกน้อง
ให้ทำตามอำเภอใจ ครูใหญ่นั่นเองก็จะประสบความ เดือดร้อน จึงไม่ประหลาดใจเลยว่า ครูใหญ่และครูน้อย
ยืนอยู่กันคนละฝั่งคลอง หรือแม้ว่าจะลง เรือลำเดียวกัน ครูน้อยก็เป็นฝ่ายพายเรือตามที่ครูใหญ่เห็นดีเห็นงาม
ความขัดแย้งและความ ตึงเครียดระหว่างครูและครูใหญ่เป็นตัวกัดกร่อนพลังที่มีค่ายิ่งของโรงเรียนให้ลด