ปัจจุบัน มนุษย์โดยส่วนใหญ่หลงใหลเสพติดในกับดักมายาคติที่ยึดติดถือมั่น ผลักดันให้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง โดยมองธรรมชาติรอบข้างเป็นเพียงแค่องค์ประกอบ (ส่วนเกิน) ส่วนหนึ่งของมนุษย์

นัยคือ

            มนุษย์อยู่เหนือธรรมชาติ สามารถเอาชนะธรรมชาติอย่างเด็ดขาดได้ด้วยเทคโนโลยานุวัตร (Technologization)

 

“การมีทัศนคติที่ยึดติดถือมั่นผลักดันเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง โดยมองสิ่งรอบข้างเป็นศัตรู ที่จะต้องต่อสู่ ห้ำหั่น ฟาดฟันเพื่อชัยชนะนั้น เท่ากับ เป็นการทำลายภูมิคุ้มกันของความสัมพันธ์ที่สมดุลของการพึ่งพา เป็นการเดินหน้าเข้าหาจุดวิกฤติ”

 

 

 

 

         “... ทัศนคติที่ดีของมนุษย์ต่อธรรมชาตินั้น ไม่ควรจะหยุดเพียงแค่เลิกมองตนเองแยกต่างหากจากธรรมชาติ และเลิกคิดจะพิชิตจัดการกับธรรมชาติโดยชอบใจ แล้วมองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และจะต้องมีชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติเท่านั้น เพราะนั่นยังเป็นทัศนคติกึ่งเชิงลบและเฉื่อยชา แต่ควรจะก้าวต่อไปถึงขั้นแสดงศักยภาพของมนุษย์ในทางที่ตรงข้ามจากเดิม กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ มนุษย์วัดความสามารถของตนด้วยการที่เอาชนะธรรมชาติและจัดการกับธรรมชาติได้ตามปรารถนา ต่อไปนี้มนุษย์มองเห็นแล้วว่าการทำได้อย่างนั้นไม่ใช่เป็นความสามารถที่แท้จริงอันน่าภูมิใจแต่อย่างใดเลย ความสามารถที่แท้จริงของมนุษย์ก็คือการทำให้โลก ซึ่งเคยมีการเบียดเบียนกันมากให้เบียดเบียนกันน้อยลง ทำให้โลกที่มนุษย์และสรรพชีพเคยพออยู่กันได้ สามารถอยู่กันได้ดียิ่งขึ้น อย่างเกื้อกูลกันมากขึ้น...”

  จากหนังสือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) หน้า. ๒๕๗