ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากสภาพการดำเนินชีวิตตามระบบ "วัตถุนิยม"
หากเราเปลี่ยนแนวคิดใหม่ที่ทรงด้วยคุณค่ายิ่ง โดยการดำเนินชีวิตตามระบบ "พอเพียงนิยม"
ปัญหาต่าง ๆ จักลดลง หรือแทบไม่มี
ด้วยความปรารถนาดีจาก "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"
ภาพยนตร์ไทยกับการพัฒนาด้ านคุณธรรม
ภาพยนตร์ไทยในที่นี่หมายถึงภาพยนตร์ไทยที่เรียกว่า "จอเงิน" คือภาพยนตร์ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ และรวมทั้งละครโทรทัศน์ที่เรียกว่า "จอแก้ว" ขอเน้นหนักไปที่จอแก้ว เพราะเป็นสื่อบันเทิงของชาวบ้านร้านตลาด มีคนจำนวนมากทุกเพศ ทุกวัยดูละครทีวี รายการละครทีวีมีหลายช่องฉะนั้นแฟนรายการได้ดู ได้สัมผัสกันทุกวันทุกคืน
ละครทีวีเป็นรายการบันเทิงที่ติดเหมือนติดยาเสพติดก็ว่าได้ ถึงเวลาไม่ได้ดูรู้สึกหงุดหงิด ขาดอะไรไปสักอย่าง บางคนบอกว่าไม่ชอบดูหนังไทย แต่หากดูไปแล้วก็อยากจะติดตามตอนต่อไป และแก้ตัวว่า ตอนหัวค่ำยังไม่ง่วงนอน นอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำอะไร ก็ดูหนังไทยเพื่อฆ่าเวลา นี่ติดหนังไทยเพราะฆ่าเวลา สรุปว่ามีแฟนละครเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ละครทีวีจึงมีอิทธิพลในการสร้างคุณธรรมด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้ชมได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นหากละครทีวีมีการปรับเปลี่ยน ปรับปรุงเนื้อหาสาระไปในทางสร้างสรรค์ จะมีประโยชน์แก่ผู้ชมในด้านสร้างคุณธรรมได้มากขึ้น
จากเสียงสะท้อนเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ละครทีวีของไทย จะออกมาในทางลบค่อนข้างมาก จนพูดกันชินหูคนทั่วเมืองว่า "ละครน้ำเน่า" หนังน้ำเน่าหรือละครน้ำเน่าคือการไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงยึดเนื้อหาสาระแบบเดิม ๆ คือ อิจฉา ริษยา พยาบาท แก้แค้น ใครที่ดูหนังไทยคงจะชินกับโครงเรื่องในทำนองลักษณะนี้ วางโครงเรื่องให้นางเอกเป็นผู้ตกระกำลำบาก ถูกกลั่นแกล้ง ถูกรังแกต่าง ๆ นานา เช่นถ้าอยู่ในคฤหาศน์ที่มีคนใช้หลายคน คนใช้ถูกวางโครงเรื่องให้แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มฝ่ายนางเอกซึ่งจะมีจำนวนน้อย ส่วนกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามนางเอกจะมีจำนวนมาก ที่วางไว้อย่างนี้เพราะจะทำให้การกลั่นแกล้งที่สะใจ และได้ผูกเรื่องให้ซับซ้อนขึ้น ชี้แจงให้เห็นแค่นี้พอเป็นเค้าโครง และเชื่อว่าทุกคนสามารถช่วยกันผูกเรื่องได้จนจบ และเหมือนกับผู้วางโครงเรื่องอย่างไม่ผิดเพี้ยน
แนวเรื่องของหนังไทยเป็นอย่างนี้มาตลอดนี่คือน้ำเน่าที่เรียกขานกัน ถามว่าได้คติเตือนใจอะไรบ้าง แน่นอนว่าได้รับบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งเตือนใจเดิม นั่นเพราะแนวเรื่องที่เหมือน ๆ กันทุกเรื่อง ผู้ชมได้สิ่งเตือนใจเพียงนิดหน่อย ส่วนพฤติกรรมอื่น ๆ ในลักษณะที่สะท้อนทางลบจำนวนมากซึ่งออกจากตัวละครจะส่งผลให้ผู้ชมเลียนแบบสะสม พอกพูน ไว้มากน้อยเพียงไร เช่น การได้สัมผัสเสียง กริยาท่าทาง เรื่องการนินทาว่าร้าย การอิจฉาริษยา การจองเวรจองกรรม สร้างความอาฆาตพยาบาลการคิดกลอุบาย เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ ที่จะแก้แค้น เรื่องเหล่านี้คิดว่ามีอิทธิพลต่อผู้ชมไม่น้อย การได้สัมผัสทุกวัน ย่อมจะซึมซับเข้าโดยไม่รู้ตัวตรงจุดนี้เองหากเรานำเรื่องสร้างสรรค์มาบรรจุไว้แทนน่าจะมีคุณค่ายิ่ง
ถ้าจะอ้างว่านี่เป็นการสะท้อนให้เห็นชีวิตจริงของคนไทย ของชาวบ้านร้านตลาด การสะท้อนให้เห็นสิ่งที่ไม่ดี ทำซ้ำทำซากเช่นนี้ไม่ดีแน่ พระพุทธทาสยังเคยเตือนสติพุทธศาสนิกไว้ว่า
เห็นเขามีเลวบ้างช่างหัวเขา
มองตัวเรามีเลวบ้างอย่างเขาไหม
จะนินทาฤษยาเขาทำไม
รีบแก้ไขชั่วของเราให้เบาบาง
มองเขาชั่วมันมาชั่วที่ตัวเรา
ชั่วของเขาเพิ่มให้เราไม่รู้สร่าง
มองแต่ดีชั่วของเราพลอยเพลาจาง
เพราะอางขนางที่เขามีดีกว่าเรา
ถ้ามองดีของตัวต้องระวัง
มักจะพลั้งเกินงามด้วยความเขลา
ให้ตัวดีจนเกินดีมีแต่เงา
เอาจริงเข้าก็เปล่าเราหมดดี
การมองหาแต่สิ่งชั่วร้าย พบเห็นแต่สิ่งชั่วร้าย สัมผัสแต่ทางลบ นี่เป็นการสั่งสอนแบบสะสม แนวทางไม่สร้างสรรค์ หากเปลี่ยนเรื่องสร้างสรรค์ชิวิตของ ชาวบ้านร้านตลาดมาสะท้อนให้ดูกันบ้างอันไหนจะดีกว่ากัน หากสะท้อนกันแต่ในเรื่องชั่วร้าย สุมใส่หัวให้กันทุกวันสังคมคงไร้ซึ่งคุณธรรม
อิทธิพลของหนังไทยจะมีผลต่อผู้ชมหรือไม่ อย่างไร ไม่ทราบว่ามีการวิเคราะห์วิจัยเรื่องนี้กันหรือไม่ แต่เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าหากมีการวิจัยคงพบว่ามีอิทธิพลต่อผู้ชมในด้านคุณธรรมเป็นแน่ ที่ลงความเห็นอย่างนี้เพราะหากเราเปิดพบหนังไทยจำนวน 10 ครั้ง คิดว่าอย่างน้อย 7-8 ครั้งพบตัวละครกำลังจีบปากจีบคอ ค้อนขอดและกิริยาท่านทางที่แสดงออกมาเป็นบทละครจริง ๆ คือดูแล้วรุนแรงเกินไป เกินกว่าสภาพชีวิตจริง แต่ความรู้สึกของผู้กำกัับ ของผู้แสดง บอกว่า "มันสมบทบาท"ผู้ชมเองก็ยังมีจิตใจคล้อยตามว่าสมบทบาท ถ้าคล้อยตามในความรุนแรงเช่นนี้ ก็พอจะเป็นข้อมูลชีชัดว่า หนังไทยย่อมมีอิทธิพลทางลบต่อผู้ชมอย่างแน่นอน
จากเหตุผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กล่าวมา คิดว่าหนังไทยควรปรับเปลี่ยนจากหนังน้ำเน่า มาเป็นหนังแนวสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมทั้งนี้เพื่อปลูกฝังคุณธรรมให้ผู้ชม ให้พลเมืองของชาติ อันเป็นพื้นฐาน เป็นรากฐานของการพัฒนาสังคม พัฒนาประเทศต่อไป
ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยเฉพาะรัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อการปรับปรุงพัฒนาหนังไทย และที่สำคัญผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ทั้งมวลควรมีจิตสำนึก มองปัญหาเห็นปัญหา ช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคม พัฒนาคุณธรรมของเพื่อนร่วมชาติ ไม่คิดแต่ผลประโยชน์ผลกำไรเพียงอย่างเดียว
ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากสภาพการดำเนินชีวิตตามระบบ "วัตถุนิยม"
หากเราเปลี่ยนแนวคิดใหม่ที่ทรงด้วยคุณค่ายิ่ง โดยการดำเนินชีวิตตามระบบ "พอเพียงนิยม"
ปัญหาต่าง ๆ จักลดลง หรือแทบไม่มี
ด้วยความปรารถนาดีจาก "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"
มอบภาพสวย ๆ